Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2557
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
16 พฤษภาคม 2557
 
All Blogs
 
O รูปธรรมเพื่อจำนน .. O









ทานตะวัน ร้องเดิม


O แต่เมื่อเดินผ่านมาให้ตาเห็น
ก็บีบเค้นอารมณ์เกินข่มไหว
โลกตรงหน้าพลิกผันขึ้นทันใด
เมื่อรูปคราญสดใส .. ล้อมนัยน์ตา
O หรือหัตถ์พรหมลอบเร้น .. บีบเส้นทาง
ให้ยกย่างเหยียดก้าวมุ่งเข้าหา
แล้วรอการสัมผัส .. รูป-ทัศนา
ก่อคุณค่าจับวางลงกลางใจ
O แต่บัดนั้น .. รุ้งเรื้องที่เบื้องหน้า-
ก็เหมือนว่าทอดโค้งยึดโยงให้-
แววขัดเขินอ่อนหวานที่ด้านใน-
อกทรวงใคร .. ล้อผกายกับสายตา
O ยิ้มรับความสดใสแห่งวัยเยาว์
เช่นยามเช้าสุมาลย์ช้อยช่อคอยท่า-
ภุมรินผึ้งภู่ .. ย่อมรู้มา-
ตฤปรสผาณิตหอม .. อย่างยอมตน
O ยิ้มรับความอ่อนไหว .. ของใครนั้น
กับแวววามไหวสั่นนับพันหน
เอ็นดูความขัดเขินหยอกเอินคน-
ผู้เอ่อล้นหวานแล้ว .. ด้วยแววตา !
O เหมือนว่างามลามรุกไปทุกบท
ชี้ .. กำหนด .. รูปรอยให้คอยหา
และเหมือนงามลามรุกไปทุกครา-
กับท่วงท่าเหลือบค้อน .. ตาซ่อนยิ้ม
O หวังเช่นหวังกุสุมาลย์ .. โน้มก้านค้อม-
ให้เสพหอมรื่นอยู่ .. ไม่รู้อิ่ม
ดูเถิดรูปรมยา .. เปลือกตาพริ้ม-
ดั่งรอพิมพ์พักตร์ละม่อม .. รายล้อมใจ
O เหมือนว่าเนตรเหลือบค้อน, อย่างซ่อนเร้น-
คอยตอบเต้นเวียนวก .. พาอกไหว-
ด้วยอบอุ่นวาบหวาม .. กับความนัย-
ที่เผยให้ผ่านต้องด้วยสองตา
O รู้ .. รับทราบรูปภพ .. บรรจบผ่าน-
ความอบอุ่นอ่อนหวานที่ปานว่า-
กี่รอบกาลหวานซึ้งเคยตรึงตรา
เหมือนสิ้นไร้คุณค่า .. ชั่วนาที
O สบชม้อยชม้ายเมียง .. หรือเพียงว่า-
หมายหยอกยั่วเสน่หา .. ทำหน้าที่
จึง-เงื่อนงำแววตา .. เหมือนว่ามี-
แววไมตรีสื่อตอบ .. รับมอบกัน
O จะแปลความเยี่ยงไรก็ไม่พ้น-
ไปจากแววหวานล้น .. วก-วนนั่น
แก้มอิ่มเนียนเพ่งผ่านก็ปานทัณฑ์-
รอบีบคั้นบีบเค้น .. ไม่เว้นยาม
O ชั่วเพียงเผลอพิศมองครรลองรูป
จึงเหมือนต้องจบจูบ .. จนวูบหวาม-
จากอาวรณ์อาลัยที่ไหลลาม-
เกินหักห้ามรอบชู้ .. ให้รู้รอ
O หรือนี่เป็นปรารมภ์ ..ท้าวพรหมท่าน
ดลรูปการณ์ .. รับรอง.. คำร้องขอ ?
จึงฝากงามรุมเร้าพะเน้าพะนอ-
ยั่ว-หยอกล้อ .. อกใจ .. คอยไขว่คว้า
O หรือนี่เป็นรสประณีต .. ท่านกรีดผ่าน-
ด้วยคมมีดอ่อนหวานที่หวานกว่า-
ถ้วนรสซึ้งรอยหวาน .. เคยผ่านมา
เติมคุณค่าหอมหวานแผ้วผ่านใจ
O หรือ-อบอุ่นอ่อนหวานที่ด้านหน้า
คือบัญชาท้าวพรหม .. ช่วยข่มให้-
ความว้าเหว่ในทรวง .. เลือนล่วงไป
ด้วยแววตาวูบไหว .. ของใครนั้น
O ราวทิพโลกชะลอลงที่ตรงหน้า
เมื่อแววหวานในตา .. คล้ายพร่า-สั่น-
เผลอเผยความหวานหอม .. ออกล้อมกัน-
ถ้วนรอบฉันทารส .. รินรดใจ
O โอ งามหรือจะตามมาล่ามทัณฑ์-
ผูกรัดความมุ่งมั่น .. แนบฝันใฝ่
โอ นั่นเหมือนรูปลักษณ์ .. วงพักตร์ใคร-
แทรกรูปไว้ให้คะนึงทุกกึ่งยาม
O ท่ามกลางเสียงหลากหลายที่รายรอบ
แว่ว-เหมือนหัวใจตอบ .. เสียงสอบถาม-
จากอีกใจเร้ารุก .. เข้าคุกคาม
ว่า-สุดแรงพยายาม .. ข่มห้ามแล้ว
O โอบรับนัยแห่งชู้ .. รับรู้ผ่าน-
ความอ่อนหวานซึ้งห่ม .. สายลมแผ่ว-
แต่เมื่อเลศนัยคราญ .. เผลอผ่านแวว-
ความผ่องแผ้วโชนผกาย .. ตอบสายตา
O งดงามรูป .. สัมพันธ์ในวันผ่าน
กับหนึ่งความทรมาน .. คอยผลาญพร่า
ใครกันหนอ .. นับยามถูกล่ามคา-
ด้วยโซ่ตรวนเสน่หา .. แต่ครานั้น ?




Create Date : 16 พฤษภาคม 2557
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 10:45:03 น. 2 comments
Counter : 1211 Pageviews.

 
ดายุ...

ทวิภพ...เอาใจนะนี่ จะไปอ่าน
เรื่องประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History of Time) และจักรวาลในเปลือกนัท (The Universe in a Nutshell)
ที่ สตีเฟน วิลเลียม ฮอว์คิง (เกิดวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2485)ผู้ เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีและนักจักรวาลวิทยา ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เขียนนั้น..

ปรากฎว่าไปเจองานเขียนปริญญาโทของคนเยอรมันเขียนเรื่อง
Vasubandhu's Arguments Against Atomism
มีบทเรื่อง " Vimsatika in a Nutshell"

(The Vimsatika is one of the most important texts of Vasubandhu and of the Yogacara school.)

เลยทราบว่า ศาสนาพุทธ บางสายเช่นVasubandhu (280-360 A.D.)..

Buddhist atomists แย้ง พวกกลุ่มอะตอม (Atomism) ของ Leucippus ลูกศิษย์Democritus มาตั้งแต่ศตวรรษที่4 ก่อนคริสตกาล
ในเรื่องคำจำกัดความของคำว่า อะตอม..

จนมาถึงสมัยนักคณิตศาสตร์เยอรมันGeorg Cantor ( 1845 – 1918 )
คิดเรื่อง set theory โดยใช้ทฤษฎีที่มีอยู่" infinity of infinities "มาพิสูจน์
จน"พระเจ้า"(God) ตกจากสวรรค์เลย
ในวงนักปราชญ์ เจี๊ยวจ๊าวกันใหญ่
("No one shall expel us from the Paradise that Cantor has created. ")

เพราะมนุษย์ตัวเล็กเล็กสามารถคิดอะไรได้ทัน พระเจ้า 555

แต่มีผลคือ คำจำกัดความ"อะตอม"(สิ่งที่แบ่งแยกไม่ได้) ในต้นศัพท์นั้นหายไป...ความรู้ทาง mereology ( part-whole reasoning) จึงจางไปในศตวรรษที่19 และต้น ศตวรรษที่ 20
ตอนนี้กลับมาในชื่อ general system theory (GST)
ซึ่งนักสังคมศาสตร์ เยอรมัน Niklas Luhmann(1927 – 1998)
นำแนวคิดมาใช้อีก..

ตอนนี้เห็นว่าไปแต่งงานกับ Topological เป็น วิชา mereotopology.

นี่ดายุ จะรักอยู่ไหมนี่ หากไปสะเปะสะปะ อ่านเรื่องอื่นก่อนนี่..


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 วันที่: 16 พฤษภาคม 2557 เวลา:18:13:25 น.  

 
มินตรา ..

ไปเอาอะไรที่ไหนมาลงนี่ .. มันดูไม่ปะติดปะต่อ เป็นตำมั่วซั่วอย่างไรอยู่

โดยธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์มี 3 ลักษณะคือ

1.ภาพรวม ภาพใหญ่มากๆ ระดับ กาแลกซี่ และจักรวาลที่มีดวงดาวน้อยใหญ่โคจรกัน ด้วยคุณสมบัติของแรงดึงดูด แรงผลัก ตามกฎเกณฑ์ทางฟิสิกซ์ มากมายจนนับจำนวนไม่ไหว และจำต้องมองผ่านกล้องโทรทัศน์

2.ภาพเฉพาะเจาะจงที่เล็กมากๆ ในนิวเคลียส โปรตรอน อิเลคตรอน ที่โคจรรอบกันเช่นเดียวกับดวงดาวในอวกาศ มีคุณสมบัติของแรงดึงดูด แรงผลัก ด้วยกฎเกณฑ์ทางฟิสิกซ์เดียวกัน แต่จำต้องมองผ่านกล้องจุลทัศน์

3. ภาพปกติต่อสายตาคนทั่วไป

ในกลุ่มที่ 1 และ 2 นั้นเป็นกลุ่มคนเฉพาะทางที่สามารถเรียนรู้ได้และถูกจำกัดด้วยสติปัญญา พร้อมทั้งอุปกรณ์ค่าใช้จ่าย จึงมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับพลเมืองโลก

กลุ่มที่ 3 จึงเป็นภาวะปกติทั่วไป

ในบรรดานักทฤษฎีทางฟิสิกซ์ที่โลกยกย่องว่าเป็นศาสตร์แห่งการสร้างและการทำลายล้าง (พรหมเทพ และ ศิวะเทพ) การยกย่องมีมากถึงขนาดยกให้เป็นสาขาหนึ่งของ โนเบลไพรส์

คนแรก ไอแซค นิวตัน - อังกฤษ F=ma
คนที่สอง ไอสไตน์ - ยิว เยอรมัน E=mc^2
คนที่สาม สตีเฟน ฮอว์คิง ผู้พิการด้วยภาวะ amyotrophic lateral sclerosis (ALS) - อังกฤษ ผู้พยายามรวบรวมทฤษฎีของแรงทั้ง 4 ให้เป็นหนึ่งเดียว - thoery of everything แต่ยังไม่สำเร็จ ผู้ทำนายเชิงทฤษฎีที่ว่าหลุมดำควรปล่อยรังสี

แรงทั้ง 4 มี
-แรงโน้มถ่วง
-แรงแม่เหล็กไฟฟ้า
-แรงนิวเคลียร์แบบเข้ม
-แรงนิวเคลียร์แบบอ่อน

แรงบนโลกนี้ที่เคลื่อนวัตถุไปมาในแนวระนาบ ทำให้วัตถุรวมเป็นก้อนได้ นี้เป็น"แรงแม่เหล็กไฟฟ้า"โดยมองผ่านไปในระดับนิวเคลียส

และการร่วงหล่นลงพื้นจากที่สูงทั้งหมดเป็น"แรงโน้มถ่วง"

เรื่องเดียวกันหรือเปล่านี่ - 555


โดย: สดายุ... วันที่: 17 พฤษภาคม 2557 เวลา:9:18:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 149 คน [?]










O ภุมรินและพินทุรส .. O





วสันตดิลกฉันท์ ๑๔

O ลมรื่นแตะตื่นมธุระเก-
สระเรณุกาไพร
พาหอม ลุ ล้อม, ยุคะสมัย-
ก็พิไลพิลาสรอ
O งดงาม ณ ยามรุจะกระหนาบ-
นภะภาพก็พร่างพอ-
กำจายสยายบทะลออ
กระแหนะช่อสุมาลย์สี
O ฝั่งฟ้าประภา, และ ธรณิน
ภุมรินะเริ่มลี-
ลาศ-หาผการสะเพราะมี
ดุษฎีกะหอมหวาน
O โลกกว้างระหว่างวตะอรุณ
ดุจะหมุนประกอบการณ์
โผนผกวิหค ณ คคนานต์
ก็ผสานผสมเสียง
O เริ่มกาลประสารรหัสะเลศ
ทุระเภทะพร้อมเพียง-
กล่อมเมาหะเขลา, มุสะประเดียง-
ก็ระเรียงประโลมร้อย
O เผยภาพละภาพ ณ บุพะภพ-
ระบุครบ .. ระบัดคอย
ราวเรื่องก็เปลื้องบทะทะยอย
สุขะ-สร้อย .. ผสานเสริม
O เยี่ยงหวานสุมาลยะประนัง
รสะตั้งจะเตรียบเติม-
คลื่นหอมตะล่อมบทะกระเหิม
ระอุเพิ่ม .. ณ กลีบกรอง
O ทิพเทพวิเลปนะกระวน
สติคน ก็ ถูกครอง
เพียงรสประพจนะสนอง
ผัสะต้อง ก็ เจียนตาย
O ผึ้งภู่เสาะสู่มธุระรส
ระบุกฏ บ อาจกลาย
แสงสูรยะพูนพละสยาย
ก็จะผ้ายและแผดเผา
O อำนาจและอาชญะประภาพ
ขณะทาบ ฤ บรรเทา
ถ้วนกฏและพจนะเฉลา
ก็คละเคล้าระคนความ
O หยาดพินทุรินมธุ-ละออง
ผัสะต้องก็ตื่นตาม
หยาดคำเพราะคัมภิระ-ละลาม
อุระหวาม ฤ ข้ามไหว
O ภาพพจน์จรดกะนัยนา
คุณะค่า ฤ ควรใคร-
เทียมทัศน์และวัตระอดิศัย-
ะประไพประพิณพร้อม
O เทียบ-ภาพก็ภาพมธุกุสุม
กระแหนะนุ่มระรุมดอม
เปรียบ-บทสุพจนะประนอม
ก็ลุล้อมระรายเรียง
O สามารถเพราะอาชญะผสาน-
อุปการ .. ก็เกริกเกรียง
แซ่ศัพทะรับดุจะจะเอียง-
ธรณินะล่มสูญ
O สามารถเหมาะอาชวะสมรรถ
ก็ขจัด บ เพิ่มพูน
พ้องความกะทราม, ก็บริบูรณ์-
ภวะกูณฑะสุมเมือง
O พร้อมพินทุสิ้นภวะจะหยด
จิตะคดก็แค้นเคือง
โดยพิษะริษยะเมลือง
ทะนุเนื่องและน้อมนำ
O ริ้ววาตะพารสะประทิ่น
ภุมรินก็เริงรำ
ปีกลู่เสาะสู่มธุระสัม-
ผัสะย้ำกะหยาดหวาน
O ริ้ววาทะพามุสะประนอม
ผัสะย้อม กะ วิญญาณ
เจตจินตะสิ้น, สติพิชาน-
ดุจะลาญ บ เหลือรอย
O หวาน, วาตะ, อาชญะประนัง
ฤดิคลั่ง ก็ หมอบคอย
เสพลิ้มกระหยิ่ม บ ละ บ ถอย
สติด้อย สิ ดึงดัน
O เลศวาทะ, อาชวะรหัส
อวิภัชะรำพัน
เกณฑ์กรอบระบอบมุหะมหัน-
ตะกระนั้นก็เนื่องหนุน
O สูงค่าสุภาษิตะประกอบ-
คละระบอบ .. ระเบียบบุญ
สูงส่งเพราะมงคละเหมาะสุน-
ทริยะดุลยะภาพพร้อม
O ภาพงามละลามยุคะสมัย
มธุ-ไพรก็สุดออม-
แอบกลิ่นประทิ่น, กฏะพะยอม-
ก็ ลุ ล้อมประนอมกรรม
O แฉกลิ้น มุ ภินทนะสมา-
คมะชาติด้วยชำ-
นาญ..บท .. และพจนะกลัม-
พ-ระพร่ำ ก็ เป็นผล
O สามารถเหมาะชาติจะอภิวัฒน์
ก็ขจัดซะอับจน
จารีตและคีตะอนุสน-
ธิ ก็ขนประโคมคอย
O หอมหวานสุมาลยะก็ภิน-
ทนะสิ้นและสุดรอย
หยาดพินทุสิ้น, มธุระพลอย-
รสะถ่อย .. ผิ เอาทาร !










free counters





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.