Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
27 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 
O ซ่อนเร้น และ เอ็นดู .. O









เพลง .. ลาวม่านแก้ว เปียโน




-1-
O คล้ายคล้ายความเงียบเหงาแต่เก่าก่อน
ค่อยค่อยย้อนกำลังเข้าสั่งสม
และคล้ายความปรารถนาเคยปรารมภ์
ค่อยค่อยล่มเลือนลับไม่กลับย้อน
O เคยงดงาม-เรียบ-ง่าย .. ก็คล้ายว่า
เปลี่ยนทีท่าบิดเบือนไม่เหมือนก่อน
โลกที่เคยสูงล้ำ .. วกต่ำตอน
จนลับรอนห่างเห็น .. จากเช่น-เคย
O ฤๅภาพที่มองเห็น .. จะเป็นเท็จ ?
ยังไม่เสร็จแต่งสร้าง .. รีบวางเผย
จึงค่อยร่อนหลุดลอก .. ไม่งอกเงย-
เป็นรูปงามหยัดเย้ย .. ให้เชยชม
O ค่อยค่อยผ่านภาคพิจิตร .. เคยพิศเพ่ง
ด้วยภาคเปล่งปลั่งรับขึ้นขับข่ม
มุ่งมั่นฝ่าวงล้อมความตรอมตรม
ปลดเลศนัยทับถมให้ล่มลา

-2-
O คือ .. ผูกพันเอ็นดู-ที่รู้สึก
จำหลักลึกลงทรวง .. เพื่อห่วงหา-
ได้สั่งสมกำลังเหนี่ยวรั้งพา-
ปรารถนาซ่อนเร้น .. ออกเห็นรอย
O บริสุทธิ์แห่งน้ำใจ .. ที่ใครหลั่ง
ละคราวครั้งหยดแล้ว .. แม้นแผ่วค่อย-
หากปรารมภ์หนึ่งผู้ .. เริ่มรู้คอย
เต็มละห้อยห่วงเห็นไม่เว้นวัน
O ค่อยค่อยเผยภาคพิจิตรให้พิศเพ่ง
ค่อยค่อยเปล่งความนัย-ความไหวหวั่น-
ให้สัมผัสรัดร้อย .. รอคอยวัน-
ผูกเงื่อนบ่วงสัมพันธ์ .. ให้มั่นคง
O เมื่อคุณค่าปรากฏ .. เป็นบทบาท
จึงเหมือนช่วงเพ็ญพิลาส .. แห่งชาติหงส์-
ได้แผ่ผ่านล้อมขวัญอย่างบรรจง
ร่วมสืบส่งสานฝันแห่งวันวาน
O กุสุมา .. ลมโชยก็โรยกลิ่น
ให้ถวิลแนบน้อมความหอมหวาน
หลอมหลั่งรสอันประทิ่นสู่วิญญาณ
กำจายผ่านรูปละม่อมเข้าล้อมทรวง
O เริ่มแล้วหรือ .. ลมอุสุมอันรุมร้อน
จากโชยอ่อน .. เริ่มประจักษ์ว่าหนักหน่วง
หวังลบเลือนเงียบเหงา .. ว่างเปล่า .. ปวง
ช่วยโชนช่วงปฏิพัทธ์เต็มอัตรา
O จง .. ผ่าวผ่านลานดินกลางถิ่นฝน
เพื่อตรึงช่วงดวงมน .. ผู้ค้นหา
รูปนิมิตเฝ้าถวิลในจินตนา
ที่ทรงค่าเหมาะควร .. ทุกส่วนนั้น
O รวยรินครั้งเบื้องปฐมแห่งลมวก
พาคลื่นหนาวแผ่ปก .. ทำอกสั่น
เมื่อจู่โจมโถมจับในฉับพลัน
กลับบีบคั้นทรมานให้ลาญรอย
O จึงกาละแห่งปฐม .. เมื่อลมร่ำ
พาชื่นฉ่ำเบียดบดกำสรด-สร้อย
ก่อนเยือกเย็นฟองฝนจะหล่นปรอย
ท่ามทรวงหนึ่งแต่ละห้อยเฝ้าคอยเคียง
O ค่อยค่อยโยก .. ค่อยค่อยไหว .. หัวใจหนึ่ง
จนซาบซึ้งเฝ้าถวิลแต่ยินเสียง
ผลิสีสันเฉิดฉายออกรายเรียง
ก็สุดเลี่ยงหลีกล่วงสู่บ่วงนั้น

-3-
O คล้ายคล้ายความหอมหวานแต่วารก่อน
ค่อยค่อยย้อนอำรุง .. อย่างมุ่งมั่น
ให้จดจารผ่านคำ .. ออกรำพัน
เป็นคำมั่นสัญญา .. อัตตาตน
O ด้วยคุณค่าจำเพาะต้องเหมาะส่วน
จึงคู่ควรสำแดงกลางแห่งหน
งดงามแห่งความนัย .. น้ำใจคน
จึงจะปนปลาบผกาย .. สู่สายตา
O ค่อยค่อยผ่านภาพพิจิตร .. เคยพิศเพ่ง
ด้วยภาพเปล่งปลั่งละมุน .. สมคุณค่า
เป็นแรงใจมุ่งมั่น .. ช่วยบัญชา
ปรารถนาซ่อนเร้น .. จึงเห็นรอย
O เรื่อยรี้คีตะกานท์ .. ค่อยผ่านแว่ว
เมื่อลมพลิ้วผ่านแล้วอย่างแผ่วค่อย
กรุ่นกลิ่นแก้วอบร่ำ .. ซ้ำซ้ำรอย-
เมื่อน้ำค้างหยาดย้อยลงรดริน
O เจื้อยแจ้วเสียงสูงต่ำ .. คล้ายรำพัน-
เพื่อกล่อมขวัญกลางโลก .. ล่มโศกสิ้น
จังหวะใจเต้นแผ่ว .. ให้แว่วยิน-
ยกถวิลแรงชู้ .. ให้รู้นัย
O ร้างเดือนดาวกลางพลบ, หรือ-หลบซ่อน-
จากแววตาออดอ้อน .. แสนอ่อนไหว
รื่นเย็นลมร่ำหา, แววตาใคร-
ก็ช่างแสนร่ำไร .. ล้อใจคน
O แม้น-เหมือนจันทร์ซ่อนแสงจากแหล่งที่
ทั้งราศีดาวช่วง .. ลับห้วงหน
หวัง-แววตาหวั่นสะทก .. ยังวก-วน-
เพื่อทอแสงอำพน .. เข้าดลใจ
O โบกโบยลมเย็นรื่น .. ล้อมผืนน้ำ
เมื่อคืนค่ำปรากฏความสดใส
โดยความซึ้งซ่านล้ำ, แก้มก่ำใคร-
ก็เรื่อสีแต้มใส่ .. ทุกนัยน์ตา
O ระริกสายน้ำตื่นพลิ้วผืนระลอก-
เข้ายั่วหยอกโลมหลั่ง .. ริมฝั่งท่า
รูปละม่อมเนียนแก้มยั่วแย้มมา
ปรารถนาอาวรณ์ – ฤๅถอนพ้น ?
O อ้อยอิ่งเสียงสังคีตแว่วหวีดผ่าน
พาหอมหวานทั้งปวงให้ร่วงหล่น-
ลงสู่ห้วงคำนึง .. ของหนึ่งคน-
เลื่อนระดับเอ่อล้นท่วมท้นใจ !

-4-
O รูปนามเอย .. เผยลักษณ์มาดักขวาง-
หรือเพื่อรอก้าวย่างทุกย่างให้-
ย่ำเหยียบลงกลางบ่วง .. ความห่วงใย-
แล้วอาลัยเสน่หา .. ไม่ล้าเลือน ?
O พร่างพรายน้ำเหลื่อมรับอยู่วับไหว
เมื่อหัวใจคำนึง .. ซาบซึ้งเหมือน-
ว่า .. รูปนามตามติด .. คอยพิศเบือน-
สายตาเลื่อนแววชู้ .. ให้รู้การณ์
O สูงต่ำแห่งสังคีตแว่วหวีดเสียง
ยังแว่วเพียงขับกล่อมพาหอมหวาน-
เข้าโอบไล้โลมสิ้นจิตวิญญาณ
ให้สะท้านสะเทื้อนอยู่ .. แต่ผู้เดียว
O วิกาลคล้อยน้ำค้างพรายพร่างเม็ด
ดั่งแพรเพชรลอยผืนในคืนเปลี่ยว
สรวงย่อมมืดหม่นครัน .. เพราะจันทร์เรียว-
เร้นส่วนเสี้ยวเลื่อนดวงจนล่วงรอย
O ป่านฉะนี้ .. รูปแพงจักแฝงร่าง-
ในท่ามกลางเย็นเยียบและเงียบหงอย
หรือ .. หัวใจพร่ำพ้อเฝ้ารอคอย-
อกแขนอ้อยสร้อยโอบให้แอบอิง ?
O คิดถึงกันมากไหม .. หัวใจนั่น
แล้ว .. ไหวสั่นเพียงไหนหนอ .. ใจหญิง ?
แทน-เตียงนุ่ม .. เนื้ออ่อนเจ้าผ่อนพิง-
หมาย .. เกลือกกลิ้งก่ายร่างที่กลางทรวง
O รอคอยเถิด .. รูปละม่อมในอ้อมแขน-
จักโอบรูปไว้แน่น .. อย่างแหนหวง-
เพียงเพื่อแววหวามไหวที่ในดวง-
ตาคู่ช่วงโชนความออกล่ามพัน !
O แม้นจันทร์แรมเร้นดวง .. เลือนช่วงแสง
หากที่แฝงฝากช่วงในห้วงฝัน-
กลับเจิดจ้าโชนช่วงเยี่ยงดวงวัน-
เมื่อแรกผันเรือนรุ้งทาบคุ้งฟ้า
O เก็บงำแวววับวามแห่งยามเช้า-
พร้อมเหลื่อมเงาสายน้ำที่หลามบ่า
ก่อรูปนามพร่างพรายในสายตา
ให้แต่ปรารมภ์ชู้ .. ไม่รู้แล้ว
O ค่ำนี้ .. แววตาระยับเกินขับข่ม
แก้วกรุ่นกลิ่นรื่นฉม, สายลมแผ่ว-
ก็รำบัดรำบายปัดป่ายแนว
ลูบโลมความผ่องแผ้ว .. ล้อมแววตา
O ฟากฟ้า .. เมฆหม่นดำ, เสียงคำรน-
ก้องกาหลครึกโครม, ลมโหมหา
บนโลกต่ำ-รูปนาม .. ก็ล่ามคา-
ปรารถนาอาลัย .. ที่ในตน
O มีใจ .. พร้อมรูปเงา-รุมเร้าอยู่-
เมื่อรอบชู้โหมช่วง, กลางห้วงหน-
สายวิชชุเฟื้อยเส้น .. แล้วเต้น .. วน
แข่งใจคนรัวเต้นไม่เว้นยาม
O ถวิลถึง .. รูปสล้างที่กลางหมอน-
จักทอดถอนใจทราบ - รสวาบหวาม
อ้อมแขน .. อกอุ่นเอื้อ .. นิ่มเนื้องาม-
หรืออาจห้ามใจข่ม .. การสมยอม ?
O ลมลูบน้ำกระเพื่อมผิวเป็นริ้วตื่น
เสียงโอดอื้นพร่ำพ้อ .. ร่ำรอ-ถนอม-
ก็แผ่วผ่านตอกย้ำ .. ให้ด่ำดอม-
รสหวานหอมรูปนามแห่งยามนั้น
O เรื่อยรี้ .. คีตะกานท์ยังผ่านแว่ว-
ก็เมื่อแววในตา .. ค่อยพร่าสั่น
ระทึก .. ระทวยใจ .. ของใครกัน-
คงแว่วอยู่เช่นนั้น .. เสียง-สั่นเครือ
O คงแว่วอยู่ในโสต .. เสียงโอดอื้น
รัญจวนตื่น .. ในยามก็งามเหลือ
ร้างเหน็บหนาวทุกรอย .. จะคอยเจือ-
จางช่วงเชื้ออุ่นร้อน .. ให้ผ่อนแรง
O ราวเสียงแผ่วไกลลิบ .. กระซิบกระซาบ
ก่อนนัยน์ตาสบทราบ .. แล้ววาบแสง
ออดอ้อนผ่านรูปคำ .. ก็สำแดง-
นัยฝากแฝงอาวรณ์ .. อันร้อนรน
O วูบวับความอ่อนไหว .. ผ่านนัยน์ตา
ที่เหมือนว่าไหวสั่นนับพันหน-
จากอาวรณ์สั่นสะทก .. ในอกคน-
ผู้วกวนเวียนหอมไม่ยอมร้าง
O คะเนนึก .. รูปพรรณในบรรจถรณ์-
จักออดอ้อนแวดล้อมไม่ยอมห่าง
ช่วงแขนเรียว, ดวงขวัญ, รูปสรรพางค์-
จักร่วมวางชาติภพบรรจบลง
O คะเนนึก .. เนื้อนวลคร่ำครวญถวิล
เมื่อกรุ่นกลิ่นหอมระรุม .. ให้ลุ่มหลง-
ค่อยผ่านรสรื่นล้ำ .. ร่วมจำนง-
การรับส่งหวานหอม .. รายล้อมใจ
O เรื่อยรี้คีตาพร้องทำนองประณีต
ดังแว่วหวีดโลมรุกผ่านยุคสมัย
เสียงสั่นเครือคร่ำครวญ, เนื้อนวลใย-
ค่อยพลิ้วไหวตอบรู้ .. แรงชู้นั้น
O พร้อมคีตาพร่ำพร้องทำนองประณีต
เสียงแว่วหวีดก้องรัว, เนื้อตัวสั่น-
ก็เผยผ่านแขนเรียว .. โอบเหนี่ยวพัน-
ธนา-ความใฝ่ฝัน .. บัดนั้นเอง !





Create Date : 27 ตุลาคม 2557
Last Update : 2 มกราคม 2563 22:22:30 น. 9 comments
Counter : 1939 Pageviews.

 

บทนี้..นำมาเล่าใหม่ ต่างตรงลำดับเรื่องราวตั้งแต่ เริ่มต้น จนถึงปัจจุบัน ...

เล็กแว๊บมาอ่านทุกวันค่ะ แต่ไม่มีเวลาเม้นท์เพราะเรื่องที่พี่คุยเล็กไม่ถนัด ถ้าจะคุยกับพี่พอได้บ้างแบบหนังสือ "หน้าปก" ก็ต้องไปหาข้อมูลในเน็ต เลยอ่านอย่างเดียว ... นี่ล่ะค่ะที่บอกว่า ไม่มีเวลา

จะจบแบบคำพูดสวยๆงามๆ หวานๆ ก็เขิน สรุปเอาเองว่า พี่ทราบว่าเล็กจะพูดอะไรละกัน อิอิ


โดย: น้องเล็ก IP: 192.99.14.36 วันที่: 27 ตุลาคม 2557 เวลา:10:43:30 น.  

 
ตัวน้อย ..

ค่ะ พี่เอาบทเก่ามา re-run แล้วต่อท้ายตอนที่ 4 อีกบท .. จำเก่งนะนี่ อิๆๆ

พี่คุยได้ทุกเรื่องค่ะ ..ยกเว้นเรื่องที่กฎหมายที่บังคับใช้เคร่งครัดที่สุดในประเทศไทย 112 ห้ามไว้ค่ะ .. 55

เมื่อฟ้าให้เรามาเจอ .. จากนี้ก็แค่รอเธอเป็นดาวที่มีแสงส่องนำใจ เท่านั้น .. เพลงนี้ไพเราะมากนะคะ

ราตรีนี้จะส่องแสงนานไหม ?


โดย: สดายุ... วันที่: 27 ตุลาคม 2557 เวลา:22:29:33 น.  

 
สดายุ..

ตรงนี้ ไพเราะ
"O วิกาลคล้อยน้ำค้างพรายพร่างเม็ด
ดั่งแพรเพชรลอยผืนในคืนเปลี่ยว
สรวงย่อมมืดหม่นครัน .. เพราะจันทร์เรียว-
เร้นส่วนเสี้ยวเลื่อนดวงจนล่วงรอย"

ตรงนี้ด้วย..
"O แม้นจันทร์แรมเร้นดวง .. เลือนช่วงแสง
หากที่แฝงฝากช่วงในห้วงฝัน-
กลับเจิดจ้าโชนช่วงเยี่ยงดวงวัน-
เมื่อแรกผันเรือนรุ้งทาบคุ้งฟ้า"




โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 29 ตุลาคม 2557 เวลา:18:52:58 น.  

 
ูู^_____^ ยิ้มกว้างเลยค่ะ เพลงเพราะจังเลย เพิ่งเคยฟังครั้งแรก


โดย: Medkhanun (ตุ้มตุ้ยของเธอ ) วันที่: 29 ตุลาคม 2557 เวลา:21:11:49 น.  

 

ที่รัก ...

ที่เล็กบอกว่า บทนี้เล็กชอบ ให้ค้างไว้นานๆซัก 500 pageview คงใกล้ละ แต่ถ้างานยุ่ง ไม่ว่างก็ค้างไว้ก่อนนะคะ

ไปเช้า กลับดึกทุกวันแบบนี้ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ


โดย: น้องเล็ก IP: 192.99.14.36 วันที่: 30 ตุลาคม 2557 เวลา:8:11:58 น.  

 
มินตรา ...
นักกลอนจำนวนมากเขียนกลอนเป็นกลอนคือ อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะมักใช้คำหรือสำนวนที่คิดเอาเองและไม่มีใครเขาใช้กัน จะพูดว่าเป็นนักประดิษฐ์สำนวนก็คงไม่ผิดนัก ..

เมื่อเราอ่านบทความที่เป็นร้อยแก้ว .. เราจะเข้าใจได้ไม่ยาก ไม่ต้องมาแปลอีกครั้ง
.. สำนวนแบบร้อยแก้ว ..
.. ด้วยคำที่คุ้นหู
.. อ่านจากหน้าไปหลัง
.. ไม่มีคำกลับหน้าไปไว้หลัง เอาหลังมาไว้หน้า .. เช่น “ซุกซน” .. ต้องไม่สามารถเขียนเป็น .. “ซนซุก” อย่างเด็ดขาด - 55
.. ไม่มีการย่อสำนวน ให้เหลือคำน้อยลง
ฯลฯ

เหล่านี้เป็นเรื่องยากสำหรับนักกลอน (ที่จำนวนไม่น้อยกระแดะเรียกตัวเองเป็น “กวี”)
จึงอาจต้องทนอ่านภาษากลอนที่ต้องตีความอีกทีจนวุ่นวาย .. กันต่อไปอีกนับนาน
55






เม็ดขนุน
ไปอยู่ไหนมา .. เพลงนี้ไม่เคยฟัง ..
จำได้ว่าก่อน ได้ทักษิณเป็นนายกฯ สุดที่รักของเม็ดหนุนอีกนะ ..
อังกฤษคงเริ่มหนาวแล้วสินะ ..
แฟนสาวน้อยเป็นไงบ้าง .. ระวังเขาไปแอบคบหนุ่มๆ ให้ดีละกัน .. 55



โดย: สดายุ... วันที่: 30 ตุลาคม 2557 เวลา:21:39:06 น.  

 
ดวงใจพี่ ..
ชื่นใจจริง .. ชอบใจจัง
วันนี้ถึงบ้านพัก 3 ทุ่ม .. เพราะคนจ่ายเงินเดือนมาเยี่ยมถึงลำปางด้วยความคิดถึง .. อิๆๆ
เพียงแต่ได้กำลังใจจาก”เมื่อวันวาน” จึงยังคงมีความชื่นใจเป็นแรงขับเคลื่อนให้ยืนหยัดได้จนบัดเดี๋ยวนี้

หลับคืนนี้ฝันถึงกันค่ะ


โดย: สดายุ... วันที่: 30 ตุลาคม 2557 เวลา:21:46:02 น.  

 
หอมดอกซ่อนกลิ่นที่แอบซ่อนเร้น…น่าเอ็นดู


โดย: ซ่อนกลิ่น IP: 223.24.13.124 วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา:20:46:51 น.  

 


ใช่ .. น่าเอ็นดู


โดย: สดายุ... วันที่: 1 มีนาคม 2562 เวลา:19:05:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O งามละมุน .. กับกรุ่นข้าวหอม .. O





O ดั่งยูงที่สูงส่งด้วยวงศา
ล้อมแววตาเพื่อจรด .. ความสดใส
เบิกรุ่งสางหม่นดำ ด้วยอำไพ-
แห่งดวงไฟเลื่อนชั้น .. ขึ้นบัญชา
O พอแว่วเสียงสาธุ .. บรรลุโสต
ความปราโมทย์หัวใจผู้ใฝ่หา-
ก็ซ่านความผ่องแผ้วสู่แววตา
เมื่อรูปหน้ารูปจริต .. เผย-ติดตรึง
O เกิดแต่เมื่อกรประนม .. หน้าก้มน้อม
ผมหล่นล้อมวงหน้า, แววตาหนึ่ง-
ก็คล้ายถูกกรเรียวนั้นเหนี่ยวดึง
แววหวานซึ้งมั่นหมาย .. ก็ฉายทอ
O โอ ราศีรูปงาม .. แห่งยามเช้า
คอยรุมเร้าใจอยู่, ท่านผู้ขอ-
ย่อมอุ้มบาตรเอ่ยธรรม .. ลงย้ำ .. ยอ-
ยกอารมณ์ทดท้อ .. พ้นทรมาน
O สบรูป .. รูปละม่อมก็ล้อมสิ้น-
แต่ผัน-ผินรูปพักตร์ .. เข้าหักหาญ
จิตวิญญาณตื่นรู้ .. จึงรู้พาน-
ความอ่อนหวานอ่อนโยน .. ที่โชน-แวว
O พาโลกในแวดล้อม .. งามพร้อมอยู่
พร้อมแรงชู้อาลัยเริ่มไหว .. แว่ว
อาวรณ์เคยซ่อนเร้น .. ก็เห็นแนว-
ความผ่องแผ้วตอบเต้น .. ไม่เว้นวาง
O โอ อำนาจเนตรพรับ .. ราวจับจูง-
สบรูปยูงอกแอ่นรำแพนหาง
เหลื่อมลายขนสีสัน .. ขึ้นกั้นกลาง
หยัดรอยขวางเพรียกถวิล ..ให้ดิ้นรน
O งามวงสีเลื่อมลาย .. ก็คล้ายว่า
เผยคุณค่าออกแล้วผ่านแววขน
พร้อมอ่อนหวานอ่อนไหวของใจคน-
เริ่มเผยตน .. ออกแล้วที่แววตา
O วาบวับ-นั้น .. แววตา .. แม้-ตาหลับ-
แววระยับ .. ก็ยังคง .. อยู่ตรงหน้า
ราวอยู่ล้อมห้อมขวัญคอยบัญชา-
ให้ตอบรับคุณค่า .. ด้วยอาวรณ์
O วาบวับแววขนยูง .. อันสูงค่า-
ก่อรูปพา .. งดงามติดตาม-อ้อน
จนงามนั้นลามรุกไปทุกตอน
สะทกสะท้อนสั่นทั่วทั้งหัวใจ
O จึงโลกในแวดล้อม .. ราวน้อมรับ-
แววพริ้มพรับออดอ้อน .. ผู้อ่อนไหว
ความผูกพันอุ่นเอื้อแห่งเยื่อใย-
ก็รัดรึงเอาไว้ .. อยู่ในวัน
O งามเงื่อนหางยูงฟ้าในป่าแดด
ผ่านลงแวดล้อมช่วง .. ทาบทวง-ขวัญ
งามรูปลักษณ์ชาติภพ .. ก็ครบครัน-
แทรกลงฝันฝากรอย .. ให้คอยรอ
O เช้านั้น .. คำข้าว .. เนตรวาววาม
กอปร-คำ .. ความ .. ผ่านหูจากผู้ขอ
พร้อมอีกการรุมเร้าพะเน้าพะนอ
ของรูปลักษณ์งามลออ .. อยู่ต่อตา
O เช้านั้น .. คำข้าว .. อกผ่าวร้อน-
กับอาวรณ์รูปองค์ .. ที่ตรงหน้า
สบ-สัมผัส .. ฉับพลันก็บัญชา-
เสน่หาให้อุบัติขึ้นรัดรึง
O เช้านี้ .. แรงอาลัยผู้ใฝ่หา
คอยบัญชาดวงจิต .. แต่คิดถึง-
รูปแพงน้อยอบร่ำในคำนึง
เจ้าเอย .. พึงรับรู้นัยชู้ .. ชาย
O ส่งมาเถิด .. อบอุ่นและคุณค่า
ผ่านแววตาอ่อนโยน .. ออกโชนฉาย-
แววอ่อนหวานดื่มด่ำ .. พึง-รำบาย-
ออกเปื้อนป่ายล้อมโลก .. แล้วโยกคลอน
O มอบมาเถิด .. เสน่หาความอาลัย
สุมลงให้ใจชาย .. สุดถ่ายถอน-
ทั้งจากรูป, คุณค่าความอาวรณ์
ตราบม้วยมรณ์ชีพลงเป็นผงคลี
O รูปยูงเอย .. ขาบเขียวทุกเรียวขน
เปล่งปลาบบนคุณค่า .. แห่งราศี
เพรียกละห้อยแหนหวงเป็นท่วงที-
อาวรณ์ที่ - ตราบวาย .. ยากคลายลง !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.