Group Blog
 
<<
กันยายน 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
2 กันยายน 2555
 
All Blogs
 
O งามนั้น .. O








O ผมหล่นล้อมวงหน้า .. ยามหน้าก้ม
เหลือบตาคมเฝ้าคอยชม้อยเหลียว
ใกล้เพียงกรุ่นหอมจางจากร่างเพรียว
ผ่านลดเลี้ยวอวลหอม รายล้อมไว้ !
O นับลอบเหลือบชำเลืองที่เบื้องหน้า
ล้วนทีท่าเสแสร้งสำแดงใส่
เอ็นดูเดียงสาเยาว์ .. อย่างเข้าใจ-
ว่าอ่อนไหววาบวกแล้ว-อกนั้น !
O เปรียบ-แผ่นน้ำเรียบกว้างอยู่ข้างหน้า
พอ-ลมถาโถมใส่ .. ก็ไหวสั่น
ต่างฤๅ-ตาเบือนสบ .. แล้วหลบพลัน-
ที่แววหวั่นวูบไหวทั่วนัยน์ตา ?
O โลกอันแสนงดงามก็ลามล้อม-
ให้จดจ่องามพร้อมละม่อมหน้า
แดดบ่ายอันแวดล้อมคล้ายยอมรา-
แรงร้อน .. ให้รมยาเร่งท่าที
O นับชั่วโมงนาที .. ล้วนทีท่า-
ของรูปหน้าฝืนเคร่ง .. แก้มเปล่งสี
เรื่อจากแดด, อารมณ์ หรือลมตี-
จนงามคลี่คลายตัว .. ออกยั่วเย้ย ?
O โลกอันแสนงดงามก็ล่ามพัน
เมื่อแววสั่นไหวซ้ำ .. แทนพร่ำเอ่ย-
เหมือนวูบฝากลมร่ำ .. คอยรำเพย-
ว่าร่ำรอชิดเชยอย่างเคยตัว !
O แววตาลอบเหลือบชม้อยชม้ายพร้อม-
กรุ่นกลิ่นหอมผ่านระลอก .. คอยหยอกยั่ว
นิ่งนึกว่า-อกนั้นจะสั่นรัว
หรือขืนไว้ – หวั่นกลัว .. จะรัวดัง ?
O คาบยามที่เลื่อนล่วงทุกช่วงผ่าน
เพียงรูปคราญ, ตาวาบ-แววปลาบปลั่ง
ล่มเปล่าเปลี่ยวลึกล้ำแห่งลำพัง
ด้วยแก้มเนื้อเรื่อประดัง .. รุม - สั่งการ !
O ยิ้มรับ-ตาพรับพริ้ม .. แก้มอิ่มเรื่อ
เห็น-รูปเนื้อเนียนละมุน .. เลือดอุ่น .. ซ่าน
หรือ-ดวงใจดวงนั้น .. ลอบบันดาล-
บีบเค้นความหอมหวาน .. จนซ่านรอย
O พร้อมกับความอ่อนโยนค่อยโชนแวว
หวานก็แทรกใจแล้ว .. อย่างแผ่วค่อย
เมื่อดอกแดดพร่างกระพริบ, ตาปริบปรอย-
เหมือนว่าคอยสบเจอ .. อย่างเผลอตัว
O ยิ้มรับ-เมื่อขัดเขิน .. จำเริญรูป-
แรงสั่นวูบอกใจ .. คงไหวทั่ว
เมื่อเลือดอุ่นบีบเค้น .. จนเต้นรัว
ใจอีกขั้วก็ประดุจจะหลุดลอย !
O ยิ้มรับความสดใสแห่งวัยเยาว์
ที่เริ่มเข้าย่ำเหยียบความเงียบหงอย
รื่นรมย์กับรุมเร้า .. การเฝ้าคอย-
สบ-ชม้อย .. เมิน .. ทำ .. เจ้าสำแดง !
O ปากเม้ม .. มือหยิบจับขยับเขยื้อน
คอยกลบเกลื่อนหันเห .. ทำเสแสร้ง
เดียงสารูปรายล้อม .. ไม่ออมแรง-
ก่อท่าทีเร้นแฝง .. เหมือนแกล้งกัน !
O ขณะแดดยามบ่ายยังผายช่วง
หวานหอมก็ลามล่วงถึงดวงขวัญ
ที่ที่รูปพักตร์คราญนั้นปานทัณฑ์-
ล่ามรัดพันผูกจิต .. จนติดตรึง !
O ท่วงทีอิริยา .. เบื้องหน้านี้
พรหม .. ฤๅ-ชี้, ให้สิทธิ์แต่คิดถึง ?
เมื่อแววตา, รูปเรียว .. ต่างเหนี่ยวดึง-
ให้หวานซึ้งแทรกอก .. เกินยกพ้น !
O จนชม้อยชม้ายมา .. อีกคราครั้ง
ความปลาบปลั่งทั้งปวง คล้ายร่วงป่น
กับลอบเร้นยิ้มเยื้อน ที่เปื้อนปน-
ล้อมจิตคน, ตรึงไว้ .. แนบนัยน์ตา
O ท่ามกลางเสียงหลากหลายที่รายล้อม
เห็นเพียงความหวานหอมที่น้อมหา-
ให้เสพรับงดงามในยามปรา-
กฎ .. รูปเพรียกปรารถนา ผูกอาวรณ์ !
O ท่ามกลางความเงียบงัน .. ขวางกั้นอยู่
จริต, รูป, เอ็นดู .. สุดรู้ถอน
พร้อมเดียงสาวัยเยาว์, แววเว้าวอน-
มองออดอ้อนคอยสบ .. ไม่หลบแล้ว !
O วงหน้าเกลือกปอยผม .. ด้วยลมพลิ้ว-
ผ่านแก้มเนียนโลมผิว .. เป็นริ้วแผ่ว
พรั่งพร้อมความอ่อนหวาน .. ที่ซ่านแวว-
คือ-สบตอบ, ยิ้มแล้ว .. อาจแล้ว - ฤๅ ?
.
.
พร้อมกับความขัดเขิน .. จำเริญแวว-
ยิ้มผ่องแผ้ว, สบตอบ .. ก็มอบ-รอ !





Create Date : 02 กันยายน 2555
Last Update : 15 เมษายน 2562 8:14:10 น. 9 comments
Counter : 2583 Pageviews.

 
แวะมาเยี่ยมยามค่ำ...สวัสดีครับ


โดย: **mp5** วันที่: 3 กันยายน 2555 เวลา:19:15:47 น.  

 


O นับชั่วโมงนาที .. ล้วนทีท่า-
ของรูปหน้าฝืนเคร่ง .. แก้มเปล่งสี
เรื่อจากแดด, อารมณ์ หรือลมตี-
จนงามคลี่คลายตัว .. ออกยั่วเย้ย ?

"เรื่อจาก"ไวน์... ค่ะ


โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.27.112 วันที่: 4 กันยายน 2555 เวลา:4:06:22 น.  

 


"จะอยู่แดนไหน สุดฟ้าแสนไกล คะนึงถึงถิ่น
ด้าวแดนแผ่นดิน ที่เราจากมา เนิ่นนานแสนนาน
ดอกหญ้างาม งดงามดังก่อน หรือร่อนร่วงราน
แดดร้อนดินแล้ง ลมระงมแผ้วพาน บ้านนาป่าเขา"

เพลง ทานตะวัน
เนื้อร้อง โดย อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
ทำนอง อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี


โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.27.207 วันที่: 5 กันยายน 2555 เวลา:9:15:26 น.  

 

ดายุคะ..

เวลาเปิด google chrome นั้น จะทำกิจกรรม( activity) ใดใด ไม่ได้
ไม่ว่าจะ ก๊อปปี้ หรือ โพส

ต้องใช้วิธีเปิด internet explorer

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

มินตรา


โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.27.207 วันที่: 5 กันยายน 2555 เวลา:9:22:57 น.  

 
ความสามรถยังเต็มปริบไม่มีบกพร่องแม้แต่น้อยเลยนะพ่อยอดรักของพวกเราที่ไม่ใช่สาวน้อย๕๕๕


โดย: คณะสาวซิ่ง IP: 61.19.86.130 วันที่: 5 กันยายน 2555 เวลา:11:43:08 น.  

 

"ความพิเศษของภาษา "...
นอกจากจะเป็นสิ่งที่"แยกคน ออกจากสัตว์"โลกอื่นอื่นแล้ว..
ยังมี"ความอ่อนหวาน"ในการบรรยายอารมณ์อ่อนไหว...
"ความกระด้าง"เมื่อไม่สบอารมณ์..
"ความริษยา"เมื่อเจ้าตัวรู้สึกไม่มีอะไรจะไปเปรียบกับบุคคลอื่นได้..

รวมไปถึงเป็นดรรชนีชี้ "สิ่งแวดล้อมในวัยเด็ก"และ"แหล่งกำเนิด"ด้วย...

ขอขอบพระคุณผู้ให้กำเนิดภาษา และวิวัฒนาการทางภาษา จนมาเป็น..โคลง ฉันท์กาพย์กลอน...



โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.27.207 วันที่: 5 กันยายน 2555 เวลา:22:39:33 น.  

 
เสาร์-อาทิตย์นี้ว่างป่าวคะ ถ้าไม่ได้ไปไหน
ไปซดกาแฟกันหน่อยมั้ย ฉลองครบรอบปีมาอยู่เมืองเขลางค์น่ะ ยังไม่ได้จับเข่าคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวเลย โอเค๊!!!!


โดย: ญ. IP: 202.6.107.73 วันที่: 10 กันยายน 2555 เวลา:9:15:17 น.  

 


เสาร์ .. ทำงาน
อาทิตย์ .. ก็จะไปธุระเชียงใหม่ .. แล้วจะโทรไปอีกทีนะ

ตัวเล็กสบายดี ก่อ ?


โดย: สดายุ... วันที่: 10 กันยายน 2555 เวลา:19:25:52 น.  

 
รับทราบ ... หลับต่อ ^_^


โดย: ญ. IP: 202.47.243.20 วันที่: 11 กันยายน 2555 เวลา:8:56:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !









New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.