Group Blog
 
<<
มกราคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
23 มกราคม 2557
 
All Blogs
 
O เพรงภพบรรจบรอบ .. O







เพลง .. Song Fron A Secret Garden


-1-
O ดูเถิดรูปเอวองค์ .. ที่ตรงหน้า
งามหนักหนา .. เกินการณ์จะต้านไหว
ราวสัญญาเก่าสร้างแต่ปางใด
ประทับให้ .. รูปลักษณ์จำหลักทรวง
O เมื่อหัตถ์พรหมวางภพ .. บรรจบใหม่
สบรูปแล้ว .. อาลัย .. นั้นใหญ่หลวง-
แตะตื่นรอบบุญบาป .. ลงทาบทวง
ผูกเป็นบ่วงพิสมัย .. อยู่ในยาม
O วัฏฏะวง .. สงสารเริ่มผ่านรอบ
เมื่อใจนอบน้อมทราบ .. รสวาบหวาม
ที่รายล้อมโลมรุกเข้าคุกคาม
คอยฉุดล่ามความคิด .. ห้วงจิตใจ
O เรื่อแก้มอิ่มละม่อมหน้า .. แววตานั้น
ราวเย้ยยั่วไหวหวั่น .. จนสั่นไหว
อกคนเบื้องหน้านี้ .. จะมีใด-
เอากีดกั้นหลบได้ .. จากนัยน์ตา
O ดูเหมือนจะสายเกิน .. การเมินหลบ
รูปเพรงภพหยัดหยั่ง .. เหมือนสั่งว่า-
จักเผื่อแผ่อ่อนหวาน .. ให้ผ่านมา-
ก่อระลอกเสน่หาอีกคราครั้ง
O วับวามแวว-เนตรนั้น .. เมื่อสั่นไหว
ราวจะผ่านความนัย .. จากใจสั่ง
เข้าล้อมให้แววตาละล้าละลัง
ด้วยสุดยั้งระลอกคลื่นในผืนทรวง
O ระลอกความอาลัย .. ดวงใจหนึ่ง
ที่ตราตรึงรูปแก้ว .. ไม่แล้วล่วง
ราวหัตถ์พรหมเหนี่ยวนำ .. เพราะคำบวง-
นั้นเริ่มช่วงกำลังเข้าสั่งการ
O ดูเถิด .. รูปแก้มอิ่ม .. รอยยิ้มเจ้า
จะคล้อยผ่านรูปเงา .. รุมเผาผลาญ-
อกใจผู้ปรารมภ์ให้ซมซาน
ทรมานทรมาด้วยอาวรณ์
O จะรับรู้บ้างไหม .. ว่าใจหนึ่ง-
จมคำนึงเวียนว่ายเกินถ่ายถอน
ความอ่อนโยนอ่อนหวาน .. เหมือนผ่านวอน-
เข้าออดอ้อน .. เร้ารัวทั้งตัวตน
O ดูเถิดรูปเอวองค์ .. ที่ตรงหน้า
จะฝืนฝ่า-งามประดัง .. สักครั้งหน-
เหมือนอ่อนล้าแรงสิ้น .. เกินดิ้นรน
ด้วยยอมตนยอมตัว .. สิ้นหัวใจ
O จำหลักรูปลงทรวงให้ห่วงหา
ปรารถนาบีบคั้น .. จนหวั่นไหว
รับรู้การพังทะลาย .. จากภายใน
พร้อมศัพท์เสียงอาลัย .. แว่วให้ยิน
O สุดรอคอยค่อยเห็นว่าเป็นเจ้า
กี่ภพกาลผ่านเล่าที่เฝ้าถวิล
เหมือนม่านหม่นหมองโศกเริ่มโบกบิน-
เคลื่อนสู่จินตนาการแห่งวานวัน
O ก่อนแต่สองภพชาติบำราศรอย
มีคำถ้อยบำบวง .. ล้อมดวงขวัญ
ท่องวัฏฏะเกิดดับกี่กัปกัลป์
จักผูกพันธนาอยู่ .. ไม่รู้วาง
O รอคอยจะพบกันในวันหน้า
เมื่อคุณค่าพ้องกัน .. กินกั้นขวาง
รสประณีตความร้อย .. ในรอยทาง
ก็มอบวางชักนำ .. เหยียบย่ำรอย

-2-
O แต่สิ้นชาติวาสนาชะตาคู่
เพียงรับรู้เปลี่ยวเปล่า .. และเศร้าสร้อย
แสงชีวันทอดทอ .. เพียงรอคอย
บรรจบด้วยขวัญน้อย .. ทุกรอยใจ
O แม้นเพรงกรรมเชี่ยวกราก .. จำพรากภพ
จักเกลื่อนกลบแรงถวิล .. ฤๅสิ้นได้
สัญญาตรึงลงทรวง .. ถ้วนปวงนัย-
ร่างมอดไหม้กี่ครั้ง .. ก็ยังคง
O เที่ยวท่องล่องฟากฝั่ง .. วัฏฏ์สังสาร
ล้วนหอมหวานเร้ารุม .. ให้ลุ่มหลง
กี่รอบร่าง, ดวงจิต-ถึงปลิดปลง
จึงเสริมส่งหลุดพ้น .. ด้วยตนเอง
O จากอุบัติ .. ตั้งอยู่ .. จนรู้รส
ตราบเบิกบทเร้ารุมเข้ากุมเหง
จำเริญการหยอกยั่ว .. ไม่กลัวเกรง
การรุดเร่งอารมณ์ .. อันสมยอม
O กำซาบรสรมย์แสนย์ .. อันแหนหวง-
ทอดทับทรวงสั่นสะท้านด้วยหวานหอม
โอนอบอุ่นซาบซ้ำ .. ให้ด่ำดอม
ด้วยอารมณ์รอบล้อม .. อยู่พร้อมแล้ว
O มาเถิดเจ้า .. อกอ้อมรอน้อมอิง
จงผ่อนพิงหัวใจอันไหว .. แผ่ว
รั้งรอฤๅเนตรปลาบ .. จงวาบแวว
ให้รู้แนวสืบสม .. อารมณ์นั้น
O พบเจอแล้วจำพราก .. ซ้ำซากนัก
ยังคงถูกกุมกัก .. เกินหักบั่น
คล้ายหัวใจตอบรับข้ามกัปกัลป์
เย้ยโทษทัณฑ์ทรมา .. ด้วย-อาลัย
O กี่วงเวียนสงสารผันผ่านล่วง
ยังคล้องบ่วงรัดรึง .. มาถึงได้
กี่ช่วงภพชาติดับ .. เลือนลับไป
ยังอยู่ในสัญญาไม่ล้าเลือน
O มีคนพร้อมหัวใจ .. แม้นไหวหวั่น-
หากดวงขวัญ .. ยิ่งใหญ่ยากใครเหมือน
มีมาดมั่นในจิต .. เกินบิดเบือน
เพื่อแล่นเลื่อนเสน่หา .. สัญญาใจ
O เพื่อคอยเตือนดวงจิต .. สัมฤทธิ์รู้
ว่าเพียงผู้เดียวนั้นที่ฝันใฝ่
บรรจบรูปแล้วยากเกินพรากไป
ตราบบรรลัยชีพม้วยลงด้วยกรรม
O เหมือนรอบบุญแรงบาปได้สาปส่ง
ตรึงจำนงคงอยู่ให้รู้สัม-
ผัส .. อ่อนหวานน้อมแนบ .. ที่แอบอำ-
ลงตอกย้ำอาลัยด้วยใครนั้น
O คล้ายติดตามมาทวง .. บำบวงพากย์
ก่อนพลัดพรากเลือนลับ .. แตกดับขันธ์
จึงเผยรูปรอยโจทก์ .. ชี้โทษทัณฑ์
ผูกรัดพันชีพเชื้อด้วยเยื่อใย
O ถวิลรูป .. ฤๅเว้น-อยากเห็นหน้า
ละห้อยหาอาวรณ์ .. เกินผ่อนไหว
หรือบาปกรรมเคยสร้างแต่ปางใด
รุมเร้าใจตรึงมั่น .. แต่สัญญา
O แม้นรอบกรรมวงวัฏฏ์ของสัตว์โลก
จะเจือโศกเคล้าคลุกไปทุกหน้า
คงยอมรับชะตากรรม .. ให้นำพา
ล่องลอยฝ่าอาวรณ์ .. อย่าผ่อนเลย
O หวังสบโทษทัณฑ์มี .. เท่าที่สร้าง
พากย์เอ่ยอ้างเคยมี .. จักคลี่เผย
เพื่อความอ่อนหวานละมุนอันคุ้นเคย-
จะรอให้ชิดเชยอย่างเคยมี
O ฤๅรับบุญร่วมบาตรแต่ชาติก่อน
จึงสุดผ่อนเพลาค่ารูปราศี
แรกบรรจบหัวใจจึงไหววี
พ้องความวาบหวามที่เคยมีมา
O คงตักบาตรร่วมขันแต่วันก่อน
ดาลถ้วนคำบวงอ้อนกลับย้อนหา
จำหลักความมุ่งมั่นลงสัญญา
เพื่อตรึงตราแต่ในน้ำใจเดียว
O จักรอคอยละห้อยเห็นอยู่เช่นนี้
รอ-ท่าทีแววตา .. ละล้าเหลียว
รอ-ดวงใจปลิดปลิวด้วยนิ้วเรียว
เมื่อเจ้าเหนี่ยวเด็ดวางลง-กลางใจ

-3-
O รอคอยตราบ .. พบกันในวันนี้
ก็วันที่รูปฝัน .. พร้อมฝันใฝ่-
บรรจบหวานผ่านเจือ .. สู่เนื้อใจ
ร่วมอาลัยผูกพันตามสัญญา
O รอคอยตราบ .. พบกันในวันนี้
ในวันที่หวานละมุนและคุณค่า-
ได้เติบตนผ่องผาย .. สบสายตา
เจ้าเอย .. รู้ไหมว่า .. ใครอาวรณ์ ?





Create Date : 23 มกราคม 2557
Last Update : 12 พฤษภาคม 2562 8:25:55 น. 14 comments
Counter : 1470 Pageviews.

 

ดายุ..

"O จะรับรู้บ้างไหม .. ว่าใจหนึ่ง-
จมคำนึงเวียนว่ายเกินถ่ายถอน
ความอ่อนโยนอ่อนหวาน .. เหมือนผ่านวอน-
เข้าออดอ้อน .. เร้ารัวทั้งตัวตน "

จองค่ะ
จองกุหลาบสีชมพู หอมนุ่มนวลละมุนละมัย ที่อยู่ในภาพประกอบ..
กุหลาบชื่อQueen Elizabeth Rose
มินตรามีนะ มีที่สวนในวิลล่าเพราะเป็นกุหลาบที่ปลูกได้นานตั้งแต่ฤดูร้อน ไปจนถึงฤดูใบไม้ร่วง..เกือบเข้าฤดูหนาวทีเดียว..
เป็นกุหลาบที่เพาะพันธุ์ใหม่ในปี1954 โดยนักเพาะพันธุ์กุหลาบชาวอเมริกัน ชื่อWalter E. Lammerts (1904-1996)

ดายุนี่ นอกจากจะละมุนละมัยในการเลือกคำ ยังละเอียดละออในการเลือกภาพที่จะนำมาประกอบด้วย..ฉะนั้นไม่สงสัยเลยว่า ทำไมจึงละเอียดละออในการเลือก นางอันเป็นที่รัก..



โดย: บุษบามินตรา IP: 88.74.70.14 วันที่: 23 มกราคม 2557 เวลา:14:02:31 น.  

 
มินตรา ..

วิลล่า ที่ว่า ไปเที่ยวได้ไหม ?


โดย: สดายุ... วันที่: 23 มกราคม 2557 เวลา:14:24:56 น.  

 

ดายุ...


"O มาเถิดเจ้า .. อกอ้อมรอน้อมอิง
จงผ่อนพิงหัวใจอันไหว .. แผ่ว
รั้งรอฤๅเนตรปลาบ .. จงวาบแวว
ให้รู้แนวสืบสม .. อารมณ์นั้น"


Europa-Rosarium (12.5 hectares)ที่ปลูกกุหลาบไว้เป็นหลายพันชนิดและนักวิชาการท่านว่าใหญ่ที่สุดในโลก คือ Rosarium Sangerhausen, เมืองSangerhausen,แคว้น Saxony-Anhalt, Germany





โดย: บุษบามินตรา IP: 88.74.70.14 วันที่: 23 มกราคม 2557 เวลา:15:55:42 น.  

 

ตกลงนี่พูดถึงสวนสาธารณะ หรือ บ้านตัวเองนะนี่
ชักงง 55


โดย: สดายุ IP: 171.100.146.55 วันที่: 23 มกราคม 2557 เวลา:22:39:31 น.  

 

สดายุ..

เวลาใช้คำว่าวิลล่าน่ะ หมายถึงบ้านตนเองที่อาศัยอยู่..ซึ่งปลูกกุหลาบไว้ประดับบ้านพอชื่นตาชื่นใจ..

นึกว่าสนใจเรื่องดอกกุหลาบและต้องการมาศึกษาก็เลยแนะแหล่งที่น่าสนใจให้รับทราบ..น่ะ.

".O พบเจอแล้วจำพราก .. ซ้ำซากนัก
ยังคงถูกกุมกัก .. เกินหักบั่น
คล้ายหัวใจตอบรับข้ามกัปกัลป์
เย้ยโทษทัณฑ์ทรมา .. ด้วย-อาลัย"!!


โดย: บุษบามินตรา IP: 88.74.70.14 วันที่: 23 มกราคม 2557 เวลา:22:57:27 น.  

 
หวานจับใจคะพี่กาย


โดย: ขวัญ (toyor ) วันที่: 24 มกราคม 2557 เวลา:1:39:54 น.  

 
มินตรา ..

อ้อ วิลล่า คือบ้านมีที่ปลูกกุหลาบก็ต้องมีบริเวณแบบบ้านเดี่ยวในเมืองไทยสินะ .. ที่นี่ใช่ไหมที่ว่าอยู่ใกล้ เบอร์ลิน

ดอกกุหลาบก็สวยดีอยู่หรอก .. แต่ปกติผู้ชายไม่ค่อยสนใจดอกไม้สักเท่าไร .. หากมีแบบนี้อยู่ตรงหน้า ..

O เรื่อแก้มอิ่มละม่อมหน้า .. แววตานั้น
ราวเย้ยยั่วไหวหวั่น .. จนสั่นไหว
อกคนเบื้องหน้านี้ .. จะมีใด-
เอากีดกั้นหลบได้ .. จากนัยน์ตา






ขวัญ ..

ไม่แวะมาบล็อคนี้นับนาน ..
บทนี้เอามา re-run เพราะอยากเปลี่ยนรูปเปลี่ยนเพลงค่ะ

ขวัญสบายดีนะ
หวังว่าคุณพ่อยังคงแข็งแรงดีนะคะ


โดย: สดายุ... วันที่: 24 มกราคม 2557 เวลา:5:25:07 น.  

 

ดายุ...

" เรื่อแก้มอิ่มละม่อมหน้า .. แววตานั้น"
น่าจะมาจาก..

"O .......
ตราบเบิกบทเร้ารุมเข้ากุมเหง
จำเริญการหยอกยั่ว .. ไม่กลัวเกรง
การรุดเร่งอารมณ์ .. อันสมยอม"

กระมังคะ
คนไทยจะใช้คำว่า เจ้าชู้!ใช่ไหมเอ่ย..555


โดย: บุษบามินตรา IP: 82.82.191.111 วันที่: 24 มกราคม 2557 เวลา:14:49:28 น.  

 


สดายุ..


คนสองคนจะคุยกันรู้เรื่องไหมนี่.
อยู่กันคนละครึ่งฟ้า...คนหนึ่งสนใจเรื่องดอกไม้หอมหอม จะอวดว่า ชั้นเก่งปลูกกุหลาบเป็น อีกคนก็ ชั้นเก่งมีความรู้ความสามารถทางภาษาระดับที่สาวสาวเคลิ้ม

เพิ่งไปสังเกตุอ่านกระทู้..ชื่อว่าO พรหมลิขิต .. ?

แต่คนอ่านเซ่อซ่าไป นั่งหอมกลิ่นกุหลาบ บนความงามของการเลือกสรรคำแสนจะไพเราะอ่อนหวานมาร้อยเรียงจนละมุนละมัย ไปทั้งบทกลอน..

การใส่เครื่องหมายคำถามหลัง..พรหมลิขิต น่าจะมีมาด้วยประการละฉะนี้แล..555.



โดย: บุษบามินตรา IP: 82.82.191.77 วันที่: 25 มกราคม 2557 เวลา:19:48:54 น.  

 
มินตรา ..
อาการพึงใจที่หญิงสาวมีต่อชายหนุ่มอย่างออกนอกหน้าจนบุคคลที่สามสามารถมองเห็นสัมผัสได้นั้น ผมมองเป็นความสวยงามแห่งวัยนะ

อาจไม่ค่อยเหมือนคนไทยส่วนใหญ่ ที่มองอาการ "เก็บกด" กิริยา อารมณ์ของผู้หญิงว่างาม !

แม้แต่ควีนอลิซาเบธคนปัจจุบันยังแสดงความปฏิพัทธต่อเจ้าชายฟิลลิปก่อนครั้งแรกพบในวัยสาวน้อย

ชอบวิถีตะวันตกแบบนี้ รวมทั้งวิถีแบบละตินอเมริกาแถบ โคลอมเบีย เวเนซูเอล่า ปานามา แถวนั้น 55

ธรรมชาติให้อารมณ์ ความรู้สึก ของวัยเจริญพันธุ์มาเท่าเทียมกันทั้งสองเพศ .. การแสดงออกก็ย่อมเป็นกระบวนการทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ..

วัฒนธรรมที่ยกย่องการเก็บกดทางอารมณ์จึงเป็นความเสแสร้งอย่างหนึ่งที่ฝืนกฎธรรมชาตินะ ผมว่า

เคยไปอยู่ แฟรงเฟิร์ต กับ สตอร์คโฮล์ม อย่างละเดือน
สรุปว่า ชอบกว่า กรุงเทพ !

555


โดย: สดายุ... วันที่: 25 มกราคม 2557 เวลา:23:44:56 น.  

 


แน่ะ พี่ท่าน..

ไฉนจึงเอ่ยวาจาเยี่ยงนี้ ประดุจเล่นงูกินหาง...เล่นรวบรัดจัดความแบบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเลยที่จะ "กินกลางตลอดตัว" เค้าตั้งคำถามว่า.."กินหัว หรือ กินหาง"เท่านั้นนะ..

เป็นราชประเพณีนะที่สตรีในราชวงศ์ต้องเอ่ยปาก"แจ้งความ"ให้ชายที่ตน"ติดตาต้องใจ"รับทราบ.. มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่า ฝ่ายชายจะ"บังอาจ"ไป

ควีนวิคทอเรีย(1819 – 1901)ก็ทรง"แจ้งความ"ให้เจ้าชายอัลแบร์ทแห่งซักเซนโคบวร์ก ทรงทราบแถมยัง"ทรงหวาน"ชนิดที่เขียนพระราชสาส์นทุกวันถวายเจ้าชาย จนระบบการไปรษณีย์สมัยยุควิคทอเรีย รวดเร็วมาก..555
สมัยที่ยังมีรถม้า..นะคะ

อ้อ ชอบเมืองในยุโรปนี่เอง...นึกว่าจะโปรดสาวไทยในยุโรปซะอีกแน่ะ...รอดตัวไป 555



โดย: บุษบามินตรา IP: 82.82.191.77 วันที่: 26 มกราคม 2557 เวลา:5:22:24 น.  

 
มินตรา

ในความเป็นฝรั่งนั้น ..
คนเอเชียไม่ว่าจะไปอาศัยอยู่ด้วยนานเท่าใด อย่างไรก็ไม่เหมือน นี่พูดถึงวิถีแห่งกิริยามารยาทอันกอปรขึ้นเป็นจริตทั้งปวง ..

แม้แต่ไปเกิดที่เมืองฝรั่งแต่หากแวดล้อมด้วยพ่อแม่เอเชียแล้วก็จะยังเหลือความเป็นเอเชียอยู่ดี

ความเป็นไทยที่ชอบมีเพียงประการเดียวที่ฝรั่งไม่มี คือ "ความออดอ้อน" .. อันนี้เจอเมื่อไรไปไม่เป็น 555

ผมว่าสาวสวีดิช ช่วงขายาวเพรียว ผมทองตาสีฟ้า นี่มีเสน่ห์มาก โดยเฉพาะเวลาเดินก้าวฉับๆ เคี้ยวหมากฝรั่งไปด้วยนี่ ..

55


โดย: สดายุ... วันที่: 27 มกราคม 2557 เวลา:6:37:03 น.  

 


ดายุ.

"O ดูเหมือนจะสายเกิน .. การเมินหลบ
รูปเพรงภพหยัดหยั่ง .. เหมือนสั่งว่า-
จักเผื่อแผ่อ่อนหวาน .. ให้ผ่านมา-
ก่อระลอกเสน่หาอีกคราครั้ง "

"ความออดอ้อน"ของ ดายุ น่ะ...ที่บ้านเรียกว่า ออเซาะ.. นี่สาวไทยจะโดนฝึกมาแต่อ้อนแต่ออกให้ใช้วิธีออเซาะ แทนที่จะใช้วิธีขู่เข็ญ เพื่อจะได้อะไรมา..

แต่ในขณะเดียวกัน..สาวไทยก็จะโดนฝึกอบรมมามิให้ "หอบผ้าหอบผ่อนหนีตามผู้ชาย"..มิฉะนั้น ผู้ชายจะไม่ให้เกียรติ ไม่เคารพเรา...
(แต่ท่านมิได้สอนว่า..ห้ามหอบเครดิตคาร์ด หนีตาม..)555

O พรหมลิขิต .. ? O 555



โดย: บุษบามินตรา IP: 178.12.206.136 วันที่: 27 มกราคม 2557 เวลา:16:27:07 น.  

 
มินตรา ..

ที่จริงการแสดงออกในวาระต่างอย่างออกนอกหน้า สังเกตุให้ดีจะเกิดในเพศหญิงมากกว่าชาย

ความคลั่งไคล้ฮีโร นักกีฬา ศิลปินแขนงต่างๆ รวมทั้งในเวทีคอนเสิร์ต จะเป็นหญิงที่ "ลั่นเจี๊ยวจ๊าว" มากกว่าชายชัดเจนมาก 555

เพียงแต่ธรรมชาติสร้างจิตใจชายให้มองด้วยความ "เอ็นดู" มากกว่า "หมั่นไส้" เป็นส่วนใหญ่ .. นี่หมายถึงชายจริงหญิงแท้นา

ส่วน Mr.Female ไม่นับนะ
.
.
และหญิงใดยอม "หอบผ้าหอบผ่อนหนีตามผู้ชาย" นั้น ส่วนตัวผมต้องนับถือผู้ชายนั้นว่า นายแน่มาก .. 55

มีสองสามเหตุผล พอจะวิเคราะห์ได้
.. รักมาก .. ความเป็นหญิงมีมาก (อารมณ์เหนือเหตุผล)
.. ต้องการสร้างครอบครัวใหม่ที่ดีกว่าเก่า .. กรณีเด็กขาดความอบอุ่น



โดย: สดายุ... วันที่: 28 มกราคม 2557 เวลา:7:02:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.