Group Blog
 
<<
เมษายน 2557
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
12 เมษายน 2557
 
All Blogs
 
O กลาง - ลม .. ฝน .. O











เพลง .. ลาวสองคอน
ชัยภัค ภัทรจินดา


O คือฝนและคือลมที่พรมผ่าน
พาเย็นซ่านผิวกาย .. จนคล้าย-หนาว
อีกครั้งที่ฟ้าผืน .. ไร้คลื่นดาว
เป็นอีกคราวถวิลอุ่นแนบหนุนเนื้อ
O หวีดหวิวสายวาโย .. ไม้โย้ต้น
ก่อนเม็ดฝนพร่างพราวแทนดาวเหนือ
ละหยดหยาดลิ่วหล่นเข้าปน, เจือ-
ความชุ่มชื้นโอบเอื้อทุกเชื้อพรรณ
O คือน้ำใจไหลหลั่ง .. จากฝั่งสรวง
ลงทาบทวงเสริมสร้างเส้นทางฝัน
สุมาลย์ช้อยลอยช่อ .. เพื่อรอวัน-
ช่วงแสงปันทอทาบลงอาบเรียว
O วันนี้กลีบดอกช้อยต้องปรอยฝน
หยาดรื่นปรนเปรอเคลือบ .. เช่นเหลือบเหลียว-
แฝงอาวรณ์ซ่อนเลศจากเนตรเรียว
มาดหมายเหนี่ยวใจอยู่ไม่รู้คลาย
O กลางฝนคือภาพฝันแห่งวันนี้
เปล่งราศีบรรเจิดจนเฉิดฉาย
กลางไม้ไหวลมวิ่ง .. ที่พริ้งพราย-
คือใจชายรื่นล้ำท่วมคำนึง
O เม็ดฝนต้องพื้นเห็น .. แตกเป็นช่อ
เช่นใจรอต้องพิษแรงคิดถึง
แตกความคิดหวีดหวือเสียงอื้ออึง
กับความซึ้งซ่อนเร้น .. ที่เป็นไป
O รับรู้ความห่วงให้อาลัยหา
และถ้วนอาวรณ์ที่เจ้ามีให้
รับรู้ความดื่มด่ำแห่งน้ำใจ
อันมอบไว้สำหรับ .. เอื้อมรับรอง
O มีคนย่อมมีใจที่ใฝ่หา
ปรารถนารุมเร้าเป็นเจ้าของ
มีใจย่อมสำหรับไว้จับจอง
รูปแพงทองครองอยู่เป็นคู่ชม
O ต้องกี่ลมกี่ฝนไหววนผ่าน
จะเช่นหวานหอมประดังเจ้าถั่งถม
กี่ภู่, มาลย์, เกสรา .. รู้ปรารมภ์-
จะเช่นฉมชื่นซึ้งที่ตรึงทรวง
O หวีดหวิวคลื่นวาโย .. ไม้โย้ต้น
คลื่นใจคนก็แต่คอยละห้อยหวง
ลมเอยขอฝากสั่งความทั้งปวง
ว่าความห่วงใยคน .. นั้นล้นใจ
O คือฝนและคือลมที่พรมผ่าน
และเย็นซ่านลมหอบมามอบให้
คืออ่อนหวานรายล้อมด้วยหอมใคร
ด้วยเยื่อใยรึงรัด .. เกินตัดรอน
O คือลมและคือฝนไหววนผ่าน
กับซึ้งซ่านรำบายเกินถ่ายถอน
หมายสองใจใฝ่เฝ้า .. คอยเว้าวอน
ร่วมออดอ้อนตอบรู้ฤดูลม
O แต่เมื่อฝนหล่นสายรำบายร้อน
แรงอาวรณ์ก็รายล้อมเข้าห้อมห่ม
เม็ดน้ำบนฟ้ากว้าง .. ค่อยพร่างพรม-
เมื่อหน้าก้มแนบน้อมกับหอม .. นั้น !




Create Date : 12 เมษายน 2557
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 10:49:50 น. 22 comments
Counter : 1415 Pageviews.

 
สดายุ.


"O แต่เมื่อฝนหล่นสายรำบายร้อน
แรงอาวรณ์ก็รายล้อมเข้าห้อมห่ม
เม็ดน้ำบนฟ้ากว้าง .. ค่อยพร่างพรม-
เมื่อหน้าก้มแนบน้อมกับหอม .. นั้น !"

สองวันนี้ ที่นี่ก็มี"เม็ดน้ำบนฟ้ากว้าง .. ค่อยพร่างพรม-"
เหมือนกันนะ..
และ "หอม นั้น" คือ หอม กลิ่นดิน กลิ่นหญ้าที่ตัดใหม่ใหม่...
หน้านี้ กำลัง พลิกหน้าดิน เพื่อทำนา ทำสวน..น่ะค่ะ..


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 วันที่: 12 เมษายน 2557 เวลา:12:51:53 น.  

 
วันนี้แอบไปลำปางมาล่ะค่ะ :)


โดย: Medkhanun IP: 223.204.28.231 วันที่: 12 เมษายน 2557 เวลา:20:52:29 น.  

 
มินตรา ..

ลองคลิกไปที่บล็อค "hot issue" ดู
อ.ลิขิต ธีรเวคิน พูดเรื่อง "รัฐาธิปัตย์" ได้ตรงประเด็นทั้งนัยะทางรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ สังคมศาสตร์ รวมทั้งประวัติศาสตร์ .. ทั้งๆที่พิธีกรมีธงนำในการตั้งคำถามจน"น่ารำคาญ และอย่างตื้นเขิน"

ต้องกล้า ฟันธง แบบนี้ถึงได้ใจคนแถวลำปาง

กลิ่นดินจะไปหอมอะไร .. มันต้องกลิ่น"หน้าผากเกลี้ยงๆ-แก้มเนียนๆ" สิ .. โดยเฉพาะตอนหลบแดดอยู่ในบ้าน .. 55



เม็ดขนุน
ไปทำไมลำปาง ร้อนจะตาย .. พอดีว่าคนอยู่ลำปางมากรุงเทพ shopping ของที่บ้านนอกหาซื้อไม่ได้ .. สบายใจเฉิบ ไม่เปียกด้วย



โดย: สดายุ... วันที่: 12 เมษายน 2557 เวลา:23:50:13 น.  

 
สดายุ..

เมื่อ กลิ่นดิน กลิ่นหญ้านั้นไม่หอม.. (สำหรับสดายุ)

ก็เอาใหม่.. เป็นว่า..
"O หวีดหวิวคลื่นวาโย .. ไม้โย้ต้น
คลื่นใจคนก็แต่คอยละห้อยหวง
ลมเอยขอฝากสั่งความทั้งปวง
ว่าความห่วงใยคน .. นั้นล้นใจ"

"คลื่นใจคนก็แต่คอยละห้อยหวง"ตรงนี้ ไพเราะ..เข้าใจเปรียบเทียบ

"ว่าความห่วงใยคน .. นั้นล้นใจ" ก็ อื้อฮือ.. มากกว่า ลม กว่า ฝน เสียอีก นะ..
แต่คงไม่ "เรียมร่ำน้ำเนตรท่วม..ถึงพรหม" นะคะ..
แพ้ไปครึ่งก้าวเองค่ะ..



โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 13 เมษายน 2557 เวลา:8:24:16 น.  

 
มินตรา ..

สงกรานต์เมืองไทยนี่ฝนตกทุกปี ทั้งๆทียังไม่ถึงหน้าฝน ..

แต่หลังสงกรานต์ กลัวว่าอาจหลีกเทศกาล"ฝนเลือด"ไม่พ้น .. และเมื่อนั้น

ไทยร่ำน้ำเนตรถ้วม .. ถึงพรหม

แน่นอน !


โดย: สดายุ... วันที่: 13 เมษายน 2557 เวลา:9:09:58 น.  

 
ดายุ..

นปช.พยายามเหลือเกิน ที่จะไม่เป็น"นกในกรง"อีกแล้ว..

และการต่อสู้ที่ทหารจปร.ไม่ถนัดคือ สงครามกองโจรแบบทางใต้..
สองสิ่งนี้ น่าจะ หยุด"น้ำเนตรท่วม ถึงพรหม" ได้นะคะ..

ทราบว่า รัฐสภาเยอรมัน ขอร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการเลือกตั้งต่อไป ให้จบ..


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 13 เมษายน 2557 เวลา:10:09:06 น.  

 
มินตรา ..

ภาพที่มองเห็น ประมาณนั้น
ด้วยการปะทะกันอย่างเปิดเผยมิอาจทำได้เด็ดขาด เพราะอาวุธและกำลังคนที่ฝึกมาไม่ใกล้เคียง ยังเสียเปรียบมากอยู่

การสู้รบแบบใต้ดินหรือแบบกองโจรซุ่มโจมตี การก่อการร้ายในเมืองจึงน่าจะเป็น"ยุทธวิธี" ของแดงสายฮาร์ดคอ จะป่าไม้ในชนบทหรือป่าตึกในเมืองคงรับมือยากพอกันสำหรับกองกำลังติดอาวุธที่เปิดเผยอย่างกองทัพ ..

เอ็งมา ข้ามุด
เอ็งหยุด ข้าแหย่
เอ็งแย่ ข้าตี
เอ็งหนี ข้าตาม

ยุทธวิธีในอดีตของ พคท.สมัยสงครามอุดมการณ์ที่ทหารต้องสังเวยชีวิตทุกปีทั่วประเทศ ไม่ต่ำกว่าปีละ 600-700 ศพ

เพียงแต่ไอ้เณรเหล่านั้นมันลูกหลานชาวบ้าน มันจะยืดยื้อสูญเสียมาก

ตำราซุนหวู่ว่าไว้
จับโจร ให้จับหัวหน้า

และ เสือตะวันออก ถูกวางตัวให้เป็น line of command ซึ่งมีไม่เกิน 100 ลงไปถึงระดับนายพัน

แต่พวกจบ รวมเหล่ารุ่นหนึ่งๆมีหลายร้อย .. และหมดอนาคตเพราะไม่อยู่ใน line ทั้งๆที่มีความสามารถก็เยอะ .. หากสู้กันด้วยระบบคุณธรรมตามความสามารถแล้ว ไม่แน่ว่าลูกจ๊อดจะเป็นอะไรได้แค่ไหน

และ สไนเปอร์ ก็ไม่ได้ใช้เป็นและมีใช้เฉพาะในกองทัพ นักแม่นปืนที่แม่นกว่าคนในกองทัพมีมากมาย และที่สำคัญ ไม่รู้ว่าคนไหนที่แม่นปืน ?

อาจเป็นคนที่เดินสวนกับมินตราในห้างพารากอนเมื่อ 45 นาทีที่ผ่านมาก็ได้ -555

แต่บรรดา ท่านผบ.ทั้งหลาย คนในสังคมรู้จักหน้าค่าตาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในโลกอินเติอร์เนตที่ share รูปที่ประทับปืนเล็งยิงหัวเสื้อแดงเมื่อปี 2553 นั้น เห็นกันเป็นล้านคนภายในไม่เกินชั่วโมงเดียว

ผมกำลังนึกภาพ ปืนอยู่ในเมืองไทย
คนใช้ปืนมาจากเขตแดนที่ 112 เอื้อมไม่ถึง
หลังจากทำงานแล้ว กลับออกไปในเวลาไม่เกิน 2-3 ชม.

แล้วจับใครไม่ได้ทั้งสิ้น

แล้วเกิดเหตุการณ์แบบนี้สัก 100 ครั้ง
แล้ว line of command อาจเปลี่ยนชื่อตั้งแต่หัวจดเท้า !


โดย: สดายุ... วันที่: 13 เมษายน 2557 เวลา:11:05:50 น.  

 
ดายุ..

วิชาการที่จะมีประสิทธิภาพ ในขณะนี้คือ การใช้ความรู้จากหลายสาขาวิชา (interdiscipline)ร่วมกัน..

การจู่โจม เป็นเรื่อง"hand made"ต้องใช้ "ฝีมือ" และความละเมียดละมัย

แต่การปลุกสำนึกเช่น ศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน เกิดขึ้น นั้น จะเป็นการทำงานที่มีผลยืนนานกว่า..ในระยะยาว..คนละไม้คนละมือ..

คนไทยชาวพุทธ มีฐานที่จะเข้าใจเรื่อง เหตุและผล..ง่ายกว่า ชาติ อื่น.. รวมไปถึงความคิดอย่างมี Logic



โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 วันที่: 13 เมษายน 2557 เวลา:11:56:58 น.  

 
มินตรา ..

การต่อสู้ที่ทรงพลังมากที่สุดของมนุษยชาติคือ การต่อสู้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

ทั้งฝรั่งเศส ทั้งอเมริกัน จึงไม่อาจยืนหยัดต่อสู้ย่ำเหยียบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเวียดนามได้ .. ใจของนักรบมันไม่เท่ากัน

ขณะที่ไอ้เณรของเวียดกง มันตอบตัวเองได้ทุกคนว่ามันกำลังต่อสู้เพื่ออะไร .. แต่ไอ้เณรฝรั่งเศสกับอเมริกันตอบตัวเองไม่ได้ ..

นี่คือความชอบธรรมที่ต่างกัน

มหาอำนาจนิวเคลียร์ทั้งคู่ไม่สามารถไปต่อจนสุดโต่งได้ เพราะแม้แต่คนในชาติตนเองก็ยังรับไม่ได้ ตอบตัวเองไม่ได้ว่าเขากำลังต่อสู้เพื่ออะไร ?

กรณีกองทัพพระราชา กับกลุ่มประชาธิปไตยก็เช่นเดียวกัน ..

ฝ่ายหนึ่งสู้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะไม่ยอมให้มันหน้าไหนมารวบริบ อย่างเด็ดขาด !

อีกฝ่ายหนึ่งสู้เพื่อครอบครัวหนึ่ง ?

อุดมการณ์อย่างไหนมันยิ่งใหญ่กว่ากัน ?
อย่างไหนมันชอบธรรมกว่ากัน ?
อย่างไหนจะได้รับการสนับสนุนจากสากลโลกมากกว่ากัน ?

มันเทียบกันไม่ได้เลย ..

ยิ่งไร้เหตุผล ยิ่งดันทุรัง ยิ่งพังทลายเร็วเข้า
และมันจะไม่หยุดแค่การเลือกตั้งเหมือนเมื่อปี 2553 .. รูปการณ์บอกว่า มันจะลามปามไปต่อ .. มันจะไม่เหมือนเดิมอีกตลอดกาล



โดย: สดายุ... วันที่: 13 เมษายน 2557 เวลา:18:08:59 น.  

 
ดายุ..

ที่เรียนไปว่า รัฐสภาเยอรมัน ขอร้องรัฐสภาไทยให้ดำเนินการเลือกตั้งต่อไปนั้น..
สำหรับสากลโลก ที่มีอารยะ แล้ว เราจะรับทราบทันทีว่า

สิทธิในการเลือกตั้งนั้น มีกำหนดไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ..
ซึ่งประเทศสมาชิกเช่นไทยได้ลงนามไว้ในปฎิญญาสากลแล้ว..
ฉะนั้น ประเทศในเครือสมาชิกทั้งหลายจึง"ต้องปกปักษ์รักษา"สิทธิในการเลือกตั้งให้เพื่อนสมาชิกนี้ไว้..

เยอรมัน ไม่ขอร้องในสิ่งที่ขอกันไม่ได้หรอกนะ..
และเยอรมันก็เรียนรุ้จากประสบการณ์ในการไล่ล่าฆ่ามนุษยชาติ มาแล้ว อย่างเจ็บปวด..




โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 13 เมษายน 2557 เวลา:19:16:03 น.  

 
มินตรา ..

เท่าที่ทราบทายาทรุ่นที่ 3 ของเสรีไทยเขาเผยตัวออกมาต่อต้านแน่นอน และจะลากเอาสากลโลกเข้ามาช่วยปกป้องขบวนการเสรีชนที่สืบเนื่องต่อมาจากยุคแผ่นดินถูกยึดครองโดยทัพญี่ปุ่น

คนจำนวนมากอาจยังเข้าใจว่าเป็นเรื่องใต้ครอบกะลาที่ภายนอกไม่เกี่ยว .. แต่ประชาชนในชาตินั้นๆจะเรียกร้องให้รัฐบาลเขาเกี่ยวแน่

หวังว่าจะไม่เลยเถิดกันไปตาม"อารมณ์ริษยาของคนแก่"



โดย: สดายุ... วันที่: 13 เมษายน 2557 เวลา:21:55:00 น.  

 
ดายุคะ

จะไม่ให้"ภายนอก"ไม่มาเกี่ยวข้อง ได้ไงคะ
ในเมื่อ เกี่ยวกับเรื่องของมนุษยชน..
เรื่องของสิทธิส่วนบุคคลที่ถูกรุกราน..
ปกติ โดยมารยาทแล้ว ประเทศต่างต่างจะไม่เข้ามายุ่งกับ"กิจการภายใน" บ้านของคนอื่นอยู่แล้ว..
ยกเว้นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน..

สหภาพยุโรปนั้น ต้องการสนับสนุนให้ แต่ละภูมิภาคต่างต่างมีความแข็งแรงในตนเอง รวมตัวกันเป็นระบบ ดังนั้น การที่สิบประเทศจะรวมตัวกันเป็น ASEAN จึงได้รับการส่งเสริมอย่างมาก
การทำประชาธิปไตยของไทยจะเป็นแม่แบบ..ยังไงก็มีThai Model
แล้วเนื่องจากกลุ่มประเทศเหล่านี้ ยังไม่มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง..ขบวนการสนับสนุนให้มีประชาธิปไตยจึง เข้มแข็งในการทำงาน..
เนื่องจากประเทศไทยเจริญด้านการศึกษา วัฒนธรรม และความเป็นอยู่สูง
สหภาพยุโรปและสหประชาชาติจึง ต้องการให้เป็นตัวอย่างในการทำประชาธิปไตย โดยใช้ วิธีทำเกิดขึ้นแน่ "หากประชาชนไทยต้องการ สิทธิและเสรีภาพ"



โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 14 เมษายน 2557 เวลา:12:35:56 น.  

 

ขอโทษค่ะ ท่านใช้คำว่าBangkok Model มิใช่Thai Model


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 14 เมษายน 2557 เวลา:13:53:09 น.  

 
มินตรา ..

ความคิดโง่เขลาและหลงยุค ตามไม่ทันโลกของ อนุรักษ์นิยมบรรพกาลนี้ทำให้ไทยมาได้แค่นี้เองทั้งๆที่ เคยล้ำหน้าเกาหลีใต้มาก่อนเมื่อหลังสงครามเกาหลีใหม่ๆ

แนวคิด เอาเงินชาวบ้าน มาลงทุนแทนที่จะเขียมจนหน้าซีด เป็นโมเดลเดียวกับจีนที่เปิดเขตพิเศษขึ้นมาเพื่อเอาเงินชาวบ้านมาพัฒนาประเทศแลกกับผลประโยชน์ทางภาษี

เคยยากจน ไม่มีเงิน
เคยปิดประเทศ จะสร้างการพัฒนาจากกำลังเงินภายในประเทศ
เคยลองทฤษฎีแมวเดียวที่ คอมมูนต้าไจ้ ล้มเหลว

เพราะยากจน ไม่มีเงิน
เรื่องเดียวกันกับที่พม่าทำมาครึ่งศตวรรษ
และเรื่องเดียวกันกับ โครงการ 2 ล้านๆ

เรามีคนโง่เขลาที่เสียงดังมากเกินไป ที่ตื้นเขินอย่างยิ่ง
คิดจะค่อยๆเก็บเงินใส่ตุ่มฝังดินไว้เดือนละหมื่น สองหมื่น เพื่อสะสมไว้ซื้อรถคันละแปดแสน

เมื่อเก็บได้ครบในอีก 10 ปีข้างหน้าราคารถเพิ่มเป็นล้านห้า .. ความโง่เขลาของหัวเก่านี้ควรแต่ขังให้อยู่ในคอกแล้วให้กินข้าววันละ 2 ครั้งจริงๆ

จีนมีวันนี้ได้ก็ด้วย "เงินชาวบ้าน" ทั้งยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น แม้จนคู่แค้นอย่างใต้หวัน ก็ยังเอาเงินไปสร้างโรงงานสร้างงานให้จีนแผ่นดินใหญ่คู่แค้น

ความยาว สั้นของสายตา ผู้ที่มีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองอย่างแท้จริง .. มันเห็นได้ไม่ยาก .. ก็ด้วยรายได้ต่อหัวต่อปี - ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด

ความเชื่อง่ายเพราะเสพสื่อเลือกข้างของคนในสังคมนี้ .. มันเป็นเรื่องน่าสมเพทเวทนา แม้จะมีเวลา"นั่งในห้องเรียน" มาคนละไม่น้อยกว่า 20 ปี แต่เหมือนสมองจะทำงานได้ไม่เหมือนชาวโลกเขานะ

ว่ามั๊ย มินตรา - 555


โดย: สดายุ... วันที่: 14 เมษายน 2557 เวลา:20:10:21 น.  

 
ดายุ..

ไม่ว่าค่ะ..
แหม มาตั้งหลายกัณฑ์ แน่ะ..555


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 วันที่: 14 เมษายน 2557 เวลา:20:34:50 น.  

 

มินตรา

มาตรา 112 สำคัญมาก และเป็นต้นตอของปัญหาทั้งมวล เพราะเป็นบ่อเกิดของ อภิสิทธิ์ชน ความยุติธรรมสองมาตรฐาน ระบบอุปถัมภ์ที่ทำลายความสามารถทางการแข่งขัน เป็นความด้อยพัฒนาทางความคิด และด้อยพัฒนาทางอารยะธรรม

แต่ชั่วโมงนี้ อำนาจประชาชนยังไม่เข้มแข็งพอที่จะเข้าตีจุดยุทธศาสตร์นี้โดยตรง จึงไม่สามารถนับว่าเป็นความฉลาดแหลมคมของแนวคิดการยกเลิก 112 ในทันที เพราะจะถูกต่อต้าน กวาดล้างอย่างหนัก

อำนาจปวงชน ยังไม่เข้มแข็งพอจึงยังไม่สามารถมีรัฐบาลที่ยืนหยัดอย่างเข้มแข็งในประเด็น"เพื่อมวลชน" อย่างที่เห็นในรัฐบาลเพื่อไทยที่ผ่านมา

.. การเสนอนโยบายเชิงยกระดับมาตรฐานชีวิต อยู่ในเกณฑ์ดี
.. แต่การปฏิบัติตามนโยบายยังถือว่าคาบเส้น จากความด้อยสมรรถภาพของหน่วยงานสนับสนุน
.. และความพยายามในยุทธศาสตร์เพิ่มอำนาจปวงชนและลดทอนอำนาจนอกระบบยังถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

อำนาจที่แท้จริงในสังคม ยังอยู่ที่"ปากกระบอกปืน"อยู่ดี

และอำนาจนอกระบบก็อาศัยอำนาจจากปากกระบอกปืนเพียงอย่างเดียวนี้ ทำลายทุกปรัชญา ทุกหลักการประชาธิปไตยได้อย่างง่ายดายจากพื้นฐานของหลักการที่ไม่แน่นพอในจิตใจมวลชน ที่ป่วยการจะมาทำวิภาษวิธีใดๆ .. มันเห็นได้ชัดเจนหลังการเกิดขึ้นของ กปปส

คำถามคือ เราจะเอาแนวคิดใดมาเป็นหลักเพื่อใช้จัดการกับแนวคิด "อำนาจนิยม" ที่ในสมัยก่อนเรายังมีแนวคิด "สังคมนิยม" เป็นตัวต่อกร .. ขณะที่แนวคิด "เสรีนิยม-ทุนนิยม" ย่อมไม่สามารถเรียกสปิริตเพื่อส่วนรวมออกมากองรวมกันได้ในที่เดียวเพื่อใช้เป็นขบวนการขับเคลื่อนสังคมได้ จากลักษณาการที่ปัจเจกภาวะมีคุณค่ามากกว่าสิ่งใด

การเคลื่อนย้ายกระบวนทัศน์ (paradigm shift) ของคนในสังคมที่ยังเริ่มเตาะแตะ และซัดส่าย จึงจะยังต้องกระทำวิภาษวิธีกันไปอีกนาน


โดย: สดายุ... วันที่: 15 เมษายน 2557 เวลา:11:09:16 น.  

 


“He who wishes to serve his country must have not only the power to think, but the will to act”
― Plato


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 15 เมษายน 2557 เวลา:11:56:58 น.  

 
ดายุ..

เรื่อง112 นั้น เท่าที่ทราบ คุณจักรภพ เคยทำ petitionไปยังสหภาพยุโรปแล้ว
เพราะมีกรณีของสเปน ที่ชนะคดีในศาลยุโรปให้ยกเลิก lèse-majesté law.
จึงมีทีมงานของสหภาพยุโรปติดตามกรณี 112 ประสานงานระหว่างยุโรปและกรุงเทพ อยู่
แต่เห็นคุณจักรภพเงียบไป คงเหนื่อยหน่ายกับขบวนการสันติวิธี กระมัง 555

มีอีกท่านคืออาจารย์ พวงทอง คณะรัฐศาสตร์จุฬา ที่เก็บข้อมูลวิจัยเรื่อง112
ในเหตุการณ์ต่างต่าง..

อีกกลุ่มหนึ่งที่ติดต่อกับต่างประเทศคือ สายคุณจตุพร ทำเรื่องไปยัง IPU
(Inter-Parliamentary Union)เรื่องการถูกปลดออกจากสถานะภาพ สส.
ซึ่งทาง ประธาน IPU ศึกษาข้อมูล จนกระทั่งส่ง ทีมทนายความระหว่างประเทศมาดูสำนวนคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ ที่กรุงเทพ แล้วรายงานวิธีตัดสินคดี และความบกพร่องในขบวนการตัดสินตามหลักสากล ไปยัง สหภาพรัฐสภาสากล(IPU) จึงมีการ"ขอร้อง"มายังรัฐสภาไทยให้คืน สถานะภาพสส. แก่ สส.จตุพร ดังเดิม...
จุดนี้แหละที่สำคัญมากในการศึกษาระบบยุติธรรมไทยและ การทำงานของศาลรัฐธรรมนูญไทย

นี่คือที่มาของการที่รัฐสภาเยอรมัน"ขอร้อง"ให้ ประเทศไทยจัดการเลือกตั้งต่อไป

ซึ่งเป็นการ"คืนสิทธิและอำนาจให้แก่ประชาชน" ตามกฎบัตรสหประชาชาติ..

นี่เป็นสองขบวนการตามระบบที่ "สากล" ทำงานอยู่ เพื่อ สิทธิมนุษยชนให้ ชนชาวไทย..

ส่วนเรื่องทายาทของ เสรีไทยนั้น มิทราบมีระบบใดที่รับรองอยู่ ในการเรียกร้องให้นานาชาติมาช่วยเหลือประชาชน..

เพราะที่คุณจักรภพทำไปนั้น เป็นเรื่องสิทธิ มนุษยชนที่พลโลกเข้ามาสนใจ"เรื่องในบ้าน"ได้
และที่คุณจตุพร ทำไปนั้น ในฐานะ"ตัวแทนของประชาชน

ตามระบบประชาธิปไตย"
ทั้งสองท่าน ได้วาง"ความเป็นสากล" ในสองระดับแล้ว..

มินตราจึงเชื่อว่า นานาชาติซึ่งผ่านประสพการณ์จาก เผด็จการมาทั่วโลกแล้ว จะมีอำนาจในการ"เจรจาหาทางออก"กับ"ผู้มีอำนาจ ..ให้ประชาชนได้..
เช่น ที่รัฐบาลเยอรมันเคยเจรจากับ ประธานาธิบดี มูบารัค แห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ มาแล้ว..

นี่เรื่อง..กลาง - ลม..ฝน.. !


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 15 เมษายน 2557 เวลา:18:37:00 น.  

 
มินตรา ..

ใน link ขวามือล่างสุด เป็น fb ของ สศจ. เขียนไว้หลากหลายหัวข้อ แม้จะเน้นหนักในเรื่องสถาบันอนุรักษ์นิยมบรรพกาลไปหน่อยแต่ถือว่าอาจารย์เป็นคนที่มี อัตลักษณ์ โดดเด่นคนหนึ่งในแง่ยึดกุมหลักการและกล้าวิพากย์แม้กระทั่งปัญญาชนด้วยกัน

ผมเห็นด้วยทั้งหมดกับความคิดแก แต่ต่างกันในแง่ priority ของเรื่องราวก่อนหลัง

.. เกษียร เตชะพีระ คนนี้แหลมคมทางความคิด
เชิงรัฐศาสตร์ ผู้สร้างคำว่า "ระบอบทักษิณ" ขึ้นมา - 55
.. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชัดเจน แม่นยำในหลักกฎหมายมหาชน .. รวมทั้ง นิติราษฎร์ทั้งกลุ่ม
.. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่ใช่นักรัฐศาสตร์ แต่เป็นนักประวัติสาสตร์ ติดตาม ศึกษา ลงลึกในประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์
.. ลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิตที่มีความชัดเจนในหลักตรรกะทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ มนุษยศาสตร์

ทั้งหมดนี้เป็นปัญญาชนที่มิได้อยู่ในเครือข่ายอำนาจอนุรักษ์นิยมบรรพกาล .. มิได้อยู่ใต้อาณัติทักษิณ .. รวมทั้งมิใช่เสื้อแดง

แต่เป็นกลุ่มหัวก้าวหน้า บนหลักการแห่งสัจจะนิยม และยืนหยัดในแนวทางประชาธิปไตย .. ที่กลุ่มหัวก้าวหน้าในสังคมพึงติดตาม เรียนรู้ ..

วุฒิภาวะทางการเมืองควรไปไกลกว่าการที่ ..
ชอบแล้วดีทุกเรื่อง .. ฆาตกร 100 ศพยังยอมรับให้มาชูธงปฏิรูปการเมือง !

เกลียดแล้วชั่วทุกอย่าง .. ที่แค่ชอบทานรสหวานยังผิดเลย

เข้าใจว่าคนเยอรมันจะทานเนื้อสัตว์ที่เป็นอาหารโปรตีนในสัดส่วนที่มากกว่าคนไทยต่อมื้ออาหาร

ใช่ไหม มินตรา ..

55


โดย: สดายุ... วันที่: 15 เมษายน 2557 เวลา:20:09:09 น.  

 

ดายุ..

มินตรา"ไม่การเมือง" เลยนะคะ..
ที่รู้จักชื่อ จักรภพนั้น เพราะฝรั่งมีภรรยาไทยคนหนึ่งที่
แบร์ลีนเป็นคนบอกว่า..เวลาภรรยาเค้ากำลัง"อารมณ์ร้าย"อาละวาดนั้น..มีวิธีเดียวที่จะ"เอาอยู่"คือ..รีบเปิดรายการข่าวของคุณจักรภพให้ดู..(สมัยที่ท่านยังเป็น"ดารา"อยู่..) แล้ว ภรรยาจะรีบ"วางผักวางปลา" มานั่งหน้าจอทีวี ทันที..555
แล้วตอนที่คุณจักรภพมา"เล่นการเมือง"..ต้องคดี 112มีข่าวว่า คนตีตัวออกห่าง ทั้งประเทศเลย..
จึงทำให้มินตรามาสนใจคนชื่อนี้..555
ส่วนท่านอื่นอื่นนั้น มินตราไม่รู้จักเลย..

ที่เข้ามา อ่าน โคลงกลอนนั้น ก็เพื่อ สนับสนุนให้คนไทยรักภาษาที่กลั่นกรองแล้ว..มาหาความสวยงามในภาษา..
เลยตั้งตนเองเป็น"สุดหัวใจ"ของสดายุ.กับเค้าบ้าง..


มิฉะนั้นอ่าน โคลงกลอนที่แต่งให้คนอื่นแล้ว ไม่ลึกซึ้งไงคะ..
ดูซิ แล้วนี่มาชวนคุยเรื่อง"กลาง..ลม..ฝน"
จนจะต้องสรวมตะเบงมาน ตามไปรบ กับลุงกำนัน แล้วนะนี่..!

หาเรื่องจะไม่เขียนกลอน ใช่ไหมนี่..!



โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 วันที่: 15 เมษายน 2557 เวลา:20:59:26 น.  

 
มินตรา ..

หากเป็นคนไทยที่อยู่เมืองไทย ความสนใจมักถูกจำกัดอยู่ไม่กี่เรื่องที่เขาสนใจ .. แต่มินตราถือว่าเป็นความแตกต่าง - จานนี้ลูกยอเชื่อมน้ำตาลเมืองเพชร 555

ต้องสารภาพว่า ส่วนตัวผมมีความสนใจมาตามลำดับคือ
.. การเมือง ตั้งแต่เรียนประถมที่สมุย
.. ศาสนา ตั้งแต่เรียนอุดมศึกษา
.. วรรณกรรม เพิ่งสนใจก่อน pantip สร้าง bloggang เอง แต่ก่อนก็ม่วนอยู่ในถนนนักเขียนเป็นหลัก .. ราวๆ 10 ปี

แต่ก่อนมันไม่มีพื้นที่สำหรับการเมืองมากนักในเวป .. ห้องราชดำเนินก็งั้นๆ เป็นแนวความเห็นมากกว่าความรู้ .. จึงไม่น่าสนใจสำหรับผม

กลอนนี่ต้องนับเป็นความบรรเทิง และนับเป็นเมตตาธรรมยิ่งใหญ่ในตนที่มีส่วนให้สาวน้อยสาวใหญ่ผู้ชื่นชอบได้มีความสุขใจอิ่มใจ อ่านไปยิ้มไปนึกว่าเขียนให้ตัวเองแล้วหลับฝันดี ..

จึงต้องเขียนแบบ "ภาพถ่ายหน้าตรง" ที่จะมองตอบทุกสายตา ..

ซึ่งตอนเขียนก็จะเขียนไปยิ้มไปนะนี่ 555



โดย: สดายุ... วันที่: 15 เมษายน 2557 เวลา:21:57:05 น.  

 
lสดายุ..

แม่บอกว่า ห่างห่างไว้ พวกชอบยิ้มพริ้มพรายนี่..ท่านว่า เจ้าชู้นัก !


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 16 เมษายน 2557 เวลา:2:04:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !









New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.