Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
27 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 
O ซ่อนเร้น และ เอ็นดู .. O











เพลง .. ลาวม่านแก้ว เปียโน




-1-
O คล้ายคล้ายความเงียบเหงาแต่เก่าก่อน
ค่อยค่อยย้อนกำลังเข้าสั่งสม
และคล้ายความปรารถนาเคยปรารมภ์
ค่อยค่อยล่มเลือนลับไม่กลับย้อน
O เคยงดงาม-เรียบ-ง่าย .. ก็คล้ายว่า
เปลี่ยนทีท่าบิดเบือนไม่เหมือนก่อน
โลกที่เคยสูงล้ำ .. วกต่ำตอน
จนลับรอนห่างเห็น .. จากเช่น-เคย
O ฤๅภาพที่มองเห็น .. จะเป็นเท็จ ?
ยังไม่เสร็จแต่งสร้าง .. รีบวางเผย
จึงค่อยร่อนหลุดลอก .. ไม่งอกเงย-
เป็นรูปงามหยัดเย้ย .. ให้เชยชม
O ค่อยค่อยผ่านภาคพิจิตร .. เคยพิศเพ่ง
ด้วยภาคเปล่งปลั่งรับขึ้นขับข่ม
มุ่งมั่นฝ่าวงล้อมความตรอมตรม
ปลดเลศนัยทับถมให้ล่มลา

-2-
O คือ .. ผูกพันเอ็นดู-ที่รู้สึก
จำหลักลึกลงทรวง .. เพื่อห่วงหา-
ได้สั่งสมกำลังเหนี่ยวรั้งพา-
ปรารถนาซ่อนเร้น .. ออกเห็นรอย
O บริสุทธิ์แห่งน้ำใจ .. ที่ใครหลั่ง
ละคราวครั้งหยดแล้ว .. แม้นแผ่วค่อย-
หากปรารมภ์หนึ่งผู้ .. เริ่มรู้คอย
เต็มละห้อยห่วงเห็นไม่เว้นวัน
O ค่อยค่อยเผยภาคพิจิตรให้พิศเพ่ง
ค่อยค่อยเปล่งความนัย-ความไหวหวั่น-
ให้สัมผัสรัดร้อย .. รอคอยวัน-
ผูกเงื่อนบ่วงสัมพันธ์ .. ให้มั่นคง
O เมื่อคุณค่าปรากฏ .. เป็นบทบาท
จึงเหมือนช่วงเพ็ญพิลาส .. แห่งชาติหงส์-
ได้แผ่ผ่านล้อมขวัญอย่างบรรจง
ร่วมสืบส่งสานฝันแห่งวันวาน
O กุสุมา .. ลมโชยก็โรยกลิ่น
ให้ถวิลแนบน้อมความหอมหวาน
หลอมหลั่งรสอันประทิ่นสู่วิญญาณ
กำจายผ่านรูปละม่อมเข้าล้อมทรวง
O เริ่มแล้วหรือ .. ลมอุสุมอันรุมร้อน
จากโชยอ่อน .. เริ่มประจักษ์ว่าหนักหน่วง
หวังลบเลือนเงียบเหงา .. ว่างเปล่า .. ปวง
ช่วยโชนช่วงปฏิพัทธ์เต็มอัตรา
O จง .. ผ่าวผ่านลานดินกลางถิ่นฝน
เพื่อตรึงช่วงดวงมน .. ผู้ค้นหา
รูปนิมิตเฝ้าถวิลในจินตนา
ที่ทรงค่าเหมาะควร .. ทุกส่วนนั้น
O รวยรินครั้งเบื้องปฐมแห่งลมวก
พาคลื่นหนาวแผ่ปก .. ทำอกสั่น
เมื่อจู่โจมโถมจับในฉับพลัน
กลับบีบคั้นทรมานให้ลาญรอย
O จึงกาละแห่งปฐม .. เมื่อลมร่ำ
พาชื่นฉ่ำเบียดบดกำสรด-สร้อย
ก่อนเยือกเย็นฟองฝนจะหล่นปรอย
ท่ามทรวงหนึ่งแต่ละห้อยเฝ้าคอยเคียง
O ค่อยค่อยโยก .. ค่อยค่อยไหว .. หัวใจหนึ่ง
จนซาบซึ้งเฝ้าถวิลแต่ยินเสียง
ผลิสีสันเฉิดฉายออกรายเรียง
ก็สุดเลี่ยงหลีกล่วงสู่บ่วงนั้น

-3-
O คล้ายคล้ายความหอมหวานแต่วารก่อน
ค่อยค่อยย้อนอำรุง .. อย่างมุ่งมั่น
ให้จดจารผ่านคำ .. ออกรำพัน
เป็นคำมั่นสัญญา .. อัตตาตน
O ด้วยคุณค่าจำเพาะต้องเหมาะส่วน
จึงคู่ควรสำแดงกลางแห่งหน
งดงามแห่งความนัย .. น้ำใจคน
จึงจะปนปลาบผกาย .. สู่สายตา
O ค่อยค่อยผ่านภาพพิจิตร .. เคยพิศเพ่ง
ด้วยภาพเปล่งปลั่งละมุน .. สมคุณค่า
เป็นแรงใจมุ่งมั่น .. ช่วยบัญชา
ปรารถนาซ่อนเร้น .. จึงเห็นรอย
O เรื่อยรี้คีตะกานท์ .. ค่อยผ่านแว่ว
เมื่อลมพลิ้วผ่านแล้วอย่างแผ่วค่อย
กรุ่นกลิ่นแก้วอบร่ำ .. ซ้ำซ้ำรอย-
เมื่อน้ำค้างหยาดย้อยลงรดริน
O เจื้อยแจ้วเสียงสูงต่ำ .. คล้ายรำพัน-
เพื่อกล่อมขวัญกลางโลก .. ล่มโศกสิ้น
จังหวะใจเต้นแผ่ว .. ให้แว่วยิน-
ยกถวิลแรงชู้ .. ให้รู้นัย
O ร้างเดือนดาวกลางพลบ, หรือ-หลบซ่อน-
จากแววตาออดอ้อน .. แสนอ่อนไหว
รื่นเย็นลมร่ำหา, แววตาใคร-
ก็ช่างแสนร่ำไร .. ล้อใจคน
O แม้น-เหมือนจันทร์ซ่อนแสงจากแหล่งที่
ทั้งราศีดาวช่วง .. ลับห้วงหน
หวัง-แววตาหวั่นสะทก .. ยังวก-วน-
เพื่อทอแสงอำพน .. เข้าดลใจ
O โบกโบยลมเย็นรื่น .. ล้อมผืนน้ำ
เมื่อคืนค่ำปรากฏความสดใส
โดยความซึ้งซ่านล้ำ, แก้มก่ำใคร-
ก็เรื่อสีแต้มใส่ .. ทุกนัยน์ตา
O ระริกสายน้ำตื่นพลิ้วผืนระลอก-
เข้ายั่วหยอกโลมหลั่ง .. ริมฝั่งท่า
รูปละม่อมเนียนแก้มยั่วแย้มมา
ปรารถนาอาวรณ์ – ฤๅถอนพ้น ?
O อ้อยอิ่งเสียงสังคีตแว่วหวีดผ่าน
พาหอมหวานทั้งปวงให้ร่วงหล่น-
ลงสู่ห้วงคำนึง .. ของหนึ่งคน-
เลื่อนระดับเอ่อล้นท่วมท้นใจ !

-4-
O รูปนามเอย .. เผยลักษณ์มาดักขวาง-
หรือเพื่อรอก้าวย่างทุกย่างให้-
ย่ำเหยียบลงกลางบ่วง .. ความห่วงใย-
แล้วอาลัยเสน่หา .. ไม่ล้าเลือน ?
O พร่างพรายน้ำเหลื่อมรับอยู่วับไหว
เมื่อหัวใจคำนึง .. ซาบซึ้งเหมือน-
ว่า .. รูปนามตามติด .. คอยพิศเบือน-
สายตาเลื่อนแววชู้ .. ให้รู้การณ์
O สูงต่ำแห่งสังคีตแว่วหวีดเสียง
ยังแว่วเพียงขับกล่อมพาหอมหวาน-
เข้าโอบไล้โลมสิ้นจิตวิญญาณ
ให้สะท้านสะเทื้อนอยู่ .. แต่ผู้เดียว
O วิกาลคล้อยน้ำค้างพรายพร่างเม็ด
ดั่งแพรเพชรลอยผืนในคืนเปลี่ยว
สรวงย่อมมืดหม่นครัน .. เพราะจันทร์เรียว-
เร้นส่วนเสี้ยวเลื่อนดวงจนล่วงรอย
O ป่านฉะนี้ .. รูปแพงจักแฝงร่าง-
ในท่ามกลางเย็นเยียบและเงียบหงอย
หรือ .. หัวใจพร่ำพ้อเฝ้ารอคอย-
อกแขนอ้อยสร้อยโอบให้แอบอิง ?
O คิดถึงกันมากไหม .. หัวใจนั่น
แล้ว .. ไหวสั่นเพียงไหนหนอ .. ใจหญิง ?
แทน-เตียงนุ่ม .. เนื้ออ่อนเจ้าผ่อนพิง-
หมาย .. เกลือกกลิ้งก่ายร่างที่กลางทรวง
O รอคอยเถิด .. รูปละม่อมในอ้อมแขน-
จักโอบรูปไว้แน่น .. อย่างแหนหวง-
เพียงเพื่อแววหวามไหวที่ในดวง-
ตาคู่ช่วงโชนความออกล่ามพัน !
O แม้นจันทร์แรมเร้นดวง .. เลือนช่วงแสง
หากที่แฝงฝากช่วงในห้วงฝัน-
กลับเจิดจ้าโชนช่วงเยี่ยงดวงวัน-
เมื่อแรกผันเรือนรุ้งทาบคุ้งฟ้า
O เก็บงำแวววับวามแห่งยามเช้า-
พร้อมเหลื่อมเงาสายน้ำที่หลามบ่า
ก่อรูปนามพร่างพรายในสายตา
ให้แต่ปรารมภ์ชู้ .. ไม่รู้แล้ว
O ค่ำนี้ .. แววตาระยับเกินขับข่ม
แก้วกรุ่นกลิ่นรื่นฉม, สายลมแผ่ว-
ก็รำบัดรำบายปัดป่ายแนว
ลูบโลมความผ่องแผ้ว .. ล้อมแววตา
O ฟากฟ้า .. เมฆหม่นดำ, เสียงคำรน-
ก้องกาหลครึกโครม, ลมโหมหา
บนโลกต่ำ-รูปนาม .. ก็ล่ามคา-
ปรารถนาอาลัย .. ที่ในตน
O มีใจ .. พร้อมรูปเงา-รุมเร้าอยู่-
เมื่อรอบชู้โหมช่วง, กลางห้วงหน-
สายวิชชุเฟื้อยเส้น .. แล้วเต้น .. วน
แข่งใจคนรัวเต้นไม่เว้นยาม
O ถวิลถึง .. รูปสล้างที่กลางหมอน-
จักทอดถอนใจทราบ - รสวาบหวาม
อ้อมแขน .. อกอุ่นเอื้อ .. นิ่มเนื้องาม-
หรืออาจห้ามใจข่ม .. การสมยอม ?
O ลมลูบน้ำกระเพื่อมผิวเป็นริ้วตื่น
เสียงโอดอื้นพร่ำพ้อ .. ร่ำรอ-ถนอม-
ก็แผ่วผ่านตอกย้ำ .. ให้ด่ำดอม-
รสหวานหอมรูปนามแห่งยามนั้น
O เรื่อยรี้ .. คีตะกานท์ยังผ่านแว่ว-
ก็เมื่อแววในตา .. ค่อยพร่าสั่น
ระทึก .. ระทวยใจ .. ของใครกัน-
คงแว่วอยู่เช่นนั้น .. เสียง-สั่นเครือ
O คงแว่วอยู่ในโสต .. เสียงโอดอื้น
รัญจวนตื่น .. ในยามก็งามเหลือ
ร้างเหน็บหนาวทุกรอย .. จะคอยเจือ-
จางช่วงเชื้ออุ่นร้อน .. ให้ผ่อนแรง
O ราวเสียงแผ่วไกลลิบ .. กระซิบกระซาบ
ก่อนนัยน์ตาสบทราบ .. แล้ววาบแสง
ออดอ้อนผ่านรูปคำ .. ก็สำแดง-
นัยฝากแฝงอาวรณ์ .. อันร้อนรน
O วูบวับความอ่อนไหว .. ผ่านนัยน์ตา
ที่เหมือนว่าไหวสั่นนับพันหน-
จากอาวรณ์สั่นสะทก .. ในอกคน-
ผู้วกวนเวียนหอมไม่ยอมร้าง
O คะเนนึก .. รูปพรรณในบรรจถรณ์-
จักออดอ้อนแวดล้อมไม่ยอมห่าง
ช่วงแขนเรียว, ดวงขวัญ, รูปสรรพางค์-
จักร่วมวางชาติภพบรรจบลง
O คะเนนึก .. เนื้อนวลคร่ำครวญถวิล
เมื่อกรุ่นกลิ่นหอมระรุม .. ให้ลุ่มหลง-
ค่อยผ่านรสรื่นล้ำ .. ร่วมจำนง-
การรับส่งหวานหอม .. รายล้อมใจ
O เรื่อยรี้คีตาพร้องทำนองประณีต
ดังแว่วหวีดโลมรุกผ่านยุคสมัย
เสียงสั่นเครือคร่ำครวญ, เนื้อนวลใย-
ค่อยพลิ้วไหวตอบรู้ .. แรงชู้นั้น
O พร้อมคีตาพร่ำพร้องทำนองประณีต
เสียงแว่วหวีดก้องรัว, เนื้อตัวสั่น-
ก็เผยผ่านแขนเรียว .. โอบเหนี่ยวพัน-
ธนา-ความใฝ่ฝัน .. บัดนั้นเอง !





Create Date : 27 ตุลาคม 2557
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 10:22:18 น. 7 comments
Counter : 1376 Pageviews.

 

บทนี้..นำมาเล่าใหม่ ต่างตรงลำดับเรื่องราวตั้งแต่ เริ่มต้น จนถึงปัจจุบัน ...

เล็กแว๊บมาอ่านทุกวันค่ะ แต่ไม่มีเวลาเม้นท์เพราะเรื่องที่พี่คุยเล็กไม่ถนัด ถ้าจะคุยกับพี่พอได้บ้างแบบหนังสือ "หน้าปก" ก็ต้องไปหาข้อมูลในเน็ต เลยอ่านอย่างเดียว ... นี่ล่ะค่ะที่บอกว่า ไม่มีเวลา

จะจบแบบคำพูดสวยๆงามๆ หวานๆ ก็เขิน สรุปเอาเองว่า พี่ทราบว่าเล็กจะพูดอะไรละกัน อิอิ


โดย: น้องเล็ก IP: 192.99.14.36 วันที่: 27 ตุลาคม 2557 เวลา:10:43:30 น.  

 
ตัวน้อย ..

ค่ะ พี่เอาบทเก่ามา re-run แล้วต่อท้ายตอนที่ 4 อีกบท .. จำเก่งนะนี่ อิๆๆ

พี่คุยได้ทุกเรื่องค่ะ ..ยกเว้นเรื่องที่กฎหมายที่บังคับใช้เคร่งครัดที่สุดในประเทศไทย 112 ห้ามไว้ค่ะ .. 55

เมื่อฟ้าให้เรามาเจอ .. จากนี้ก็แค่รอเธอเป็นดาวที่มีแสงส่องนำใจ เท่านั้น .. เพลงนี้ไพเราะมากนะคะ

ราตรีนี้จะส่องแสงนานไหม ?


โดย: สดายุ... วันที่: 27 ตุลาคม 2557 เวลา:22:29:33 น.  

 
สดายุ..

ตรงนี้ ไพเราะ
"O วิกาลคล้อยน้ำค้างพรายพร่างเม็ด
ดั่งแพรเพชรลอยผืนในคืนเปลี่ยว
สรวงย่อมมืดหม่นครัน .. เพราะจันทร์เรียว-
เร้นส่วนเสี้ยวเลื่อนดวงจนล่วงรอย"

ตรงนี้ด้วย..
"O แม้นจันทร์แรมเร้นดวง .. เลือนช่วงแสง
หากที่แฝงฝากช่วงในห้วงฝัน-
กลับเจิดจ้าโชนช่วงเยี่ยงดวงวัน-
เมื่อแรกผันเรือนรุ้งทาบคุ้งฟ้า"




โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 29 ตุลาคม 2557 เวลา:18:52:58 น.  

 
ูู^_____^ ยิ้มกว้างเลยค่ะ เพลงเพราะจังเลย เพิ่งเคยฟังครั้งแรก


โดย: Medkhanun (ตุ้มตุ้ยของเธอ ) วันที่: 29 ตุลาคม 2557 เวลา:21:11:49 น.  

 

ที่รัก ...

ที่เล็กบอกว่า บทนี้เล็กชอบ ให้ค้างไว้นานๆซัก 500 pageview คงใกล้ละ แต่ถ้างานยุ่ง ไม่ว่างก็ค้างไว้ก่อนนะคะ

ไปเช้า กลับดึกทุกวันแบบนี้ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ


โดย: น้องเล็ก IP: 192.99.14.36 วันที่: 30 ตุลาคม 2557 เวลา:8:11:58 น.  

 
มินตรา ...
นักกลอนจำนวนมากเขียนกลอนเป็นกลอนคือ อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะมักใช้คำหรือสำนวนที่คิดเอาเองและไม่มีใครเขาใช้กัน จะพูดว่าเป็นนักประดิษฐ์สำนวนก็คงไม่ผิดนัก ..

เมื่อเราอ่านบทความที่เป็นร้อยแก้ว .. เราจะเข้าใจได้ไม่ยาก ไม่ต้องมาแปลอีกครั้ง
.. สำนวนแบบร้อยแก้ว ..
.. ด้วยคำที่คุ้นหู
.. อ่านจากหน้าไปหลัง
.. ไม่มีคำกลับหน้าไปไว้หลัง เอาหลังมาไว้หน้า .. เช่น “ซุกซน” .. ต้องไม่สามารถเขียนเป็น .. “ซนซุก” อย่างเด็ดขาด - 55
.. ไม่มีการย่อสำนวน ให้เหลือคำน้อยลง
ฯลฯ

เหล่านี้เป็นเรื่องยากสำหรับนักกลอน (ที่จำนวนไม่น้อยกระแดะเรียกตัวเองเป็น “กวี”)
จึงอาจต้องทนอ่านภาษากลอนที่ต้องตีความอีกทีจนวุ่นวาย .. กันต่อไปอีกนับนาน
55






เม็ดขนุน
ไปอยู่ไหนมา .. เพลงนี้ไม่เคยฟัง ..
จำได้ว่าก่อน ได้ทักษิณเป็นนายกฯ สุดที่รักของเม็ดหนุนอีกนะ ..
อังกฤษคงเริ่มหนาวแล้วสินะ ..
แฟนสาวน้อยเป็นไงบ้าง .. ระวังเขาไปแอบคบหนุ่มๆ ให้ดีละกัน .. 55



โดย: สดายุ... วันที่: 30 ตุลาคม 2557 เวลา:21:39:06 น.  

 
ดวงใจพี่ ..
ชื่นใจจริง .. ชอบใจจัง
วันนี้ถึงบ้านพัก 3 ทุ่ม .. เพราะคนจ่ายเงินเดือนมาเยี่ยมถึงลำปางด้วยความคิดถึง .. อิๆๆ
เพียงแต่ได้กำลังใจจาก”เมื่อวันวาน” จึงยังคงมีความชื่นใจเป็นแรงขับเคลื่อนให้ยืนหยัดได้จนบัดเดี๋ยวนี้

หลับคืนนี้ฝันถึงกันค่ะ


โดย: สดายุ... วันที่: 30 ตุลาคม 2557 เวลา:21:46:02 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 148 คน [?]










O ภุมรินและพินทุรส .. O





วสันตดิลกฉันท์ ๑๔

O ลมรื่นแตะตื่นมธุระเก-
สระเรณุกาไพร
พาหอม ลุ ล้อม, ยุคะสมัย-
ก็พิไลพิลาสรอ
O งดงาม ณ ยามรุจะกระหนาบ-
นภะภาพก็พร่างพอ-
กำจายสยายบทะลออ
กระแหนะช่อสุมาลย์สี
O ฝั่งฟ้าประภา, และ ธรณิน
ภุมรินะเริ่มลี-
ลาศ-หาผการสะเพราะมี
ดุษฎีกะหอมหวาน
O โลกกว้างระหว่างวตะอรุณ
ดุจะหมุนประกอบการณ์
โผนผกวิหค ณ คคนานต์
ก็ผสานผสมเสียง
O เริ่มกาลประสารรหัสะเลศ
ทุระเภทะพร้อมเพียง-
กล่อมเมาหะเขลา, มุสะประเดียง-
ก็ระเรียงประโลมร้อย
O เผยภาพละภาพ ณ บุพะภพ-
ระบุครบ .. ระบัดคอย
ราวเรื่องก็เปลื้องบทะทะยอย
สุขะ-สร้อย .. ผสานเสริม
O เยี่ยงหวานสุมาลยะประนัง
รสะตั้งจะเตรียบเติม-
คลื่นหอมตะล่อมบทะกระเหิม
ระอุเพิ่ม .. ณ กลีบกรอง
O ทิพเทพวิเลปนะกระวน
สติคน ก็ ถูกครอง
เพียงรสประพจนะสนอง
ผัสะต้อง ก็ เจียนตาย
O ผึ้งภู่เสาะสู่มธุระรส
ระบุกฏ บ อาจกลาย
แสงสูรยะพูนพละสยาย
ก็จะผ้ายและแผดเผา
O อำนาจและอาชญะประภาพ
ขณะทาบ ฤ บรรเทา
ถ้วนกฏและพจนะเฉลา
ก็คละเคล้าระคนความ
O หยาดพินทุรินมธุ-ละออง
ผัสะต้องก็ตื่นตาม
หยาดคำเพราะคัมภิระ-ละลาม
อุระหวาม ฤ ข้ามไหว
O ภาพพจน์จรดกะนัยนา
คุณะค่า ฤ ควรใคร-
เทียมทัศน์และวัตระอดิศัย-
ะประไพประพิณพร้อม
O เทียบ-ภาพก็ภาพมธุกุสุม
กระแหนะนุ่มระรุมดอม
เปรียบ-บทสุพจนะประนอม
ก็ลุล้อมระรายเรียง
O สามารถเพราะอาชญะผสาน-
อุปการ .. ก็เกริกเกรียง
แซ่ศัพทะรับดุจะจะเอียง-
ธรณินะล่มสูญ
O สามารถเหมาะอาชวะสมรรถ
ก็ขจัด บ เพิ่มพูน
พ้องความกะทราม, ก็บริบูรณ์-
ภวะกูณฑะสุมเมือง
O พร้อมพินทุสิ้นภวะจะหยด
จิตะคดก็แค้นเคือง
โดยพิษะริษยะเมลือง
ทะนุเนื่องและน้อมนำ
O ริ้ววาตะพารสะประทิ่น
ภุมรินก็เริงรำ
ปีกลู่เสาะสู่มธุระสัม-
ผัสะย้ำกะหยาดหวาน
O ริ้ววาทะพามุสะประนอม
ผัสะย้อม กะ วิญญาณ
เจตจินตะสิ้น, สติพิชาน-
ดุจะลาญ บ เหลือรอย
O หวาน, วาตะ, อาชญะประนัง
ฤดิคลั่ง ก็ หมอบคอย
เสพลิ้มกระหยิ่ม บ ละ บ ถอย
สติด้อย สิ ดึงดัน
O เลศวาทะ, อาชวะรหัส
อวิภัชะรำพัน
เกณฑ์กรอบระบอบมุหะมหัน-
ตะกระนั้นก็เนื่องหนุน
O สูงค่าสุภาษิตะประกอบ-
คละระบอบ .. ระเบียบบุญ
สูงส่งเพราะมงคละเหมาะสุน-
ทริยะดุลยะภาพพร้อม
O ภาพงามละลามยุคะสมัย
มธุ-ไพรก็สุดออม-
แอบกลิ่นประทิ่น, กฏะพะยอม-
ก็ ลุ ล้อมประนอมกรรม
O แฉกลิ้น มุ ภินทนะสมา-
คมะชาติด้วยชำ-
นาญ..บท .. และพจนะกลัม-
พ-ระพร่ำ ก็ เป็นผล
O สามารถเหมาะชาติจะอภิวัฒน์
ก็ขจัดซะอับจน
จารีตและคีตะอนุสน-
ธิ ก็ขนประโคมคอย
O หอมหวานสุมาลยะก็ภิน-
ทนะสิ้นและสุดรอย
หยาดพินทุสิ้น, มธุระพลอย-
รสะถ่อย .. ผิ เอาทาร !










free counters





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.