Group Blog
 
<<
เมษายน 2557
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
4 เมษายน 2557
 
All Blogs
 
O เตรียมเถิด .. ใจ ! O







ลมเอย



O ฝากลมล่องผ่องความไปตามนึก
สู่ส่วนลึกห้วงใจ .. อาลัยขวัญ
เผยผ่านด้วยถ้อยคำ .. พร้องรำพัน
ว่า-หมายมั่น, ห่วงหวง .. ทั้งดวงใจ
O แม้นความแตกต่างนั้น .. กีดกัน-สิทธิ์
แต่เหมือนสองดวงจิต .. กลับชิดใกล้
อ่อนละมุนอุ่นเอื้อ .. แห่งเยื่อใย
ทอผูกไว้โดยถวิล .. ด้วยยินยอม
O คำนึงผู้อาวรณ์ .. ที่อ่อนหวาน
จักค่อยซ่านโลมไล้ห้วงใจ .. หลอม-
เอาความหมายลึกล้ำให้ด่ำดอม
ด้วยหวานหอมนัยชู้ .. เกินรู้ลา
O รื่นรมย์แต่ดอกโมกกรรโชกกลิ่น
ส่งหอมรินผ่านลมที่พรมหา
ดวงวัน-แสงผ่องแผ้ว, แสงแววตา-
เหมือนแจ่มจ้าช่วงตอนเกินผ่อนคลาย
O เกสรมาลย์หอมร่ำอยู่ค่ำเช้า
แวววูบเร้าอ่อนโยน .. เหมือน-โชนฉาย-
อ่อนหวานและอ่อนไหว-แล้วใจชาย-
กับบ่วงสายใยหญิง .. เจ้า-ทิ้งลง
O แผ่วผ่านลมระลอก-หอมดอกไม้
เมื่อหัวใจรุมร้อน .. อาวรณ์-หลง
ห้อมเห่ความครวญคร่ำ .. รับจำนง
แล้วบรรจงจบหวานที่ผ่านใจ
O ปล่อยคำนึงสองจิต-ต่างคิดถึง-
ความหวานซึ้งอาวรณ์ .. แสนอ่อนไหว
แทนพจน์พากย์เอื้อนเอ่ยอาจเผยนัย
ฝากความผ่านลมให้ .. เจ้า-ได้ยิน
O ถึงรอบลมคิมหันต์ .. เริ่มผันผ่าน
เมื่อความหวานเริ่มบท .. ยากหมดสิ้น
ใจแฝงฝากลมโชย .. ออกโบยบิน-
สืบสานจินตนาการ .. ให้ผ่านวน
O ฝากคะนึงเหลือคณา .. ผ่านอากาศ
ร่วมโอภาสทอช่วงผ่านห้วงหน
ส่งความหมายโลมไล้หัวใจคน
แล้วส่งผลตอบรับการจับจอง
O ฝากคะนึงปรารถนา .. แรงอาวรณ์-
เข้าสุมซ้อนอกใจพาไหลล่อง
เตรียมหัวใจสำหรับ .. การรับรอง-
ความผุดผ่องพร่างแพร้วทั่วแววตา
O เตรียมเถิด .. เตรียมหัวใจ รับไหวหวั่น
เตรียมให้สั่นซมอยู่ .. อย่างรู้ว่า-
จะมีอก, แขน-โลภ .. รอโอบมา-
รับรูปหน้าใครจบ .. ลงซบอิง !




Create Date : 04 เมษายน 2557
Last Update : 27 มิถุนายน 2562 18:06:32 น. 11 comments
Counter : 1220 Pageviews.

 
สดายุ

"O ฝากลมล่องผ่องความไปตามนึก
สู่ส่วนลึกห้วงใจ .. อาลัยขวัญ
เผยผ่านด้วยถ้อยคำ .. พร้องรำพัน
ว่า-หมายมั่น, ห่วงหวง .. ทั้งดวงใจ"

ลมโชยผ่านกลับไปทางขั้วโลกใต้ แล้วใช่ไหม...


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 5 เมษายน 2557 เวลา:12:07:22 น.  

 

มินตรา ..

แถวใกล้ขั้วโลกใต้นั่น"สุดหัวใจ"อยู่ทีเดียว 55 ..

แต่แถวอุษาคเณย์อาจเป็นทะเลตะวันออก เพราะกำลังจะไปนั่งรับลมเย็นๆในเร็ววัน

วางแผนจะ backpack แบบซำเหมาไปยุโรปกับ"สุดหัวใจ"กันสองคนอยู่นะ .. สวิส อิตาลี เยอรมัน ฝรั่งเศส .. คงต้องรอ Monash ปิดเทอมก่อน ..

เห็นว่าเพิ่งทานสเตคเยอรมันไปที่เมลเบิร์น อร่อยนักหนา .. 55

จริงรึเปล่านะ สาวเยอรมัน ?


โดย: สดายุ... วันที่: 5 เมษายน 2557 เวลา:13:09:52 น.  

 
สดายุ..

คำว่าsteak เป็นภาษา Old Nordic ซึ่งเป็นdialect ของภาษาNorthgermanic ภาษาของพวกไวกิ้งซึ่งประเทศสแกนดิเนเวีย ใช้อยู่ แปลว่า ทอด (to roast , to fry)หรือ ย่าง( to grill)

ในภาษาเยอรมันจึงหมายถึงเนื้อที่ย่างหรือทอด มิว่าจะเป็น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อไก่งวงหรือ เนื้อปลา..
นี่เป็นอาหารที่มินตราปรุงเป็น เพราะจับลงกะทะ สี่ห้านาทีก็จบ...
ที่โปรด คือ สเต็กปลาซัลมอน และหากเป็นเนื้อ ก็Florentiner Steak หนา 6cm.หนัก600 กรัม

วันนี้"สุดหัวใจ"ของมินตราคือ คุณจตุพร..ไม่ต้องมีมาดดีดี ไม่ต้องฉลาดปราดเปรื่อง..มีแต่ความซื่อใสไม่เจ้าเล่ห์ จริงใจสม่ำเสมอ รักพี่น้องผองเพื่อน..รักประชาชน..แค่นี้ ก็ สุดหัวใจได้แล้ว..

เดี๋ยวสามวันนี้ จะไปนั่งเฝ้า..มีปลาทูเค็มจากประจวบคีรีขันธ์ ด้วยนะ..

ขอให้คุณงามความดีทั้งหลายคุ้มครองประชาชนและชาติบ้านเมืองด้วยเถิด..



โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 5 เมษายน 2557 เวลา:15:09:48 น.  

 
มินตรา ..

ทอด ต้องใช้น้ำมัน จึงไม่ดีต่อสุขภาพ จึงต้องดูข้างขวดน้ำมันที่จะใช้ก่อนว่า saturated fat กี่ %

ในตลาดเมืองไทยตอนนี้ มีน้ำมันพืชผลิตจากผล Canola ที่มี sat fat ต่ำสุดคือ 5% .. หากเป็นน้ำมันปาล์มก็ประมาณ 30% ..

ย่างดีกว่า แต่การควบคุมเขม่าดำเกาะอาหารทำยาก .. เขม่านี้น่าจะเป็นสารก่อมะเร็ง ..

ต้ม ลวก .. ดีที่สุด ดังนั้นอาหารสุขภาพคือ สุกี้ นั่นเอง 555

ชอบจตุพร .. ก็แปลว่า ไม่ชอบประยุทธ
เพราะประยุทธไม่ชอบจตุพร .. สาเหตุมาจากประยุทธระดมคนมาได้น้อยกว่าจตุพร เพียงแต่มีอาวุธสำหรับฆ่าคนดีกว่า

คุณงามความดีไม่สามารถคุ้มครองประชาชนได้หรอก ..
การทำลายอำนาจปกครองของกลุ่มปฏิกิริยา (อนุรักษ์นิยมจารีตนิยม ขวาถึงขวาจัด พวกกฎุมพีนายทุนขูดรีด)
เท่านั้น จึงจะคุ้มครองประชาชนได้

และการทำลายนี้ มักหลีกเลี่ยงการเข่นฆ่าไปไม่พ้น

หาก เหมา และขบวนการปฏิวัติประชาชน ไม่จัดการล้มระบบจักรพรรดิ แล้วมาล้มระบบขุนศึกของเจียงไคเชคอีกครั้ง แล้วไล่ลงเรือไปอยู่ไต้หวันแล้ว .. จีนจะไม่มีวันนี้ จะยังเป็นขี้โรคแห่งเอเชียไปอีกนับนาน

การเดินทัพทางไกล 2 หมื่นลี้อันลือลั่น .. เทียบกับการมาชุมนุมของเสื้อแดงแค่ 2-3 วันได้ไง

อยากทำงานใหญ่ต้อง คิดใหญ่ และใจใหญ่ .. ระบบเดิมที่เป้นอยู่มันเน่าจนเละแล้ว โดยเฉพาะระบบราชการ รัฐวิสาหะกิจ .. มองไปเถิดทุกองคาพยพในสังคมควรต้องรื้อล้างบางทั้งสิ้น


โดย: สดายุ... วันที่: 5 เมษายน 2557 เวลา:15:59:45 น.  

 

(สำหรับผู้สนใจที่ไม่ใช่คอการเมือง)

ลองมาร์ช หรือ การเดินทัพทางไกล (Long March) หมายถึงการถอยทัพครั้งใหญ่หลายครั้ง ของกองทัพแดงแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ระหว่างปี ค.ศ. 1934 ถึง 1936 โดยการนำของเหมา เจ๋อตุง และโจว เอินไหล ที่กำลังต่อสู้กับกองทัพรัฐบาลจีนในขณะนั้น ซึ่งนำโดยเจียง ไคเช็ก

ในขณะนั้นกองทัพของพรรคคอมมิวนิสต์จีน มีขนาดเล็กกว่า และกำลังเพลี่ยงพล้ำต่อกองทัพรัฐบาล จึงนำกำลังทหาร พร้อมด้วยประชาชนจำนวนหนึ่งเดินเท้าถอยร่นจากทางใต้ หนีขึ้นไปทางเหนือของประเทศจีน

การเดินทัพครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1934 โดยเริ่มต้นจากมณฑลเจียงซีไปทางทิศตะวันตก และย้อนขึ้นไปทางทิศเหนือ เป็นระยะทางประมาณ 25,000 ลี้ หรือ 12,500 กิโลเมตร (8,000 ไมล์)

ผ่านดินแดนทุรกันดารทางตะวันตกของประเทศจีน ใช้ระยะเวลากว่า 370 วัน ไปยังมณฑลส่านซี โดยมีผู้รอดชีวิตไปถึงจุดหมายเพียงหนึ่งในห้า (จาก 100 คนตอนเริ่มเดินทัพ เหลือเพียง 20คน เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง)

การนำทัพโดยเหมา เจ๋อตุง ในครั้งนั้น ทำให้เขาได้รับการสนับสนุนจากผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนคนอื่นๆ ให้ขึ้นสู่อำนาจในเวลาต่อมา

และหลังจากสะสมกำลังพลและอาวุธที่มณฑลส่านซีอยู่หลายปี จนถึง ค.ศ. 1945 กองทัพแดงได้ยกทัพมาต่อสู้กับรัฐบาลเจียง ไคเช็ก และขับไล่เจียง ไคเช็กไปยังไต้หวัน และสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี ค.ศ. 1949



โดย: สดายุ... วันที่: 5 เมษายน 2557 เวลา:16:42:43 น.  

 
lสดายุ

ชอบสุกี้นี้ มีแต่สายคุณเปรม นะ..

ชอบคุณจตุพร ก็ใช่ว่าจะไม่หลงเสน่ห์ตาเหล่เหล่ ของคุณประยุทธ์นะ..
ความไม่ฉลาดคิด ไม่ฉลาดพูดบางทีก็เป็นเสน่ห์กว่าพวกเจ้าเล่ห์ก็ได้นะ..555
ยิ่งเวลาที่ท่านสะบัดสะบิ้งใส่นักข่าวที่มาวอแวถามเรื่องทหารจะออกมาไหม..มีการขู่ฟอดฟอดว่า อยากจะยุให้ออกมานัก ออกมาแล้วจะไม่กลับนะ.. ยิ่งน่ารักนัก..555

เหมานั้น ขาดวัฒนธรรม ไม่มีรากเหง้า..มิใช่รสนิยมของมินตรา...
เราเคยมีแล้วนี่ พวก มาลานำชาติ ต้องสรวมหมวกสรวมถุงน่องรองเท้าแล้วมีประวัติศาสตร์ของประเทศที่กำเนิดมาจาก"พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์" รับวัฒนธรรมมาจากขอม...
ไปถามคนแถวลำพูน ท่านยังนับมาตั้งแต่พระนางจามเทวีเล้ย..
ขืนใช้พลังเหมา ประเทศไทยมิมีกำเนิดมาจากพระเจ้าตากรึ !
มินตราเชื่อว่า คนไทยมีปัญญามากกว่านั้น...




โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 วันที่: 5 เมษายน 2557 เวลา:16:50:07 น.  

 
มินตรา ..


ลำดับเรื่องราวคือ ..

1. เจ้ามีพัฒนาการตามโลกไม่ทันจนหลงยุคไปในที่สุด
2. ภาวะหลงยุคนี้จะส่งให้กลุ่มขวาจัดที่เป็นชนส่วนน้อยเรืองอำนาจ และข่มเหงชนกลุ่มใหญ่ที่ยากจนหนักขึ้น
3. เมื่อระเบิดออกเป็นสงครามกลางเมือง ก็ต้องใช้อุดมการณ์ซ้ายจัดรวมพลังคนด้อยโอกาสที่มีจำนวนมากแต่อาวุธสนับสนุนด้อยกว่าเข้าแลก .. ตรงนี้จะตายมาก
4. มหาอำนาจจะเข้าถือหางอุดมคติเดียวกัน
5. จุดจบมีสองทาง .. แตกหักจบกันไปแบบ ลาว เวียดนาม .. หรือประนีประนอมแบบพิสดารคือมีนายกจากสองฝ่ายแบบ เขมร
6. มหาอำนาจจะมีสองฝ่ายคือ จีนฝ่ายหนึ่ง ญี่ปุ่น+สหรัฐฝ่ายหนึ่ง ..

คนไทยไม่มีปัญญามากนักหรอก .. เพราะยังไม่มีผู้นำระดับโลกแบบ เหมา โจว เติ้ง เจียง โฮจิมินต์ คานธี ซูจี .. นักวิชาการอย่างนิติราษฎร์ก็ต่อไม่ติดกับรากหญ้า .. จตุพร ณัฏวุฒิ ก็ไม่เรียกศรัทธาจากปัญญาชนได้

และจำไว้ว่า ..
สุเทพ ไม่สามารถกล่าวอะไรเป็นตุเป็นตะได้เอง หากไม่มีนายสั่งมาอีกที .. ไม่ว่า การจะนำชื่อนายกทูลเกล้าด้วยตนเอง หรือ สั่งให้ข้าราชการกลับเข้าทำงาน

ตอนนี้ใครไปจีน ?
ตอนนี้ใครไปเยอรมัน ?
ตอนนี้ใครไปอังกฤษ ?

ในเวลาเดียวกัน ?
เพื่อจะบอกโลกได้ว่า "กูไม่รู้ .. กูไม่อยู่"


โดย: สดายุ... วันที่: 5 เมษายน 2557 เวลา:18:05:52 น.  

 
สดายุ...

งั้นก็ "O เตรียมเถิด .. ใจ ! O"


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 วันที่: 5 เมษายน 2557 เวลา:18:07:24 น.  

 
การต่อสู้น่าจะไม่ตรงไปตรงมานักเนื่องจากเราไม่มี"ป่า" สำหรับจะล้อม"เมือง" .. น่าจะออกมาในรูปการแบ่งพื้นที่การปกครอง ปิดกั้นกดดันไม่ให้อีกฝ่ายมาทำมาหากินได้

และ ลอบสังหารบุคคลสำคัญของฝั่งตรงข้าม(ตุลาการและองค์กรอิสระที่น่าเกลียดน่าชังออกนอกหน้า) เหมือนที่ เสธแดง โดน ..

สงครามก่อการร้ายหรือ จรยุทธ แบบชายแดนใต้คือจุดบอดของนายทหารที่จบ จปร. คือเอาไม่อยู่ .. โดยมีข้อดีคือ

1. ใช้กำลังคนน้อยแต่ส่งผลสะเทือนได้มากจนสามารถเรียกให้อำนาจรัฐมานั่งโต๊ะเจรจา

2. ฝ่ายก่อการสูญเสียน้อยมาก แต่สังคมจะคล้ายซีเรียที่ใช้เวลานานกว่าจะฟื้น ..

ข้อเสีย ..
คนบริสุทธิ์จะถูกลูกหลงไปด้วย

คนเราเมื่อถูกต้อนเข้ามุม ก็จะไม่เลือกวิธีการที่ใช้ต่อสู้


โดย: สดายุ... วันที่: 5 เมษายน 2557 เวลา:18:49:04 น.  

 
สดายุ...

วันนี้ ๕ เมษายน ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ กระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๗ นี่คะ..

น่าจะมีการเตรียมการณ์ใดการณ์หนึ่ง..


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 5 เมษายน 2557 เวลา:19:01:21 น.  

 
มินตรา

เขาวางเหยื่อล่อศาลให้งับ ..
รอดูว่าศาลปกครองจะชี้มูลให้คำสั่งนี้เป็นโมฆะอีกได้ไหม
และเป็นการบอกว่า เกมนี้เล่นกันสุดซอย ..
และเป็นการบอกว่าอำนาจรัฐยังอยู่ในมือยิ่งลักษณ์ทั้งนายกและกลาโหม

เป็นการบอกว่า ราชวัลลภ ไม่อยู่ใต้ ทบ. แต่อยู่ใต้ปลัดกลาโหม

เป็นการบอกว่า อักษะ ถนนที่สวยงามนี้ได้รับอนุญาต แล้วก่อนวันที่ 5 เมษาให้เสื้อแดงตั้งทัพได้

เป็นการบอกว่า แตงโม ขยับขบวน

เป็นการบอกว่า การไปจีน อังกฤษ เยอรมัน ในเวลาเดียวกัน เหมือนเรื่องบังเอิญ


โดย: สดายุ... วันที่: 5 เมษายน 2557 เวลา:20:22:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.