Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2557
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
24 กรกฏาคม 2557
 
All Blogs
 
O แสงช่วงแห่งดวงมณี .. O








เพลง .. ลาวสวยรวย
ชัยภัค ภัทรจินดา


O หม่นมัวเงียบงันอยู่ ..ในตรู่สาง
หยดน้ำวางตัวเกลื่อน..ทั่วเถื่อนหน
ฟ้าสูง .. ภาพฝูงนก .. บินวก-วน
เมื่อสูรย์พ้นสิขรคล้อย .. ขึ้นลอยดวง
O หอมโกสุมกล่อมยาม .. เมื่อวามวับ-
ดวงวันทอลออระยับขึ้นรับช่วง
ลมเช้าชื่นเฉื่อยโชย .. ก็โดยรวง-
ช่อมาลย์ปวงเตรียบหอมรายล้อม .. รอ
O ตฤปความหอมรื่นล้ำ-แห่งธรรมชาติ
บำบวงภาษปรุงปอง .. พร่ำพร้องขอ
หมายโสตเทพเพลิดเพลิน .. คำเยินยอ
ดลฤทธิ์ต่อสายใย .. รัดใจนั้น
O ผูกมัดใจหนึ่งอยู่ .. อย่ารู้คลาย
เก็บสองปลาย .. ซ่อนไว้เพื่อไหวสั่น-
แห่งถวิลร้อนแรง .. จักแบ่งปัน-
โอบออขวัญ .. อบอุ่นเข้าหนุนทรวง
O ละคาบยามพ้นผ่าน .. แม้นนานเนิ่น
พึงจำเริญแนบแน่นด้วยแหนหวง
ดื่มด่ำรสวาบหวามถ้อยความปวง-
พร้อมความห่วงใยมี .. เต็มที่ทาง
O หมายทุกทุกอณูธาตุ .. ห้วงอากาศ
ยอโอภาสวับวาวทุกก้าวย่าง
ล้อมรูปแพงทองขวัญ .. ป้องสรรพางค์-
ถนอมร่างถนอมเนื้อ .. ไว้เอื้ออิง
O ทุกโอภาสแอบออ .. ร่ำรอถนอม
พึงแนบน้อมอาลัยสู่ใจหญิง
ทุกรอบวันลับดวง .. โปรดช่วงชิง-
ดวงใจมิ่งขวัญวาง .. ที่กลางใจ
O บำบวงถ้อยเทอดแถนทั้งแดนฟ้า
เพื่อก่อรูปพรรณนา .. หมายอาศัย-
สื่อความอุ่นอ่อนหวานจากด้านใน-
ดวงจิตให้สั่นเต้น .. ด้วยเอ็นดู
O เตรียบคำถ้อยเพื่อแถนทั้งแสนสรวง
ช่วยทาบทวงอาวรณ์ .. มอบย้อนสู่-
หัวใจเยาว์อบร่ำความดำรู-
ด้วยนัยชู้แห่งชาย .. ที่หมายชม
O หม่นมัวเงียบงันอยู่แห่งตรู่สาง
ก็เริดร้างด้วยระยับแสงทับถม
ตระการรูปปรารถนาในอารมณ์
ก็ห้อมห่มทรวงไว้ด้วยนัยเดียว
O เตรียบจินตาร่ำรอลออภาค
รับอาวรณ์ไหลหลากอันกรากเชี่ยว
เตรียมใจไว้ปลิดปลิวด้วยนิ้วเรียว-
เจ้าเอื้อมเหนี่ยวเด็ดวาง .. แนบหว่างใจ
O เตรียบอารมณ์ร่ำรอพะนอถวิล
ก็โดยจินตนาความ .. อันหวามไหว
กลางวงรอบเสน่หาความอาลัย
หวังหมุนให้เฝ้าหมาย .. แต่ชายเดียว
O ขวัญเจ้าเอย ..
ครั้งรูปเผยผ่านมาให้ตาเหลียว
เยื่อใยอย่างแฝงเร้น .. ฟั่นเป็นเกลียว-
ม้วนสองปลายรัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวไว้
O สายใยแทนความแหนหวง
คือเงื่อนบ่วงโอบขวัญ .. เฝ้าฝันใฝ่
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน
อุ่นอาลัยล้อมรุม .. เข้าสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาฉายสบกันนับพันหน
ก็แต่นั้น .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้ .. เยี่ยงไรฤๅ ?
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับตา
ควรคิดคว้าเอาไว้ .. มิใช่หรือ
ใครเล่าจะเหนี่ยวดึง .. ส่งถึงมือ
มีแต่ยื้อยึดครอง .. เป็นของตัว
O เหลื่อมแสงพร้อยพร่างอยู่ไม่รู้สิ้น
เชื่อมสองจินต์เผยออก .. นัยหยอก-ยั่ว
แววมณีแฝงเร้น .. คล้ายเต้น-รัว-
อยู่โดยทั่วดวงมณี .. ณ ที่นั้น
O จนเส้นช่วงโชติวิเชียร .. เริ่มเวียนว่าย
แววช่วงฉายจากไหน .. นะไหวสั่น
ดูเถิด-ที่ก่ำแก้ม .. ราวแต้ม-ปัน-
ด้วยหวามหวั่นจบพักตร์ .. จำหลักแล้ว
O รับรู้ความครวญคะนึง...
เมื่อแววซึ้งซ่านใจ .. นั้นไหวแผ่ว
มณีงามก็คล้ายดั่งจะปลั่งแวว-
และคล้ายแน่วแน่อยู่ .. ให้รู้นัย
O รับรู้ความอาวรณ์...
ที่เหมือนอ้อนออดอยู่ .. จนรู้ได้-
ที่เหมือนอ้อนออดรู้ .. เพื่อรู้ใจ
ที่เหมือนไล้โลมทั่วทั้งตัวตน
O ลมเหนือที่เหน็บหนาว ..
เมื่อโหมฝ่าห้วงหาวทุกคราวหน
เถิด-ทุกครั้งอวลหอม .. เข้าล้อมลน
ล้อมใจคนถวิลชู้อย่ารู้คลาย
O เจ้าดวงมณีเอย ..
ยิ่ง-รำเพยลมร่ำ .. เจ้ารำร่าย-
แววออดอ้อนฝ่าสมัย .. ยั่วใจชาย
เกรงว่า-สายเกินการณ์จักต้านแล้ว !





Create Date : 24 กรกฎาคม 2557
Last Update : 10 เมษายน 2560 14:40:51 น. 10 comments
Counter : 1503 Pageviews.

 
O หลับเถิดนะคนดีให้พี่กล่อม
อุ่นแห่งอ้อมอกโลภจักโอบหา
อุ้มดวงขวัญให้สนิทในนิทรา
จนตื่นตาถวิลอยู่อย่างรู้คอย
O เหนื่อยนักแล้วแก้วตานิทราเถิด
เพลงจะเปิดกล่อมแว่วเพียงแผ่วค่อย
แทนความรักอาวรณ์ .. จำซ่อนรอย
ให้รับรู้ห่วงละห้อยทุกคล้อยยาม
O แม้นจำข่มอาวรณ์แอบซ่อนไว้
หากอาลัยศรัทธาเกินกว่าห้าม
ด้วยจารีตประเพณีอันดีงาม
สุดปลดแก้ข่มข้าม - ด้วยความอาย

๑๔
O ชาติใดฤทัย-ก็-จะ-กระหวัด
ป-ฏิ-พัทธะหนึ่งชาย
ช่วงภพจะลบ-ระ-ยะ-สลาย
จิ-ตะ-หมายจะผูกพัน
O ชาติใดฤทัย-จะ-ป-ฏิพัท-
ธะ-กระ-หวัดเสมอวัลย์
รัดล้อมประนอม-ร-หั-สะฝัน
กระ-จะ-มั่นกระจ่างหมาย
O โดยกาละผ่าน-อุ-สุ-มะยาม
ผิ-วะ-หวามและวุ่นวาย
ย่อมเนตรและเจ-ต-นะ-สยาย
น-ยะ-คล้ายจะรอคอย
O กี่คืนสะอื้น-วิ-ต-กะเศร้า
ทุ-ขะ-เร้าและหยัดรอย
เดือนปี ฤ มี-สุ-ขะ-ทยอย
ยุ-ติ-สร้อย .. และคืนสรวล
O คืนเปลี่ยวและเสี้ยว-ก-ม-ละเยา-
วะ-ก็-เคล้ากะคร่ำครวญ
ห่วงหา .. และอา-ดุ-ระ-กระบวน
ก็-กระ-อวละบีบเค้น
O เคลิ้มคลอพะนอ-ร-ติ-นิวรณ์
ดุ-จะ-อ้อนจะรอเอ็น-
ดูต้อง .. ตระกอง-ประ-ทุ-ษะเข็ญ
ยุ-ติ-เร้นปลาตเลือน



โดย: สดายุ... วันที่: 24 กรกฎาคม 2557 เวลา:8:30:32 น.  

 
ชายเดียว...

"O รับรู้ความอาวรณ์...
ที่เหมือนอ้อนออดอยู่ .. จนรู้ได้-
ที่เหมือนอ้อนออดรู้ .. เพื่อรู้ใจ
ที่เหมือนไล้โลมทั่วทั้งตัวตน"

วันนี้ท่าทางจะสำลักความสุข นะ..
ทั้งกลอน ทั้งฉันท์ ประจันกัน ....
"หวังหมุนให้เฝ้าหมาย .. แต่ชายเดียว"...

ดักไว้ทั้ง กลอน ทั้งฉันท์ แล้วจะหันไปหาชายใดได้อีกนี่...

"O ชาติใดฤทัย-ก็-จะ-กระหวัด
ป-ฏิ-พัทธะหนึ่งชาย
ช่วงภพจะลบ-ระ-ยะ-สลาย
จิ-ตะ-หมายจะผูกพัน"

หลายหลายสาว ที่เป็น..หลายหลาย" O แสงช่วงแห่งดวงมณี .. O" นี่
นะคะ




โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 24 กรกฎาคม 2557 เวลา:17:12:51 น.  

 
มินตรา ..

O เห็นมณีน้ำระยับงามจับตา
ควรคิดคว้าเอาไว้ .. มิใช่หรือ
ใครเล่าจะเหนี่ยวดึง .. ส่งถึงมือ
มีแต่ยื้อยึดครอง .. เป็นของตัว !

คงเห็นด้วยว่า สาวอารยันในส่าหรีของอินเดีย งามเกินบรรยาย พูดได้ว่าเป็นหญิงงามอันดับ 1 แห่งแผ่นดินก็คงไม่ผิดนัก

งามแบบนี้ "ซิมเปี๊ยะกุน" แห่งเซียวจับอิดนึ้งคงทำอะไรไม่ได้ .. ทำให้ผมนึกถึง "นาคมัลลิกา" ในปฐพีเพลิงของพนมเทียนขึ้นมาทีเดียว แถมน่าจะใกล้เคียงกว่าเพราะเป็นเผ่าอารยันแน่นอน

ความงามแห่งรูปกาย คือดวงมณี
ความงามแห่งพฤติจริตกิริยา คือแสงที่ช่วงประกายออกมา

ไม่มีความงามใดในสามโลกจะเทียมเท่า
ส่วนทั้งกลอนทั้งฉันท์อาจพรรณนาเนื้อความได้เพียงส่วนเสี้ยวของรูปธรรมที่มองเห็นเท่านั้น

เวลาพูดถึง "แสงช่วงแห่งดวงมณี" นั้นจะพูดถึงเพียงสาวเดียวเท่านั้นในความรู้สึกของผู้ชาย





โดย: สดายุ... วันที่: 24 กรกฎาคม 2557 เวลา:20:18:02 น.  

 


ชายเดียว...


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 24 กรกฎาคม 2557 เวลา:21:41:23 น.  

 


ผมเขียนอะไรผิดหรือเปล่ามินตรา ?
555


โดย: สดายุ... วันที่: 25 กรกฎาคม 2557 เวลา:6:17:29 น.  

 
ชายเดียว..

มิมีคำใดที่พูดไปแล้วผิดแม้นแต่คำเดียว....

เพียงแต่อึ้งไป ที่ยังมีชายไทย ผู้ยกย่องและเห็นคุณค่า ของความงามในการเป็นสตรี เหลืออยู่ในโลกออนไลน์นี้..

นึกว่า สตรีจะต้องสรวมวิญญาน "ซิมเปี๊ยะกุน" ประดาบ กับผู้ชายในวงยุทธจักร ไปตลอดชีวิตซะแล้ว

มิเสียแรงที่มาพักหัวใจใน วรรณประทีป...


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 25 กรกฎาคม 2557 เวลา:14:44:57 น.  

 
มินตรา ..

ผู้ชายอาจจะคิดได้ช้าไปบ้างหากมีอคติลำเอียง .. แต่อย่างไรเสียก็ต้องดูความงดงามออกจนได้ว่า "สร้าง ทำ" หรือ "เป็นตัวตนตามธรรมชาติ"

ระยะเวลาที่นานพอ รวมทั้งสิ่งที่มองเห็นที่มากพอ .. มันจัก activate ตัวรู้ขึ้นมาจนได้

ว่าแท้จริงแล้ว รูปกายเป็นเพียงเปลือกทีจะค่อยๆเปลี่ยนไปตามวัย .. แต่พฤติแห่งจิตนี่สำคัญกว่ามาก

ความชัดเจน ความมั่นคงแห่งจิตวิญญาณ นั่นต่างหากที่ผู้ชายต้องการในที่สุด

เนื่องจากผู้สวมวิญญาณ"ซิมเปี๊ยะกุน" ในที่สุดก็จะเหนื่อยเกินไปที่ต้องแบก"เรื่องสร้าง" ไว้บนหัวตลอดเวลา แต่อาจสายเกินไปหากวันนั้น "ไม่มีใครเขาสนใจสิ่งที่สร้าง ทำ บนหัวคุณ " อีกต่อไป

เนื่องจาก "ชีวิตในยุทธจักร" จะไม่มีวันอยู่สงบแม้แต่วันเดียว !


โดย: สดายุ... วันที่: 26 กรกฎาคม 2557 เวลา:6:06:03 น.  

 
หลวงพี่..

เข้าถึงสัจจะธรรม จริงนะ..
หรือว่า เจอคู่บุญ แล้ว จึงเจรจาอย่างมั่นใจได้ถึงขนาดนี้..
สาวเจ้ารู้ตัวรึเปล่านี่ ว่าบุญจะหล่นทับ..


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 26 กรกฎาคม 2557 เวลา:17:36:32 น.  

 
มินตรา

เปล่าหรอก ผมเพียงแต่คิดว่า ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่วุ่นวาย น่าจะเป็นความต้องการที่แท้จริงของคนเรา

ความเรียบง่าย ไม่ได้แปลว่าเราต้องมีใคร
แต่หากจะมีมันน่าจะมีท่วงทำนองที่สอดรับกัน ไปในทางเดียวกัน .. แบบชาวบ้านทั่วๆไปที่อยู่นอกวงจรยุทธจักร

เพราะความซับซ้อนมันทำให้จิตใจเหนื่อย ไม่ได้พักผ่อนจากการที่ต้องคอย"หมุนตาม"



โดย: สดายุ... วันที่: 26 กรกฎาคม 2557 เวลา:17:48:53 น.  

 
ดายุ..

ที่สุดของที่สุด ก็คือ ความเป็นจริง ( eternal truth)

นักวิชาการในทุกสาขาวิชาซึ่ง แตกต่างกัน
จะมาสรุปลงในจุดเดียวกัน ตรงจุดนี้..
คือ ปรัชญา..
เรียบ..ง่าย..ตามธรรมชาติ..

สิ่งที่เรารักที่สุดคือตัวเราเอง..คือ..สิ่งที่เสมือนตัวเราเอง





โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 26 กรกฎาคม 2557 เวลา:19:56:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !









New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.