Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2557
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
10 พฤศจิกายน 2557
 
All Blogs
 
O อาลัย ที่ไหววน .. O







เพลง .. ลาวดวงดอกไม้



O คล้ายภาพความซ่อนเร้น .. เผยเห็นรอย
เมื่อใจคอยเหนี่ยวรั้ง .. มาพลั้งเผลอ-
เผยท่วงทีอ่อนหวาน .. ให้ผ่านเจอ-
ร่วมบำเรอภาพหวัง .. อันฝังใจ
O ยิ้มให้ความอ่อนโยนที่โชนแวว-
ของเนตรแผ้วผ่องนั้น .. เมื่อ-สั่นไหว
รับรู้-รอบอุ่นอายที่ภายใน-
ทรวงผู้ซึ่งอาลัย-เริ่มไหววน
O แว่วเหมือนรอบอารมณ์ .. แฝงลมร่ำ
รำพันความออกย้ำ .. ซ้ำซ้ำหน
ว่าหัวใจ, แรงถวิล .. ผู้ดิ้นรน-
ยังไม่ยอมจำนน .. แต่โดยดี
O คล้าย-ยังคงดื้อแพ่ง .. ยังแข็งขืน
ด้วยแววตื่นในตา, รูปหน้าที่-
ซับเลือดฝาดปลั่งรอย .. เหมือนคอยที-
เบี่ยงราศีรูปลักษณ์ .. พ้น-กักกุม
O ตอบตื่นแววตาเต้น .. ราว-เร้นแฝง-
อารมณ์แปลงลงเปลี่ยน .. แก้มเนียนนุ่ม-
เรื่อสีรับรูปเงา .. ผู้เร้ารุม-
เอารอบสุมนัสช่วงโชนห้วงใจ
O ฤๅ-หมายตรึงติดมั่นลงสัญญา
แล้วค้างคาชาติภพ-เกินลบไหว
ก่อนรัดพันสองปลายแห่งสายใย-
ผูกมั่นด้วยอาลัยแนบในทรวง ?
O ยิ้มรับความออดอ้อน .. แววซ่อนเร้น-
ที่บัดนี้ตอบเต้น .. ไม่เว้นช่วง
งามนั้นราวคลุมครองทั้งสองดวง-
ของเนตรโชนความหวง .. ทุกช่วงแวว
O ตอบรับความซ่อนเร้น .. ที่เป็นไป
หลังจากใจดวงนั้น .. เริ่มสั่น-แว่ว-
ตอบอาวรณ์โลมรุกไปทุกแนว-
จนผ่องแผ้วในอก .. สุดยกย้าย
O มองเห็นบางเลศนัย .. เริ่มไหวสั่น
จากบีบคั้นสาหัสจนปัดป่าย
แววออดอ้อนอบอุ่น .. ก็วุ่นวาย-
อยู่กับเนตรรำบาย .. นัย-ฉายทอ
O ต้องอีกนานเพียงไหน .. หัวใจนั่น-
จึงอาจสั่นวาบหวามขึ้นตามขอ
เกิดดับกี่ภพชาติจึงอาจพอ-
ช่วยสุมก่อเสน่หา .. แรงอาวรณ์
O ต้องอีกนานเพียงไหน .. อาลัยนั่น-
อาจบีบคั้นเผยเห็น .. จากเร้น-ซ่อน-
แล้วโหมรุมเร้าใจ .. ดั่งไฟฟอน-
สุมเอาร้อนแรงชู้ .. ให้รู้ชม
O เมื่อภาพความซ่อนเร้น .. เผยเห็นรอย
เช่น-มาลย์ช้อยช่อชู .. ให้รู้ฉม
แฝงหอมหวานรำบาย .. ฝากสายลม
งามย่อมห่มห้อมแล้ว .. ทุกแววตา
O รับรองแววตอบตื่น .. รมย์รื่นนั้น-
ด้วยรำพันร้อยเรียง .. ผูกเดียงสา
หมายรู้แจ้ง-นัยความ .. ที่ตามมา-
เพียงเพื่อกล้าเผยความออกตามใจ
O เมื่อเลศนัยอาวรณ์ .. เกินซ่อนแล้ว
จึงทุกแววตานั้น .. เมื่อสั่นไหว-
ย่อมแฝงซึ้งซ่อนฝังทุกครั้งไป
ทุกรอบตอนอาลัย ..ซึ่งไหวตัว
O เมื่อภาพความซ่อนเร้น .. เผยเห็นรอย
การณ์ย่อมมีคำถ้อย .. ไว้คอยยั่ว-
เพื่อ-บีบเค้นโลมขวัญ .. ให้สั่นรัว-
จนมอบตัว .. หัวใจ .. ลงให้คว้า !




Create Date : 10 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 10 มีนาคม 2562 13:19:25 น. 3 comments
Counter : 1500 Pageviews.

 

ดายุ..

"O ต้องอีกนานเพียงไหน .. หัวใจนั่น-
จึงอาจสั่นวาบหวามขึ้นตามขอ
เกิดดับกี่ภพชาติจึงอาจพอ-
ช่วยสุมก่อเสน่หา .. แรงอาวรณ์
O ต้องอีกนานเพียงไหน .. อาลัยนั่น-
อาจบีบคั้นเผยเห็น .. จากเร้น-ซ่อน-
แล้วโหมรุมเร้าใจ .. ดั่งไฟฟอน-
สุมเอาร้อนแรงชู้ .. ให้รู้ชม"

จากวันที่ Create Date : 10 พฤศจิกายน 2557 จนถึงวันนี้ที่มินตราโพส..ใช้เวลา นาน 5 วัน...
(ตอบคำ.."ต้องอีกนานเพียงไหน .." )
แต่ในเยอรมัน เวลาสั่งสินค้า หรือติดต่ออะไรนี่..คนเยอรมันจะตอบว่า."อีกสองอาทิตย์.."หรือ "อีกสิบสี่วัน.."
สูตรเยอรมันที่ล้อล้อกัน...

มินตราใจร้อน เลยห่างหายไปเพียง ห้าวัน..555
มีคุณค่าพอเพียงแก่การคิดถึง...





โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 15 พฤศจิกายน 2557 เวลา:18:11:58 น.  

 
ดายุ...

มินตราหายไปตั้งอาทิตย์ นึกว่าจะคิดถึง...
ทำไมจึงไม่คิดถึงกันนะ...
แกล้งแกล้งคิดถึงหน่อยซิ!


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 16 พฤศจิกายน 2557 เวลา:16:31:50 น.  

 
มินตรา ..

พอดีว่า การฝึกความเป็นไทยยังทำได้ไม่ดีนัก .. จึงแกล้งไม่เป็น .. ขอเวลาฝึกอีกสักพัก อาจทำได้เนียนกว่านี้ 55



โดย: สดายุ... วันที่: 16 พฤศจิกายน 2557 เวลา:17:18:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.