Group Blog
 
<<
มีนาคม 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
22 มีนาคม 2554
 
All Blogs
 
O บุพเพสันนิวาส .. O








เพลง นางครวญ...ขิม


-1-
แต่ปางบรรพ์...

๑๔
O อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
วงศ์ราชและอาชญะสลาย
รณะพ่ายและถูกผลาญ

O สิ้นชาติและวาสนะเพราะขัต-
ติยะรัฐะสำราญ-
สำเริงกะเพลิงรชะผสาน-
รสะพาละแผดเผา


O ไร้สามารถเพียงพอจะต่อสู้-
เข่นฆ่าปวงศัตรู, เพียงหมู่เขลา-
พร้อมดวงจิตสั่นรัว..กับมัวเมา-
ด้วยรูปเยาว์อ่อนน้อย..นั่งคอยบุญ

O เมื่อ..คนด้อยกำลังขึ้นนั่งเมือง
ใจย่อมต้องเปล่าเปลือง..กับเคืองขุ่น
ถ้วนปวงความคิดเห็น..จักเป็นทุน-
ช่วยอุดหนุนเสื่อมทรามให้ตามมา

O แว่วอยู่..เสียงโห่ครื้น, เสียงปืนลั่น
พร้อมหัวใจ, ดวงขวัญ..หวาดหวั่น..ผวา
แววแตกตื่นโชนช่วงทั้งดวงตา
รับรู้วาระขื่นขม..เมืองล่มลาญ

O โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพวกม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ

O ท่ามกลางมีดดาบเชือด..ลิ่มเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเปลวเพลิงโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างถมทับเป็นเถ้า…สิ้นเงาไท

O โอ..รอยเศร้าโชนช่วงในดวงเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเจ็บช้ำที่ดำรง

O จำพรากถิ่นร่อนเร่, ความเหว่ว้า-
ก็แทรกฝ่าลงพาด..ผู้ชาติหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรง..มั่นคงนั้น

O คือหนึ่งแกล้วผู้กล้า..เมื่อปรากฏ
ทอนกำสรดห้วงใจ..สิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกัน..ตราบบรรลัย

O ลมเฉื่อยโชย..เห่โหมประโลมโศก
เหมือนโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
โอบห้วงใจเยียวยาทุกอารมณ์

O พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วนิ่งนึกกล้ำกลืน..แรงขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน

O หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์..ชาติ
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย

O ทูลกระหม่อม..เคยห่มแต่..รมย์..รื่น
จากค่ำคืนจวบเช้าจนเข้าสาย
นางกำนัลโค้งหมอบคอยรอบราย
บัดนี้กลับเดียวดาย..อยู่ใต้จันทร์

O หมาย – เค้นชีพบีบชาติ..ลงลาดรับ
ไว้สำหรับรอบล้อม..ใจหม่อมฉัน
หมาย - รองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเห..รูปเทพินทร์

O กระท่อมทับเปรียบว่า..ดั่งปราสาท
เรไร..ดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเจื้อยแจ้วให้แว่วยิน
เพื่อเจตจินต์ขื่นขม..รู้ - รมยา

O ดอกโกสุมกลีบก้านประสานประดุจ-
รูปมงกุฏผู้พิลาสในชาติสถา-
นะภาพแห่งศักดิ์สกุล..ผู้บุญญา
แทนรูปทรงสูงค่า..กลางป่าไพร

O โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
สายลมแผ่ววาดวี..ผู้มีใจ
ราวบอกให้สุจริต..สัมฤทธิ์รู้

O บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำ..สิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน

O อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลัง..สิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว

O สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์ราช..บำราศไป
สิ้นจากร้อนแรงไฟ..ของไพรี

O จนเข้าสาง..คะนึงย้อน..ยามก่อนเก่า
เคยอยู่เฝ้าแหนองค์ผู้ทรงศรี
ฤๅ..อำนาจเวรกรรมเข้าย่ำยี-
พาบัตรพลีโศกทุกข์ไปทุกรอย

O ป่านฉะนี้..ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรด..ใจถดถอย
ฤๅ - ลำบากทดท้อ..เฝ้ารอคอย-
ห่วงละห้อยถึงบุตร..ก็สุดเดา

O สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน

O เหลือบชม้อยชม้ายสู่..ตาคู่หนึ่ง
แววซาบซึ้งตอบรับ..สิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้างใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย

O แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่ – ใจผู้ชาย-
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน

O เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่า - สิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้

O แล้วเลื่อนองค์แอบร่างอยู่กลางทรวง
แกล้วก็หน่วงกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ

O กลางลมแผ่วผ่านไหว..ยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเรื่องหลังจะยังเหลือ
หากอาวรณ์อบอุ่นได้จุนเจือ
สองใจเอื้อปลดปลง..หัก-วงกรรม

O อธิษฐาน..ร้อยวาสน์ให้พาดช่วง
ภพผ่านล่วงพบเจอ..จงเพ้อพร่ำ
ใจสองดวงรอคอย..ทุกรอยคำ
จนโน้มนำพาสู่..เป็นคู่เคียง

O ใจต่อใจ..ดั่งว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพร..ที่ให้เสียง
ลมอ่อยเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เงียบงันเพียงสองใจ..สั่นไหวรับ

O เรณูกลีบลดาชาติ..ฤๅอาจหอม-
เท่าใจหอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่า - แม้นดับชีพวาย..ไม่คลายคลอน

O แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅ..อาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง

O ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
จะยังคงละห้อยเห็น...ไม่เว้นวาง



-2-
บุพสัญญา....

O รอคอยจะพบกันในวันหน้า
เมื่อคุณค่าพ้องกัน..เกินกั้นขวาง
รสประณีตความร้อย...ในรอยทาง
ก็มอบวางชักนำ..เหยียบย่ำรอย

O แต่สิ้นชาติวาสนาชะตาคู่
เพียงรับรู้เปลี่ยวเปล่า..และเศร้าสร้อย
แสงชีวันทอดทอ...เพียงรอคอย
บรรจบด้วยขวัญน้อย..ทุกรอยใจ

O แม้นเพรงกรรมเชี่ยวกราก..จำพรากภพ
จักเกลื่อนกลบแรงถวิล..ฤๅสิ้นได้
สัญญาตรึงลงทรวง..ถ้วนปวงนัย-
ร่างมอดไหม้กี่ครั้ง..ก็ยังคง

O เที่ยวท่องล่องฟากฝั่ง..วัฏฏ์สังสาร
ล้วนหอมหวานเร้ารุม..ให้ลุ่มหลง
กี่รอบร่าง, ดวงจิต-ถึงปลิดปลง
จึงเสริมส่งหลุดพ้น..ด้วยตนเอง

O จากอุบัติ..ตั้งอยู่..จนรู้รส
ตราบเบิกบทเร้ารุมเข้ากุมเหง
จำเริญการหยอกยั่ว...ไม่กลัวเกรง
การรุดเร่งอารมณ์...อันสมยอม

O กำซาบรสรมย์แสนย์..อันแหนหวง-
ทอดทับทรวงสั่นสะท้านด้วยหวานหอม
โอนอบอุ่นซาบซ้ำ..ให้ด่ำดอม
ด้วยอารมณ์รอบล้อม..อยู่พร้อมแล้ว

O มาเถิดเจ้า..อกอ้อมรอน้อมอิง
จงผ่อนพิงหัวใจอันไหว..แผ่ว
รั้งรอฤๅเนตรปลาบ..จงวาบแวว
ให้รู้แนวสืบสม..อารมณ์นั้น

O พบเจอแล้วจำพราก..ซ้ำซากนัก
ยังคงถูกกุมกัก..เกินหักบั่น
คล้ายหัวใจตอบรับข้ามกัปกัลป์
เย้ยโทษทัณฑ์ทรมา..ด้วย-อาลัย

O กี่วงเวียนสงสารผันผ่านล่วง
ยังคล้องบ่วงรัดรึง..มาถึงได้
กี่ช่วงภพชาติดับ..เลือนลับไป
ยังอยู่ในสัญญาไม่ล้าเลือน

O มีคนพร้อมหัวใจ..แม้นไหวหวั่น-
หากดวงขวัญ..ยิ่งใหญ่ยากใครเหมือน
มีมาดมั่นในจิต..เกินบิดเบือน
เพื่อแล่นเลื่อนเสน่หา..สัญญาใจ

O เพื่อคอยเตือนดวงจิต..สัมฤทธิ์รู้
ว่าเพียงผู้เดียวนั้นที่ฝันใฝ่
บรรจบรูปแล้วยากเกินพรากไป
ตราบบรรลัยชีพม้วยลงด้วยกรรม

O เหมือนรอบบุญแรงบาปได้สาปส่ง
ตรึงจำนงคงอยู่ให้รู้สัม-
ผัส..อ่อนหวานน้อมแนบ..ที่แอบอำ-
ลงตอกย้ำอาลัยด้วยใครนั้น

O คล้ายติดตามมาทวง..บำบวงพากย์
ก่อนพลัดพรากเลือนลับ..แตกดับขันธ์
จึงเผยรูปรอยโจทก์..ชี้โทษทัณฑ์
ผูกรัดพันชีพเชื้อด้วยเยื่อใย

O ถวิลรูป..ฤๅเว้น-อยากเห็นหน้า
ละห้อยหาอาวรณ์..เกินผ่อนไหว
หรือบาปกรรมเคยสร้างแต่ปางใด
รุมเร้าใจตรึงมั่น..แต่สัญญา

O แม้นรอบกรรมวงวัฏฏ์ของสัตว์โลก
จะเจือโศกเคล้าคลุกไปทุกหน้า
คงยอมรับชะตากรรม..ให้นำพา
ล่องลอยฝ่าอาวรณ์..อย่าผ่อนเลย

O หวังสบโทษทัณฑ์มี..เท่าที่สร้าง
พากย์เอ่ยอ้างเคยมี..จักคลี่เผย
เพื่อความอ่อนหวานละมุนอันคุ้นเคย-
จะรอให้ชิดเชยอย่างเคยมี

O ฤๅรับบุญร่วมบาตรแต่ชาติก่อน
จึงสุดผ่อนเพลาค่ารูปราศี
แรกบรรจบหัวใจจึงไหววี
พ้องความวาบหวามที่เคยมีมา

O คงตักบาตรร่วมขันแต่วันก่อน
ดาลถ้วนคำบวงอ้อนกลับย้อนหา
จำหลักความมุ่งมั่นลงสัญญา
เพื่อตรึงตราแต่ในน้ำใจเดียว

O จักรอคอยละห้อยเห็นอยู่เช่นนี้
รอ-ท่าทีแววตา..ละล้าเหลียว
รอ-ดวงใจปลิดปลิวด้วยนิ้วเรียว
เมื่อเจ้าเหนี่ยวเด็ดวางลง-กลางใจ

O รอคอยตราบ..พบกันในวันนี้
ก็วันที่รูปฝัน..พร้อมฝันใฝ่-
บรรจบหวานผ่านเจือ..สู่เนื้อใจ
ร่วมอาลัยผูกพันตามสัญญา

O รอคอยตราบ..พบกันในวันนี้
ในวันที่หวานละมุนและคุณค่า-
ได้เผยรูปย่างกราย..สบสายตา
ให้คุณค่าหวานล้ำ..เร่งกำลัง



-3-
คำข้าว..และใจคน...






O แต่..ร่วมบุญตักบาตร..อาวาสเหนือ
เพ่งจิตเพื่อรอบกุศลแต่หนหลัง
ได้สืบสานตอกย้ำเสริมกำลัง
ลงหยัดหยั่งทอนค่า..อัตตาตน

O ลงสองเข่ากรประนม..คอก้มต่ำ
บำบวงธรรมตรึกตรองครรลองผล
แว่วคำพระกล่าวกล่อม..เข้าล้อมลน
ก็แช่มชื่นเหลือล้นอยู่บนใจ

O เรียวนิ้วงามจับของประคองถวาย
แล้วหมอบกายหน้าก้ม, น้ำพรมใส่
เป็นน้ำมนต์บริกรรมพากย์ธรรมนัย
ป้องอาลัยอาวรณ์ให้ทอนแรง

O ราวหอมรื่นพัสตร์ห่ม..บังบ่มผิว
ร่ำลมริ้วผ่าวแนบ..เข้าแอบแฝง
นาสิกใกล้หอมอยู่..ฤๅรู้แปลง-
เปลี่ยนจากแหล่งพักตร์ละม่อม..กรุ่นหอมนั้น

O กลิ่นธูปและควันเทียน..ไหวเวียนอยู่
เมื่อตารู้..งามพิไลเริ่มไหวสั่น
ประกายวับวามอยู่เกินรู้-กัน
จนกราบพระคล้อยหัน..ก็พลันพบ

O งดงามนักเจ้าเอย..เมื่อเผยสู่
สบเนตรนิ่งงันอยู่เกินรู้หลบ
เกศินีนวลปรางสะอางครบ
จะเลือนลบจากใจอย่างไรพ้น

O แว่วพระสวดธรรมบท..ปรากฎเสียง
ความเรื่อยเรียงให้สดับ..อยู่สับสน
วงพักตร์หวาน, ธรรมนัย-แว่วไหววน
พร้อมอกหนึ่งอึงอล..อยู่บนยาม

O มาไหว้พระทำบุญ..เพื่อหนุนชาติ
หวังบำราศทุกข์โศกแห่งโลกสาม
ให้นัยธรรมหลอมเหลว..ส่วนเลวทราม
พาข่มข้ามขวากขวางที่วางรอ

O ด้วยศักดิ์ศรีชายผู้..ไม่คู้ต่ำ
ไม่อาจย่ำทางสู่..ท่านผู้ขอ
ตรองข้อธรรมร้อยเรียงย่อมเพียงพอ
เอาเติมต่อวิชชาเป็นอาภรณ์

O มาทำบุญถวายพระ..สังฆทาน
ให้พระผ่านนัยธรรมขึ้นย้ำสอน
แจ่มกระจ่างโศกสุขไปทุกตอน
แล้วรับพรรื่นล้ำ..พร้อมน้ำมนต์

O หอมกรุ่นรูปพัสตรา..เบื้องหน้านั้น
ก่อนค่อยผันพักตร์เหลียว..มาเกี่ยวผล-
จากรูปเผยสบต้อง..ตาของคน
ลุกลามอลวนไหวที่ในทรวง

O โพธิ์ยังคงระบัดใบ..เมื่อใจล่อง-
สู่พักตร์ผ่องเนตรวามที่ลามล่วง-
มาจับจองนัยคำ..ถ้อยบำบวง-
ให้โชนช่วงรอบกรรม..มุ่งบำเพ็ญ

O ศักดิ์สิทธิ์เสียจริงหนอ..คำขอนี้
จึงมือที่ผู้ใดมองไม่เห็น
คล้ายจับจูงชาติภพ..บรรจบ-เป็น-
นัยแฝงเร้นจดจ่อ...เฝ้ารอคอย

O อารามวัดเรือนไม้ที่ริมน้ำ
อีกครั้งที่รอบกรรมและคำถ้อย
พาบรรจบรูปแพงผู้แฝงรอย
ให้คนพลอยถวิลเห็นไม่เว้นวาย

O ใกล้เจดีย์โบสถ์เก่า..อันเก่าคร่ำ
คือคลื่นน้ำลมพลิ้วเป็นริ้วสาย
บนเรือนไม้นัยธรรม..แว่วรำบาย
ความมุ่งหมายพิสมัยแห่งใจคน

O รูปอดีตเจ้าหลวงนั้นตั้งเด่น
ที่บวงเซ่นเถ้าปวง..เริ่มร่วงหล่น
คือวัดโกษาวาส..ที่ชาติชน
เคยสืบผลธรรมพุทธโดยดุษณี

O ก้มกราบรูปองค์พระ..รูปพระพุทธ
เหลื่อมทองผุดผ่องตา..เรื้องราศี
พักตร์สงบงันอยู่..ช่วยชูชี-
วาตม์คนที่รุมร้อน..ได้ผ่อนลง

O ใกล้ใกล้ที่นั่งสงฆ์...ใกล้องค์พระ
แว่ววาทะกล่อมจิตให้คิดบ่ง-
เอาเสี้ยนแหลมแซมจิต..พาปลิดปลง
แล้วเสริมส่งรอบกรรมในสัมมา

O กราบองค์พระลมรื่นใจตื่นพร้อม
เมื่อคล้ายกรุ่นกลิ่นหอม...ละม่อมหน้า-
จะวาบไหวบริบทออกจดตา
ใจเอยแต่ละล้าเหลียวหาเงา

O เกษินีนวลปราง..หันข้างอยู่
คล้ายรอกู้ส่วนเสี้ยว..ความเปลี่ยวเหงา-
แห่งอาวรณ์รูปนั้นให้บรรเทา
ดูเถิด..คำพระเจ้า-ยืดยาวจริง

O แล้วก้มกราบรูปสงฆ์..บรรจงน้อม
ผมหล่นล้อมวงหน้า..จบหน้านิ่ง
เพียงชั่วยามรูปพิไล..หยุดไหวติง
กลับนานยิ่งในคะนึงของหนึ่งคน

O มาด้วยเพื่อนอีกสอง..ผู้ปองธรรม
เพื่อขัดค้ำครอบจิตจากพิษฉล
งามรูปลักษณ์กิริยาก็น่ายล
คล้าย-งามล้นล้ำล่วงถึงดวงใจ

O เงยหน้าเจ้า..หันหน้าเข้าหาเพื่อน
เนตรคล้อยเบือนสบกัน..ก็พลันไหว-
วาบหวามละลามล่วงสู่ทรวงใน
โอ้อกใครระทึกก้องดั่งกลองตี

O สบแล้วเมินเมียงหลบ..แล้วสบอีก
ด้วยสุดตาจะอาจปลีก...หลบหลีกหนี
ชั่วเงียบงันหัวใจ..กลับไหววี
ราวมือที่แฝงเร้น..บีบเค้นลง

O ช่างอ้อยสร้อยอ้อยอิ่ง..เสียยิ่งแล้ว
เนตรผ่องแผ้ว..แก้มคางเรียวร่างหงส์
ราวแทรกรูปดิ่งด่ำ..ให้ดำรง
แนบจำนงพาใจพลอยไขว่คว้า

O จนเสียงพระการุณ..บอกบุญ-แว่ว
เมื่อฝนหลั่งลงแล้ว..แน่แน่ว..ว่า-
งานสมโภชองค์พระ..สืบชะตา-
ยกช่อฟ้า..ขึ้นตั้งจะยังมี

O เชิญ..มาร่วมตักบาตรหนุนชาติภพ
คล้อยบรรจบคุณค่าและราศี
เสริมส่งวาสนาและบารมี
คล้ายวาทีตอบกลับ..จะรับคำ

O อีกเพียงสองสัปดาห์จะมาถึง
ให้รูปหนึ่งตักบาตรร่วมยาตรย่ำ-
พาจิตใจก้าวย่างสู่ทางธรรม
เพื่อโน้มนำสัมมา..จิตนารี

O มองหน้าแววอุทธัจก็ชัดแจ้ง
บรรโลมแต่งแก้มเนื้อจนเรื่อสี
ลมล่องน้ำหลากไหล..เงื่อนไมตรี-
ราวจะคลี่คลายบ่วง..คล้องดวงใจ

.... มีร่มบังกันให้พ้นไอแดด
ท่ามกลางแวดล้อมก้าวของบ่าวไพร่
ตาดแพรทองงามควรห่มนวลใย
จึงผ่องใสหยัดอยู่ไม่รู้จาง....

....มาร่วมบุญงานบวชฟังสวดพระ
หวังลดละ..ทุกข์ผองสิ้นหมองหมาง
แต่กราบก้มงามควรทุกส่วนนาง
ตราบเยื้องย่างสง่าล้วนให้ควรมอง....

O ราวว่าจินตภาพฟ้องให้มองเห็น
งามเกินเว้นตาพรับเมื่อจับจ้อง
กระโปรงผ้าสีพื้น, แพรผืนทอง-
คล้ายเหลื่อมสองภาพซ้อน..แต่ตอนนั้น

O เช้านี้ลมพลิ้วไหว..โลมไม้ดอก
คล้ายยั่วหยอกโยกให้..พุ่มไหวสั่น
ภุมรินเร่งรุดล้อมบุษบัน
เมื่อแรกวันเริ่มช่วงด้วย..ดวงไฟ

O อ้อยอิ่งกลาง-หมอกเช้าอันขาวขุ่น
คืออกอุ่นอาวรณ์-ผู้อ่อนไหว
ริ้วลมร่ำแผ่วผ่าน-ดอกมาลย์ไกว
เช่น-อาลัยถวิลอยู่..ไม่รู้วาง

O ร่อนเร่เสาะสุมาลย์อันหวานหอม
ผึ้งบินล้อมเรณู..แต่ตรู่สาง
ละม่อมรูปอิริยาและท่าทาง
ก็ล้อมขวางกักกันคอยบัญชา

O เฝ้าคอยมานับนานแต่กาลไหน
จึงหัวใจแต่ละห้อยเฝ้าคอยหา
ห้วงคำนึงทั้งผอง, ในสองตา-
จึงเหมือนว่าประทับอยู่แต่ผู้เดียว

O หรือพิมพ์ลงสัญญาแต่คราที่-
ร่วมวาทีพร่ำพร้อง..รอข้องเกี่ยว
จะกี่ภพกี่ชาติ, สวาดิเกลียว-
จงรัดเหนี่ยวผูกกันนิรันดร

O อ่อนหวานศัพท์สำเนียงความเอียงอาย
เหมือนผุดพรายออกเผยจากเคยซ่อน
เติมแต่งรูปบัญชาให้อาวรณ์-
จำเริญตอนงดงามขึ้นล่ามดึง

O อุษากาลผ่านคล้อย..สูรย์ลอยเด่น
ค่อยแฝงเร้นความนัยส่งไปถึง
หวังอีกทรวงห่วงหา..จักตราตรึง
กับหวานซึ้งอาวรณ์..ที่ย้อนคืน

O รอเถิดรูปนิรมิตโศภิตผู้-
รอบแรงชู้โอบกระหวัด..อย่าขัดขืน
นัยหนึ่งเมื่อหยัดหยั่ง..จักยั่งยืน
อย่าคิดฝืนฝ่าหักแม้สักครา

O จะยิ่งกว่าภุมรินหลงกลิ่นหอม
ภายใต้อ้อมแขนหวง..ผู้ห่วงหา-
ย่อมมีเพียงหอมหวานแห่งมารยา
รอเจ้าถาโถมลง..อย่างปลงใจ

O หมอกขุ่นขาวลับล่มกับลมร่ำ
เมื่ออกคร่ำครวญนั้น..คงสั่นไหว-
อยู่กับความปรารถนา..แรงอาลัย
ด้วยรูปพักตร์ผู้พิไล..ตรึงนัยน์ตา

O อ้อยอิ่งกลางแดดสาย..อบอายอุ่น
กับงามหนึ่งละเมียดละมุนด้วยคุณค่า
ลมโรยแผ่วพลิ้วสายปัดป่ายมา
คล้ายรอท่ารอทีผู้มีใจ

O หวังยิ่งกว่าภุมรินหลงกลิ่นหอม
คือ-หลงอ้อมแขนชู้..เกินกู้ไหว
หวังอาวรณ์เร้ารุม..เช่นขุมไฟ-
โหมเข้าใส่อกนั้น..ค่ำยันเช้า

O อย่าได้มีหมองหมาง..เป็นอย่างอื่น
ทุกตาตื่นหัวใจแต่ใฝ่เฝ้า
ถวิลหาอ้อมแขนห้อมแหนเงา
คอยโอบร่างรูปเยาว์..ค่ำเช้าเย็น

O รอคอยมานับนานแต่กาลไหน
จึงหัวใจแต่ละห้อยเฝ้าคอยเห็น
ห้วงคำนึงทั้งผอง, ล้วนผ่องเพ็ญ-
ของงามเด่นรูปพักตร์..เกินหักแล้ว


-4-
ดวงดอกฟ้า...






O คล้ายในค่ำคืนยะเยียบ..แสนเงียบเหงา
เสียงผ่านโสตรุมเร้า..นั้น-เบาแผ่ว
เป็น - คำกรองครวญขับ..สำหรับแวว-
เนตรผ่องแผ้ว..อาจชะม้ายเหลือบชายมา

O หอมหวานแห่งอาลัย..รินไหลเซาะ
....ศุภสารเสนาะเสน่หา
จำลองใจมาในอักขรา
ด้วยจินตนาปรารภนิรันดร

....แสนระทมกรมสวาทระยำยับ
ดั่งสุเมรุทุ่มทับทรวงสมร
เพราะหมายโลมโฉมอินทร์อรชร
จึงรั้งรอนหักจิตเป็นนิจกาล

....คะนึงน้องดั่งปองปทุเมศ
ในขอบเขตมุจลินท์สระสนาน
แสนลำบากยากที่พ้นทรมาน
เพราะไม่หาญที่จะหักมาชมชู

....เชยสร้อยเสาวคนธ์โกมลมาศ
เมื่อลมลาดเพราะลอบเลียบอยู่
แต่ไกลไกลก็จะลักแลดู
แมลงภู่ร่อนร้องแต่เวียนชาย....

O หวังถึงจะเชยสร้อยสุคนธา
ปรารถนามณีสรวงที่ช่วงฉาย
ใจเอยเมื่อหาญกล้าขึ้นท้าทาย
จะยอมพ่ายแพ้ได้อย่างไรกัน

O มณีเดียวช่วงอยู่ไม่รู้ลับ
เพื่อรองรับอาลัยผู้ใฝ่ฝัน-
และหนึ่งความแหนหวงใต้ดวงวัน
ร่วมโอบขวัญรูปเยาว์..ฟังเว้าวอน

O เรื่องราวจากเพรงกาลอันนานเนิ่น
ผ่าน..เชื้อเชิญพร่ำพลอด..ความออดอ้อน
รติรสละเมียดละมุนอันสุนทร
ก็แทรกตอนดื่มด่ำลงรำบาย

....ถ้าเหาะได้เหมือนเหรันตยักษ์
เห็นจะหักได้สะดวกโดยง่าย
นี่สุดเอื้อมที่จะเอื้อมอาจกลาย
ปิ้มจะวายชีพเพราะถวิลมัว

....ถ้าสุมาลย์ร่วงหล่นพ้นสวรรค์
บ้างเล่าเถิดถ้ากระนั้นจะยังชั่ว
ถึงมิน้อมก้านให้ก็ไม่กลัว
ขอแต่ยั่วแย้มหน่อยพอแนมนวล

....สิอยู่ในมุจลินท์สินธุล้อม
เชิญประนอมไมตรีทรามสงวน
ซึ่งสุหร่ายภิปรายเปรียบมาทั้งมวล
ก็ไม่ควรแต่ว่าร้อนนั้นสุดแรง....

O หวังถึงดวงดอกฟ้า..น้อมมาสู่
รับนัยชู้จากชาย..รำบายแฝง-
ความอาวรณ์ใฝ่เฝ้า..ด้วยเจ้าแพง
อย่าหน่ายแหนงคมคำ..ที่รำพัน

O ฤๅเปรียบได้กับงาม..ของยามที่-
เงื่อนไมตรีจากเจ้า..รุมเร้าขวัญ
กลางอุสุมร้อนแรงของแสงวัน
พารอบฉันทาตื่นด้วยรื่นเย็น

O คืองามที่จะงาม..ทุกยามที่-
กอปรจริต..ท่วงทีอย่างที่เห็น
ทั้งแรงชู้ใฝ่เฝ้า..รุมเร้า-เป็น-
ความเอื้อเอ็นดูซึ้ง..รัดรึงทรวง

O หวังถึงเหินเหาะฟ้า..เอื้อมคว้าเอา-
งามรูปเยาว์, ฝ่าแถนทั้งแสนสรวง
ฤๅเปรียบปานอานุภาพอันทาบทวง
ด้วยรัก, หวงแหนนับ..ข้ามกัปกัลป์

.....เชิญรักอารมณ์ภิรมย์รัก
เชิญสมัครหมายขวัญมาน้อมขวัญ
เชิญสมานการโดยกระบวนบรรพ์
วานอย่าฉันทาเคียดรังเกียจกาย

.....เชิญเยื้อนเถิดอย่าถือประยูรยศ
เชิญประชดมุ่งมาดให้เหมือนหมาย
ขอเชิญน้องพร้องเสน่ห์สวาทชาย
กว่าจะวายทำลายชีพปลดปลง.....

O คำตัดพ้อต่อว่าแต่ครานั้น
หมายผูกพันพิสวาทด้วยชาติหงส์
หากครานี้ลึกล้ำด้วยจำนง
รอ-เสริมส่งคันธารสลงจดใจ

O ด้วยแรงรักปรารมภ์บรรสมสร้าง
จะกี่ขวากหลุมพรางฤๅขวางได้
เมื่อถวิลปรารถนา..แรงอาลัย
รอพร้อมให้สืบสมร่วมกลมเกลียว

O ใจเอย...ฤๅเคยคิด-สักนิดว่า-
เมื่อคุณค่าแฝงฝาก..เริ่มกรากเชี่ยว
เหลือแต่ต้องเตรียบใจด้วยนัยเดียว
รับทุกเสี้ยวส่วนงามที่ลามมา

O เห่เอย...เห่กล่อมละม่อมรูป
ความจะลูบโลมให้..อาลัยหา
กลางสนิทหลับฝัน..พี่สัญญา-
จะโอบรูปปรารถนา..ข้ามราตรี

O เห่เอย...เห่ช้าพญาหงส์
เจ้าสูงส่งด้วยสง่าและราศี
คำถนอมกล่อมชาติ..จักวาดวี
ให้ภิรมย์ดวงฤดีอย่ามีคลาย

O รอคอยจะพบกัน..ในวันพรุ่ง
เมื่อวันฟุ้งฟายดวงขึ้นช่วงฉาย
ถนอมเถิดรูปพิไลทั้งใจกาย
รอ-สองปลายสายสวาท..เข้า-พาดพัน


หมายเหตุ....
กลอนที่มีจุดนำหน้าทั้งหมด....เป็นเพลงยาว
ของพระยาตรัง...กวีในรัชสมัยรัชกาลที่ ๒




Create Date : 22 มีนาคม 2554
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 13:01:22 น. 11 comments
Counter : 3048 Pageviews.

 
อ่า
ภาพสวยจังงงง ^__^


โดย: รสนิยม (รสนิยม ) วันที่: 23 มีนาคม 2554 เวลา:1:07:53 น.  

 
มารออ่านต่อค่ะ


โดย: medkhanun วันที่: 23 มีนาคม 2554 เวลา:7:39:20 น.  

 
มาแอบอ่านที่บล็อกนี้บ่อยๆค่ะ ...เลยขอแจ้งข่าวหน่อยนะ..พรุ่งนี้ ..เชิญชวนช่วยโลก กับโครงการ "ปิดไฟให้โลกพัก" วันที่ 26 มี.ค. นี้ ระหว่างเวลา 20.30-21.30 น.
อย่าลืมนะจ๊ะ


โดย: nuboonme วันที่: 25 มีนาคม 2554 เวลา:21:40:30 น.  

 
น่าเสียดายงานเก่าๆที่ถูกลบทิ้งไป
หากเก็บมากรองใหม่อย่างนี้จะมีงานงามอีกหลายชิ้นให้ชื่นชมกัน
ทุกบทที่บรรจงเขียนไว้เหมือนจบในแต่ละบทไม่ต่อเนื่อง
แต่เมื่อนำมาร้อยเรียงเข้าใหม่ด้วยกันอย่างนี้จำลองช่วงชีวิตได้หนึ่งช่วงเลย งดงามมากค่ะ

การทำงานเล็กๆให้เป็นงานใหญ่สักชิ้นเป็นเรื่องยากมาก
แต่เมื่องานสำเร็จลงแล้วคงอิ่มใจจนไม่อยากได้อะไรอีก
มีความเห็นว่าภาพบนสุดเหมาะกับบทเขียนและเพลงมากกว่า
ต้องการแยกภพชาติและกาลเวลาให้ชัดเจนใช่ไหมคะ


โดย: Peakroong วันที่: 26 มีนาคม 2554 เวลา:21:04:24 น.  

 
รสนิยม
สวัสดี...ภาพหาได้ตามเวปทั่วไปครับ...
แค่พิมพ์คำว่า อ.จักรพันธ์ โปษยกฤต ใน google



เม็ดขนุน...
จบแล้ว...



หนูบุญมี...
สวัสดีครับ



คุณปีกรุ้ง...
ครับ...เป็นเรื่องปกติที่งานเก่ามักมีข้อบกพร่องอยู่เสมอเมื่อเวลาผ่านไปแล้วกลับมาอ่านใหม่...การเอามาปรับปรุงจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ...

ที่จริงแล้ว...งานในนารีปราโมชแทบทั้งหมด เขียนให้กับคนในจินตนภาพที่ไม่มีตัวจริงมาตลอด...เมื่อจับมาร้อยเรียงต่อกันจึงสามารถทำให้เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกันได้โดยไม่ต้องดัดแปลงมาก...นอกจากบทส่งบทรับที่จะต้องสัมผัสสระกัน

ผมแค่เขียนต่างเวลากันและต่างบริบทของปฏิสัมพันธ์เท่านั้นเอง...แต่ก็เป็นความรู้สึกที่มีให้คนคนเดียวกันมาตลอด

ทีนี้เมื่อเขาเดินออกมาสู่โลกแห่งความจริงแล้ว...งานที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้แทบทั้งหมดก็สามารถส่งมอบความหมายให้ได้เลยโดยตรง...ไม่ต้องเขียนใหม่อีก


โดย: สดายุ... วันที่: 27 มีนาคม 2554 เวลา:11:56:53 น.  

 
คุณสดายุ
ขอบคุณที่ชี้ให้เห็นความต่างของนฤมิตกรรมกับนวัตกรรมชัดเจนยิ่งขึ้นนะคะ
เห็นด้วยกับคุณ"อาชีพ จารอักษร" ที่เคยลงความเห็นไว้ในคอลัมน์หนึ่งว่า ความสำคัญและสาระที่ทำให้งานเขียนโดดเด่นคือที่มาของงานเขียน แต่คิดว่าอีกองค์ประกอบหนึ่งของที่มาก็คือจินตนภาพนี่เองทำให้งานมีเสน่ห์

(หนุ่มสาวที่พบรักในร่มพุทธศาสนาปัจจุบันหายากนะคะ
น่าจะเรียกว่าเป็นเพรงบุญมากกว่าเพรงกรรมหรือเพรงกาล)


โดย: Peakroong วันที่: 27 มีนาคม 2554 เวลา:17:59:15 น.  

 
คุณปีกรุ้ง...

สิ่งที่ทำให้งานเขียนโดดเด่นคือ...อารมณ์ที่ลงตัวกับเนื้อหาครับ...ไม่ใช่สาระเชิงอุดมคติที่จำต้องสำแดงความรู้สึกด้านดีอะไรพรรค์นั้นออกมาให้สังคมรับรู้เชิงโวหาร(สร้าง)ภาพพจน์ของผู้เขียน...

เพราะหากคนชอบสาระเช่นนั้นก็คงไปอ่านบทความทางวิชาการกันหมดแล้ว !

บทกลอนเพื่อชีวิตทั้งหลายจึง"ตายเร็ว"ที่สุดในการสังเกตุของผม...อยู่ได้ไม่ถึง 10-20 ปี

บท"เสียเจ้า"ของคุณอังคาร...จึงเป็นที่จดจำกล่าวขานกันมานับนาน...ทั้งๆที่โดยรูปแบบวรรณศิลป์แล้วไม่ได้โดดเด่นอะไรเลย...แต่ไปโดดเด่นที่อารมณ์ที่แสดงออกผ่าน"คำใหญ่คำโต"นั่นต่างหากทำให้บทนั้นโด่งดัง...

ทั้ง"ปรโลก".."โลกันต์".."ชั่วกัลปาวสาน".."ควักทิ้งทั้งแก้วตา"..ซึ่งเด็กรุ่นใหม่ใช้คำเหล่านี้กันไม่เป็นครับ...เพราะการแสดงออกซึ่งอารมณ์รุนแรงสุดโต่งทำกันไม่เป็น..ซึ่งเรียกว่าสำแดงโวหารไม่เป็น...เพราะอ่านน้อย..รู้น้อย..จึงขาดความมั่นใจ...ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย

ทำไมผมจึงว่าบท "เสียเจ้า" ไม่งดงามในแง่วรรณศิลป์(ความไพเราะ)...เพราะการลงสัมผัสเลื่อนไปจนกระทั่งใช้คำแรกรับสัมผัสทำให้เสียจังหวะการอ่านไงครับ...รวมทั้งการใช้สรรพนามที่มีทั้ง"เจ้า" ทั้ง "สู"ปะปนกันอย่างสับสน...(ซึ่งคำว่า "สู"..ไม่น่าใช้กับผู้หญิงที่ตัวเองรัก)


เสียเจ้า

๑. เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง....มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า
มิหวังกระทั่งฟากฟ้า........ซบหน้าติดดินกินทราย ๚

๒. จะเจ็บจำไปถึงปรโลก...ฤารอยโศกรู้ร้างจางหาย
จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย......อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ ๚

๓. ถ้าเจ้าอุบัติบนสวรรค์....ข้าขอลงโลกันตร์หม่นไหม้
สูเป็นไฟเราเป็นไม้..........ให้ทำลายสิ้นถึงวิญญาณ ๚

๔. แม้แต่ธุลีมิอาลัย........ลืมเจ้าไซร้ชั่วกัลปาวสาน
ถ้าชาติไหนเกิดไปพบพาน..จะทรมานควักทิ้งทั้งแก้วตา ๚

๕. ตายไปอยู่ใต้รอยเท้า...ให้เจ้าเหยียบเล่นเหมือนเส้นหญ้า
เพื่อจดจำพิษช้ำนานา......ไปชั่วฟ้าชั่วดินสิ้นเอย ๚

อังคาร กัลยาณพงศ์



โดย: สดายุ... วันที่: 28 มีนาคม 2554 เวลา:14:29:22 น.  

 
คุณสดายุ
คำใหญ่คำโตทำให้สัมผัสอารมณ์รุนแรงสุดโต่งจริงค่ะ
แต่ถ้าถามถึงบทกวีร่วมสมัยที่มาพร้อมๆกัน ในมุมมองของคนอ่าน
คงบอกว่าประทับใจในบทกวีของคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์มากกว่า

ส่วนมุมมองของคนเขียนแล้วคงเหมือนที่คุณสดายุเคยเขียนไว้ในนี้
คนอ่านส่วนหนึ่งไม่แยกแยะงานเขียนกับชีวิตจริง ทำให้เหมือนขาดความมั่นใจจริงด้วยค่ะ น่าเสียดาย..

พอใจกับการอ่านและจินตนาการตามคนเขียนค่ะ
ถูกบ้างไม่ถูกบ้างก็พอใจเรา ใช่ไหมคะ

"วักทะเล เทใส่จาน รับประทานกับข้าวขาว"..เด็กรุ่นใหม่คงงง


โดย: Peakroong วันที่: 28 มีนาคม 2554 เวลา:17:25:44 น.  

 
คุณปีกรุ้ง...

ผมมีความเห็นว่า"คนเขียน"ที่"ไม่จริงใจกับตัวเอง"เหล่านั้นกำลังหลอกลวงคนอ่านเลยทำให้งานนั้นๆขาดความน่าสนใจ...

ไม่จริงใจกับตัวเองอย่างไร ?

ก็คือการเขียนสิ่งที่"ไม่รับใช้จิตวิญญาณตนเอง"...แต่พยายามเขียนในสิ่งที่"รับใช้สังคมหรืออุดมคติด้านดี" ซึ่งไม่ได้มีอยู่ในตนอย่างแท้จริง...ซึ่งเป็นกันมาก...ที่ผมชอบเรียกว่าพวก "โวหารภาพพจน์"....

เมื่อตัวตนของตนเองไม่ได้รู้สึกลึกซึ้งอะไรกับสิ่งที่เขียน..แต่พยายามเขียน.."ตามกระแส"..หรือ.."ตามแห่" เห็นเขาเขียนกันก็อยากเขียนบ้าง....งานที่ออกมามันก็ฝืนความรู้สึกคนอ่าน...

เหมือนคนที่เขียนบทกลอนเห็นอกเห็นใจชาวนา กรรมกร...แต่ไม่เคยรับรู้ว่าชีวิตเขาเหล่านั้นเป็นอยู่อย่างไรอย่างแท้จริง...แค่เห็นในข่าวทีวี หรือ หนังสือพิมพ์ แล้วจะมานั่งหลับตาเขียนบทกลอนสะท้อนสังคมอย่างไรได้....

กลอนการต่อสู้ทางชนชั้นแบบที่ จิตร ภูมิศักดิ์ หรือ นายผีเขียน นั้นเมื่อมองดูที่ตัวตนคนเขียนแล้ว..ก็เห็นถึงการจับอาวุธต่อสู้อำนาจรัฐจนตัวตายในป่าทั้งคู่..."ไม่เคยออกมามอบตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยใส่สูทนั่งในสภาผู้แทนหน้าสลอนแต่อย่างใด"...

คนทั้งคู่จึงพูดได้ว่ามีจิตวิญญาณที่ซื่อตรงต่อบทกลอนที่เขียนเหล่านั้นอย่างแท้จริง....ไม่ใช่ฝืนเขียนแบบเด็กรุ่นกระเตาะเริ่มดัดจริตทั้งหลายที่ไม่เคยรู้จักความยากลำบากใดๆ...แล้วมาทำท่าขนลุกขนพองอยากล้มล้างอำนาจรัฐขึ้นมาเพียงไปฟังเขากล่อมหูมาจากเวทีราชประสงค์พวกนั้น....55

คุณเนาวรัตน์ ก็เป็นคนหนึ่งที่ผมชอบอ่านงานมาตั้งแต่เขียนช่วงรุ่นหนุ่มจาก.."คำหยาด" นั่นแล้ว เพียงแต่หลังๆผมเห็นพัฒนาการทาง"ง่ายๆมากขึ้นในการใช้คำและในแง่การลดสัมผัสลง" ที่เขียนให้เครือผู้จัดการ ก็ไม่ค่อยประทับใจเท่าไรในรูปแบบปัจจุบัน...

งานของหมี่เป็ด หรือ มนตรี ศรียงค์ รวมทั้งของ วรภ วรภา เป็นรูปแบบที่ผมชอบในปัจจุบันครับ


โดย: สดายุ... วันที่: 28 มีนาคม 2554 เวลา:18:13:16 น.  

 
รูปดาราที่คุณเอามาประกอบชื่ออะไร กลอนคุณแต่งเองหรือเปล่า ยาวอย่างนี้คงใช้เวลานานนะครับ


โดย: ท่าจีน IP: 125.26.54.217 วันที่: 28 มีนาคม 2554 เวลา:21:21:38 น.  

 
รักครับ


โดย: อัมพร IP: 125.26.210.219 วันที่: 11 พฤษภาคม 2554 เวลา:0:20:03 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.