Group Blog
 
<<
เมษายน 2556
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
7 เมษายน 2556
 
All Blogs
 
O เดียงสาเจ้า .. O








บังใบ กอไผ่



O คิดถึงมากเพียงไหนหนอใจเจ้า-
กับยั่วเย้าความสู่ - เคยรู้ไหม
แล้วที่คอยสั่นรัวทั้งหัวใจ-
เพราะความใครออดอ้อน .. นะ-อ่อนน้อย ?
O รู้หรือไม่รอบคะนึง .. หวานซึ้งเจ้า
นั้น - คอยเร้ารุมบท .. เกินปลดปล่อย
จากอารมณ์แห่งชู้ .. ที่รู้คอย-
ห่วงละห้อยถวิลหา .. ด้วยอาวรณ์
O ไม่ต้องข่มเอียงอาย .. ทำส่ายหน้า
เมื่อหวานซึ้งในตา .. เกินกว่าซ่อน
เมื่อ-ทุกความคำเย้า .. ยั่ว, เว้าวอน
แววเหลือบค้อนส่งมา .. แววตาใคร ?
O โอนั่น - รูปแก้มเผย .. ไยเฉยอยู่
หรือเลือดเรื่อซ่านสู่ .. ข่ม-สู้ .. ไหว
กระนั้นแล้วรอบชู้ .. เมื่อจู่ใจ-
แววตาเผยความนัย .. ข่มได้ฤๅ ?
O อารมณ์กอปรท่าที เหมือนมีนัย-
พลั้งเผลอให้ความถ้อย .. นั้น-คอยสื่อ
จน-รับรู้มองเห็น .. แฝงเร้น-คือ-
ท่วงทีดื้อดึงดัน .. ปิดกั้นไว้
O แต่เมื่อเรี่ยวแรงชู้ยังจู่โจม
เอาหวานโซมซาบอยู่, ย่อมรู้ได้-
ว่ามีเกลือเป็นหนอนคอยบ่อนไช
เปิดช่องให้หวานซึ้งเข้าตรึงทรวง
O โอ นั่น .. ภาพงดงามแห่งยามเช้า
เหมือนเร่งเร้าอ่อนหวาน .. ให้ผ่านช่วง
เผยอ่อนโยนท่วมแล้ว .. ที่แวว-ดวง-
ตาคู่เฝ้าแหนหวง .. ด้วยห่วงใย
O นั่น แววตาซ่อนยิ้ม .. เนตรพริ้มหลบ-
คล้ายรอสบ .. ออดอ้อน .. เว้าวอนให้-
อย่าเบือนหลบรอคอย .. ทำน้อยใจ
หากควรไล้โลมต้อง .. ด้วยสองตา
O เพลงสังคีตหวีดแว่ว .. เจื้อยแจ้วเสียง
ก็ผ่านความร้อยเรียงแต่เพียงว่า-
ชั่วยามที่หอมหวานนั้นผ่านมา
คือมารยาแห่งชู้ .. ล้อมจู่ใจ
O เรื่อยรี้อารมณ์เยาว์ .. กับเว้าวอน-
ความออดอ้อนส่งเสียงอยู่เพียงไหน
ภาพสัญญาเก่าก่อน .. คิดย้อนไป
รอยยิ้มก็โลมไล้ทั่วนัยน์ตา
O ใครหนอ แนบภาพไว้ .. เหนี่ยวใจเจ้า-
จนคอยเฝ้าฝากใจอาลัยหา
ใครหนอ ผ่านหอมหวานแห่งมารยา-
แนบสัญญาเจ้านั้น .. ผูกพันไว้
O รู้หรือไม่ใครนั้น .. ในวันนี้-
คล้ายรับรู้ท่าทีเจ้ามีให้
อ่อนโยนนั้นเต็มที .. ก็ที่ใจ-
เอ็นดูใครท่วมแล้วทั้งแววตา
O ภาพนั้น - แววซ่อนยิ้ม .. แก้มอิ่มเยาว์-
คงซ่านเลือดอุ่นเร้า .. ยั่วเย้าหา
เฝ้าคำนึงถึงอยู่ไม่รู้ลา
ทั้งหวังว่าถวิลอยู่ไม่รู้เลือน
O ภาพนั้น - แววขวยเขินสะเทิ้นอยู่
ด้วยเชิงชู้คำชายที่ป่ายเปื้อน-
ลงบนจิตอ่อนเยาว์ คอยเร้าเตือน
จะขยับหรือเขยื้อน .. สุดเคลื่อนพ้น
O สบภาพ - ความสดใสแห่งวัยเยาว์
ความเงียบเหงาในทรวงก็ร่วงป่น
ในภาพ - แก้มอิ่มเนียนนั้นเวียนวน-
ล้อหัวใจอับจนทุรนทุราย
O เอ็นดูความออดอ้อน .. เจ้าอ่อนน้อย
แววชม้อยชายเมียง หรือเพียงหมาย-
ฝากเลศนัยเจ้ามี .. ให้พี่ชาย-
รับรู้แววเขินอายในสายตา
O เอ็นดูความอ่อนไหว..ดวงใจนั้น
เฝ้าผูกพันรูปรอยเฝ้าคอยท่า
ดูเถิดแววปริบปรอยที่ปล่อยมา-
คล้ายรอมือเอื้อมคว้า .. เอามาครอง !
O คิดถึงน้อยหรือมาก .. แม้นยากรู้
คงยากสู้ .. ใฝ่เฝ้าเป็นเจ้าของ
ที่จำต้องฝ่าฟัน ..สู่ครรลอง-
ตามแววตาบ่งฟ้อง .. บอกช่องทาง !






Create Date : 07 เมษายน 2556
Last Update : 11 พฤษภาคม 2562 14:26:26 น. 4 comments
Counter : 1436 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะคุณสดายุ
นางแบบสวยมากค่ะ เหมาะกับกลอนที่ไพเราะอ่อนหวาน


โดย: วลีลักษณา วันที่: 7 เมษายน 2556 เวลา:19:23:46 น.  

 
สวัสดีครับคุณวลี ..

นางเอกของคุณชายปวรรุจน์ .. ที่ผมมองว่าสวยที่สุดในบรรดา คู่ของ 5 สิงห์จุฑาเทพ .. แม้จะไม่สูงมากนัก

เที่ยวสงกรานต์ให้สนุกครับ


โดย: สดายุ... วันที่: 8 เมษายน 2556 เวลา:22:48:26 น.  

 

สวัสดีค่ะ...

O คิดถึงน้อยหรือมาก .. แม้นยากรู้
คงยากสู้ .. ใฝ่เฝ้าเป็นเจ้าของ
ที่จำต้องฝ่าฟัน ..สู่ครรลอง-
ตามแววตาบ่งฟ้อง .. บอกช่องทาง !

นั่นสิคะ...

งานราบรื่นนะคะ


โดย: น้องเล็ก IP: 118.172.104.16 วันที่: 9 เมษายน 2556 เวลา:9:09:05 น.  

 
ตัวน้อย

งานราบรื่นค่ะ ..
สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ดีมาก สวยงามมากค่ะ .. เป็นความราบรื่นทั้งชีวิตและจิตใจ ..

พี่อยากให้เป็นอย่างนี้ตลอดไปเจ้าค่ะ

O ภาพนั้น - แววซ่อนยิ้ม .. แก้มอิ่มเยาว์-
คงซ่านเลือดอุ่นเร้า .. ยั่วเย้าหา
เฝ้าคำนึงถึงอยู่ไม่รู้ลา
ทั้งหวังว่าถวิลอยู่ไม่รู้เลือน

ดูแลสุขภาพนะคะ อากาศร้อนมากช่วงนี้


โดย: สดายุ... วันที่: 9 เมษายน 2556 เวลา:19:15:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.