นานาสาระสุขภาพที่น่ารู้.. เล่าสู่กันฟัง
 
 

“อาการเสียวฟัน” สัญญาณเตือน! ที่คุณไม่ควรมองข้าม  


 

“อาการเสียวฟัน” สัญญาณเตือน! ที่คุณไม่ควรมองข้าม  

** ปีนี้คุณตรวจสุขภาพช่องปากและฟันกันหรือยัง? **

หลายคนคงเคยมีอาการเสียวฟันจนทำให้ไม่สามารถทานอาหาร หรือน้ำเย็นๆ ได้ และเคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไม? ถึงมีอาการเสียวฟันทั้งๆที่บางคนดูแลช่องปากและฟันเป็นอย่างดี
 


สาเหตุของการเสียวฟัน เกิดจากการตอบสนองของเส้นประสาทในฟันที่ไวกว่าปกติต่อสิ่งกระตุ้นภายนอก เช่น อาหาร เครื่องดื่มร้อนหรือเย็น หรือแม้กระทั่งการแปรงฟัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อและฟัน โดยปกติฟันของเราจะถูกปกป้องด้วยเคลือบฟัน (Enamel) และเหงือก เมื่อเคลือบฟันของเราสึก แตกออก หรือเหงือกร่นมากขึ้น เนื้อฟัน (Dentine) จะถูกเปิดออกให้สัมผัสกับสิ่งกระตุ้นภายนอก สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดอาหารเสียวฟันได้ง่าย
 


วิธีการลดอาการเสียวฟัน ที่เราสามารถทำได้ เช่น

  • หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น น้ำอัดลมอาหารหรือเครื่องดื่มรสเปรี้ยวจัด
  • งดเคี้ยวของแข็งหรือเหนียวที่อาจทำให้ฟันร้าวได้
  • แปรงฟันอย่างถูกวิธี อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
  • ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดซอกฟัน เช่น ไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
  • เลือกใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม
  • เลือกใช้ยาสีฟันลดอาการเสียวฟันที่มีฟลูออไรด์
  • พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน

แต่หากมีอาการปวดเสียวฟันบ่อยครั้ง หรือไม่หายแม้จะเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และรับการรักษาอย่างเหมาะสม ทันตแพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยวิธีการอื่นๆ เช่น อุดฟัน ใช้ฟลูออไรด์ หรือสารลดอาการเสียวฟัน รักษาโรคปริทันต์ หรือรักษาตามอาการผิดปกติของฟันที่ทำให้เกิดอาการเสียวฟัน เช่น ฟันร้าว ฟันแตก เป็นต้น
 


เห็นไหม! ครับว่า เรื่องการเสียวฟันจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะหากปล่อยไว้อาจจะพบว่าเป็นอาการที่ตามมาของโรคเหงือกและฟันที่ร้ายแรง จนบางทีอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นสำหรับการรักษา การเสียวฟันจึงนับว่าเป็นสัญณาณเตือนให้ระวังว่าอาจจะมีโรคอื่นแทรกซ้อนเข้ามาได้ หรืออาจจะถึงขั้นต้องรักษารากฟัน หรือใส่ฟันปลอมกันเลยทีเดียว ทำให้การใช้ชีวิตลำบากมากขึ้นไปอีก.. เพราะฉะนั้นการดูแลฟันให้อยู่กับเรานานๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่แน่ใจในอาการแล้วควรเข้าพบทันตแพทย์โดยเร็ว ก่อนจะสายไปนะครับ
 




 

Create Date : 26 กันยายน 2565   
Last Update : 26 กันยายน 2565 11:25:56 น.   
Counter : 48 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


เมื่อ “ฮอร์โมนเพศชายต่ำ” ก่อนวัย

 

เมื่อ “ฮอร์โมนเพศชายต่ำ” ก่อนวัย

Hypogonadism หรือ ฮอร์โมนเพศชายต่ำ เป็นภาวะที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศชาย (ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน) ได้ไม่เพียงพอ ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้มีส่วนช่วยในการสร้างและรักษามวลกล้ามเนื้อ มวลกระดูก สมรรถภาพทางเพศ และอารมณ์ความต้องการทางเพศ เมื่อฮอร์โมนเพศชายในร่างกายลดต่ำลงจะส่งผลให้เกิดความผิดปกติได้ทั้งด้านร่างกายและอารมณ์ โดยความรุนแรงของอาการนั้นขึ้นอยู่กับช่วงวัยและปริมาณของฮอร์โมนเพศชายในร่างกาย

สาเหตุที่ทำให้ฮอร์โมนเพศชายต่ำ โดยปกติแล้วผู้ชายจะมีระดับฮอร์โมนสูงสุดในช่วงวัยรุ่นจนถึงผู้ใหญ่ตอนต้น หลังจากนั้นจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่ออายุมากขึ้นโดยจะลดลงประมาณ 1% ทุกๆ ปี หลังจากอายุ 30 หรือ 40 ปีขึ้นไป และจะลดลงจนร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป

ภาวะนี้เกิดจากการที่ต่อมเพศชายทำงานผิดปกติ หรือเกิดจากความผิดปกติของสมองที่ไม่สามารถสั่งการไปยังต่อมเพศได้ หรือมีปัจจัยเสี่ยงจากโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง นอกจากนี้พฤติกรรมการใช้ชีวิตเช่น การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ กินอาหารไม่มีประโยชน์ ขาดการออกกำลังกาย ความเครียด ก็เป็นอีกสาเหตุที่ส่งผลให้ฮอร์โมนเพศชายลดลงได้เช่นกัน

อาการที่เกิดขึ้นเมื่อฮอร์โมนเพศชายต่ำ เมื่อฮอร์โมนเพศลดลง จะส่งผลให้ความต้องการทางเพศลดลง ปริมาณของอสุจิมีน้อยเกิดภาวะตั้งครรภ์ยากขึ้น อวัยวะเพศชายแข็งตัวได้ไม่สมบูรณ์ หน้าอกโตขึ้นเนื่องจากขาดความสมดุลของฮอร์โมนเพศในร่างกาย หากปล่อยไว้ไม่เข้ารับการรักษาจะสูญเสียสมดุลทางร่างกายอย่างมัดกล้ามเนื้อและขน เกิดการสะสมไขมันตามส่วนต่างๆ เกิดโรคกระดูกพรุน ไม่มีเรี่ยวแรง ลูกอัณฑะเหี่ยวและมีขนาดเล็กลงได้

การป้องกันภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ ทำได้โดยการพยายามดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ ทานอาหารที่ประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และพยายามไม่เครียด เพราะเมื่อร่างกายแข็งแรงก็จะทำให้สร้างฮอร์โมนได้เพิ่มขึ้น ส่วนผู้ที่พยายามเต็มที่แล้วแต่ระดับฮอร์โมนยังต่ำอยู่ สามารถใช้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเสริมได้ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งชนิดรับประทาน ชนิดทาและฉีด แต่การใช้ฮอร์โมนเสริมนี้ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความเสี่ยงของผลข้างเคียง และเลือกใช้ยารักษาได้อย่างเหมาะสมกับอาการของแต่ละคน




 

Create Date : 23 กันยายน 2565   
Last Update : 23 กันยายน 2565 10:21:45 น.   
Counter : 66 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


ทำไม?..ผู้ชายถึงเป็น “นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ” มากกว่าผู้หญิง

 

ทำไม?..ผู้ชายถึงเป็น “นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ” มากกว่าผู้หญิง

นั่น! ก็เพราะว่าระบบทางเดินปัสสาวะของผู้ชายมีขนาดยาวและคดเคี้ยวกว่า ตะกอนนิ่วจึงมีโอกาสตกค้างได้มากกว่า..

นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ (Bladder stone) เกิดขึ้นได้ 2 แบบ คือ เป็นนิ่วจากไตหรือท่อไตที่หลุดลงมาสะสมเพิ่มขนาดในกระเพาะปัสสาวะ และเป็นนิ่วที่เกิดในกระเพาะปัสสาวะเอง ซึ่งมักเกิดจากการขับถ่ายปัสสาวะออกไม่หมดหรือกลั้นปัสสาวะบ่อยๆ ทำให้มีน้ำปัสสาวะคั่งค้างในกระเพาะปัสสาวะ นานวันเข้าก็จะเกิดการตกตะกอนแล้วค่อยๆ โตขึ้นเป็นก้อนนิ่ว

นอกจากนี้ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะยังอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่นๆ เช่น มีการอักเสบติดเชื้อซ้ำๆ ในระบบทางเดินปัสสาวะ ทานอาหารที่ทำให้ปัสสาวะมีสารตกตะกอนหรือเกลือแร่เข้มข้นมาก เช่น หน่อไม้ฝรั่ง ยอดผัก เครื่องในสัตว์ รวมถึงดื่มน้ำน้อยเกินไป

อาการสังเกตนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

  • รู้สึกปวดขณะปัสสาวะ
  • ปัสสาวะลำบาก แสบหรือขัด
  • ปัสสาวะบ่อย
  • ปัสสาวะไม่ออกหรือออกกะปริดกะปรอย
  • ปัสสาวะมีเลือดปน ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นผิดปกติ
  • มีเม็ดนิ่วลักษณะคล้ายกรวดทรายปนออกมากับปัสสาวะ
  • บางคนอาจมีไข้ร่วมด้วย

** หากพบว่ามีอาการผิดปกติดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ตรวจวินิจฉัยทันที

การรักษานิ่วในกระเพาะปัสสาวะ จะขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของนิ่ว เช่น การทานยาสลายนิ่ว การส่องกล้องเพื่อกรอนิ่ว การสลายนิ่วโดยใช้คลื่นกระแทกหรือการผ่าตัด โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน

นิ่วในกระเพาะปัสสาวะป้องกันได้ เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะควรดื่มน้ำให้มากๆ เพื่อไม่ให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นเกินไป ไม่กลั้นปัสสาวะ เลี่ยงการทานอาหารที่ทำให้เกิดนิ่ว หรือหากสังเกตว่ามีอาการปัสสาวะผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ตรวจวินิจฉัยโดยด่วนก่อนที่อาการจะเป็นมากกว่าเดิม และทำให้ยากต่อการรักษา

** นิ่วในกระเพาะปัสสาวะควรรีบรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะนิ่วในกระเพาะปัสสาวะสามารถลุกลามทำให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบเรื้อรังได้ ซึ่งโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบเรื้อรังเป็นโรคที่ยากต่อการรักษาให้หายขาด ทั้งยังทำให้รู้สึกไม่สบายตัว หรือเจ็บอวัยวะเพศขณะปัสสาวะ นอกจากนี้นิ่วยังมีส่วนทำให้การทำงานของไตหนักขึ้นจนไตทั้ง 2 ข้างอาจเสื่อมเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้การขับของเสียลำบาก หรืออาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้




 

Create Date : 21 กันยายน 2565   
Last Update : 21 กันยายน 2565 10:29:27 น.   
Counter : 95 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


“อาการเสียวฟัน” สัญญาณเตือน! ที่คุณไม่ควรมองข้าม


 

“อาการเสียวฟัน” สัญญาณเตือน! ที่คุณไม่ควรมองข้าม

** ปีนี้คุณตรวจสุขภาพช่องปากและฟันกันหรือยัง? **

หลายคนคงเคยมีอาการเสียวฟันจนทำให้ไม่สามารถทานอาหาร หรือน้ำเย็นๆ ได้ และเคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไม? ถึงมีอาการเสียวฟันทั้งๆที่บางคนดูแลช่องปากและฟันเป็นอย่างดี
 


สาเหตุของการเสียวฟัน เกิดจากการตอบสนองของเส้นประสาทในฟันที่ไวกว่าปกติต่อสิ่งกระตุ้นภายนอก เช่น อาหาร เครื่องดื่มร้อนหรือเย็น หรือแม้กระทั่งการแปรงฟัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อและฟัน โดยปกติฟันของเราจะถูกปกป้องด้วยเคลือบฟัน (Enamel) และเหงือก เมื่อเคลือบฟันของเราสึก แตกออก หรือเหงือกร่นมากขึ้น เนื้อฟัน (Dentine) จะถูกเปิดออกให้สัมผัสกับสิ่งกระตุ้นภายนอก สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดอาหารเสียวฟันได้ง่าย
 


วิธีการลดอาการเสียวฟัน ที่เราสามารถทำได้ เช่น

  • หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น น้ำอัดลม อาหารหรือเครื่องดื่มรสเปรี้ยวจัด
  • งดเคี้ยวของแข็งหรือเหนียวที่อาจทำให้ฟันร้าวได้
  • แปรงฟันอย่างถูกวิธี อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
  • ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดซอกฟัน เช่น ไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
  • เลือกใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม
  • เลือกใช้ยาสีฟันลดอาการเสียวฟันที่มีฟลูออไรด์
  • พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน

แต่หากมีอาการปวดเสียวฟันบ่อยครั้ง หรือไม่หายแม้จะเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และรับการรักษาอย่างเหมาะสม ทันตแพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยวิธีการอื่นๆ เช่น อุดฟัน ใช้ฟลูออไรด์ หรือสารลดอาการเสียวฟัน รักษาโรคปริทันต์ หรือรักษาตามอาการผิดปกติของฟันที่ทำให้เกิดอาการเสียวฟัน เช่น ฟันร้าว ฟันแตก เป็นต้น
 


เห็นไหม! ครับว่า เรื่องการเสียวฟันจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะหากปล่อยไว้อาจจะพบว่าเป็นอาการที่ตามมาของโรคเหงือกและฟันที่ร้ายแรง จนบางทีอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นสำหรับการรักษา การเสียวฟันจึงนับว่าเป็นสัญณาณเตือนให้ระวังว่าอาจจะมีโรคอื่นแทรกซ้อนเข้ามาได้ หรืออาจจะถึงขั้นต้องรักษารากฟัน หรือใส่ฟันปลอมกันเลยทีเดียว ทำให้การใช้ชีวิตลำบากมากขึ้นไปอีก.. เพราะฉะนั้นการดูแลฟันให้อยู่กับเรานานๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่แน่ใจในอาการแล้วควรเข้าพบทันตแพทย์โดยเร็ว ก่อนจะสายไปนะครับ
 




 

Create Date : 19 กันยายน 2565   
Last Update : 19 กันยายน 2565 10:12:13 น.   
Counter : 79 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


ปัสสาวะบ่อย ไม่พุ่ง เข้าข่าย!..ต่อมลูกหมากโต

 

ปัสสาวะบ่อย ไม่พุ่ง เข้าข่าย!..ต่อมลูกหมากโต

ต่อมลูกหมากโต เป็นความผิดปกติที่ผู้ชายส่วนใหญ่มักต้องเจอเมื่ออายุมากขึ้น พบได้ในผู้ชายอายุ 45 ปีขึ้นไปและโดยเฉพาะในผู้สูงวัย อายุ 70 ปีขึ้นไปที่พบมากถึง 80 %

ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบสืบพันธุ์เพศชายที่อยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะและล้อมรอบท่อปัสสาวะส่วนต้น มีหน้าที่ผลิตสารที่เป็นของเหลวประมาณ 30% ของน้ำอสุจิ เมื่อมีอาการต่อมลูกหมากโตจะส่งผลโดยตรงต่อท่อปัสสาวะและการปัสสาวะ เนื่องจากต่อมลูกหมากที่โตไปกดท่อปัสสาวะ ทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ ขึ้น อาการและความรุนแรงก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน หรือบางครั้งอาการกับขนาดของต่อมลูกหมากที่โตขึ้นอาจไม่สัมพันธ์กัน บางคนอาจมีต่อมลูกหมากโตมาก แต่มีอาการเพียงเล็กน้อย เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ เกี่ยวข้อง ทำให้มีผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่ละเลยอาการต่างๆของต่อมลูกหมากโตและคิดว่าไม่เป็นไร

อาการต่อมลูกหมากโต แสดงอาการเบื้องต้นได้หลายอย่าง ดังนั้นลองมาเช็คอาการกันหน่อยว่าคุณมีอาการดังต่อไปนี้หรือเปล่า..

  • ปัสสาวะขัด
  • ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะตอนกลางคืน
  • กลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือต้องเบ่งปัสสาวะ
  • ปัสสาวะไม่พุ่ง สะดุดเป็นช่วงๆ
  • ปัสสาวะไม่สุด
  • ปวดปัสสาวะรุนแรงมาก
  • ปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลัน

การรักษาโรคต่อมลูกหมากโต จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการเริ่มตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รักษาด้วยยา แต่ถ้าใช้ยาไม่ได้ผลหรือมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ แพทย์อาจทำการรักษาด้วยการผ่าตัด

การโตผิดปกติของต่อมลูกหมากเป็นเรื่องที่คุณผู้ชายไม่ควรมองข้าม นอกจากการหมั่นสังเกตความผิดปกติขณะขับถ่ายปัสสาวะแล้ว แนะนำให้คุณผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจต่อมลูกหมากโดยแพทย์เฉพาะทางเป็นประจำทุกปี เพื่อตรวจหาความเสี่ยงและป้องกันรักษาโรคตั้งแต่เนิ่นๆ




 

Create Date : 16 กันยายน 2565   
Last Update : 16 กันยายน 2565 10:02:46 น.   
Counter : 90 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  

หนึ่งเสียงในกทม.
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




คุยกับหมอราม
[Add หนึ่งเสียงในกทม.'s blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com