Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2558
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
1 พฤษภาคม 2558
 
All Blogs
 
O รูปนามเอย .. O








ลาวคำหอม สี่แผ่นดิน



O ลมผ่าวร้อนพลิ้วผ่านอยู่นานเนิ่น
เมื่อ-ขัดเขินแฝงเร้น .. คล้ายเต้น-ไหว
ลอบเหลือบมองทุกช่วง .. ก็หน่วงใจ-
จนแกว่งไกว .. สั่นรัวอยู่ทั่วดวง
O ลมตื่นตอนอ้อนเมฆ .. ก็เฉกเช่น-
แววตาตื่นตอบเต้น .. ไม่เว้นช่วง
ชายชำเลืองปริบปรอย เหมือนคอยทวง-
การล้ำล่วง .. กล้ำกรายด้วยสายตา
O แล้วจักษุวิญญาณ .. ก็ผ่านล่วง
ให้ภพชาติพาดช่วง .. บนท่วงท่า-
สบสัมผัสรูปนาม .. แล้วล่ามคา-
แววแฝงเร้นปริศนา .. เบื้องหน้านั้น !
O รูปนามเคยผ่านช่วง .. พลัน-ร่วงป่น-
ร่วงลงบนแววตา วุ่นว้า .. หวั่น
โลกนี้หนอ .. ยองามมาล่ามพัน
ยาก-แล้วขวัญ จะฝ่างาม .. เอาตามใจ !
O ความอ่อนโยน .. อ่อนหวานเมื่อผ่านล้อม
ก็แนบน้อมอารมณ์ .. สุด-ข่มไหว
เผยรูปนามเพียงเพื่อ .. ทอเยื่อใย-
โอบล้อมให้ถวิลอยู่ .. แต่ผู้เดียว
O ดาวจะเลื่อนเดือนจะลับ .. ไม่รับรู้
เมื่อแรงชู้ตื่นตอบ .. ทุกลอบเหลียว-
เผยแววรับปรารมภ์ รอกลมเกลียว
ร่วมโน้มเหนี่ยวคำนึง .. จดถึงกัน !
O เริ่มบทบาทแห่งโลกเข้าโยกตี
ผ่านท่วงที .. แววตา .. เบื้องหน้านั่น
ที่เหมือนทอสายสวาดิลงพาดพัน-
ผูกล่ามขวัญร้อนรุม .. แล้วกุม .. กำ !
O ตรู่เช้า .. ที่เบิกบท .. ความสดชื่น
ฤๅเท่ารื่นล้อมตระหลบ .. ให้อบร่ำ
แววในตาเหลือบชาย .. เหมือนร่ายรำ-
ถ้อยความ .. คำ .. เร่งรุดเข้ายุดยื้อ
O แวววับ .. หวาน .. ชายตอบอีกรอบแล้ว
ใด-อาจหยุดผ่องแผ้วจนแล้ว .. หรือ ?
จิตวิญญาณเปล่าเปลี่ยว .. ใต้เรียวมือ-
หลังสบสื่อ .. ยื้อยุด .. ฤๅ-ฉุดทัน ?
O ม้วนปลายสอดเป็นห่วง .. เป็นบ่วงบาศก์
เอาภพชาติล่ามรอ .. เคล้าคลอขวัญ
งามก็เหมือนสมสร้างแต่ปางบรรพ์
สบ-บัดนั้น .. ละห้อยเห็น .. ฤๅ-เว้นวาย ?
O เหมือนยูงยืนอกแอ่น .. รำแพนหาง
ให้รอบข้างรู้งามรู้ความหมาย-
ว่าขาบเขียวเรียวขน .. ที่บนกาย-
จักเฉิดฉายยอโฉม .. บรรโลมใจ
O แต่วกวนพากเพียรเฝ้าเวียนพิศ
รูป .. จริต .. อิริยา .. ฤๅฝ่าไหว ?
เมื่อเฝ้าคอยหยอกยั่ว .. ล้อหัวใจ-
มือย่อมไขว่คว้าอยู่ .. ให้รู้กัน
O หมายปองงามทรามสวาดิในชาตินี้
ด้วยหัวใจดวงที่ .. ไม่มีหวั่น !
ร้างซึ่งความอ่อนไหว .. ดั่งไฟควัน
ย่อมเพียงขวัญพาดช่วงในดวงตา
O ชื่นชมวับวาวแสงดาวลอย
ที่กระพริบพร่างพร้อยขึ้นคอยท่า-
ขณะรูปผ่องแผ้ว .. พร้อมแววตา-
เหมือนลอยรูปคอยท่าให้อาวรณ์
O จนสิ้นแรงทุกคราเมื่อตาพรับ
แววระยับวนว่าย .. ที่คล้ายอ้อน
ออดแววความอ่อนไหว เหมือนไฟฟอน-
เข้ารุมร้อนลนจิตจนติดตาย
O แต่ตาวามวาวพ้องมาต้องกัน
แต่บัดนั้น..ความคำ..ก็รำร่าย
วับวามความสดใส, หัวใจชาย-
ก็ยอมวายวอดแล้ว .. ด้วยแววตา
O เพ่งพิศความผุดผ่องที่ต้องอยู่
ย่อมรับรู้รูปรอยที่คอยหา
เสพรับความหอมหวานแห่งมารยา
ด้วยรู้ว่า .. ล้อมรัด เกินทัดทาน
O แต่เฝ้าชมรูปนาม, ที่หวามไหว-
คือหัวใจเพียบพร้อมด้วยหอม .. หวาน
แล้ว-เรื่องราวร้อยขวัญแห่งวันวาน-
ก็เอ่อซ่านรวมสาย .. ขึ้นว่าย-วน
O ความอ่อนโยน .. อ่อนหวานยังผ่านล้อม
ให้แนบน้อมดื่มด่ำ ..อยู่ซ้ำหน
เผยรูปนามโอบไล้หัวใจคน-
ที่คล้ายอลเวงอยู่ .. ไม่รู้พอ
O ลมผ่าวร้อนหยุดผ่านไปนานเนิ่น
ขณะการณ์ก้ำเกิน .. ดำเนินต่อ
ลอบเหลือบมอง-แก้มอิ่ม .. ตาพริ้มรอ-
แก้มนวลลออ .. แต้มยิ้ม .. ไว้พิม์ใจ !
O รูปเอย .. รอถนอม .. ในอ้อมกอด
ทั้งความ, คำ พร่ำพลอด .. จักออดให้-
ห้วงอารมณ์-เปี่ยมค่าแรงอาลัย
จำหลักหวงแหนไว้ .. สุมใส่ .. ทรวง
O อุ่นจะคอยโอบเอื้อ .. เนียนเนื้อนุ่ม
หอมจักรุมเร้าสู่ไม่รู้ล่วง
หวานจักหลอมรสสั่ง-ใจทั้งดวง-
ร่วมเหนี่ยวหน่วง .. ปฏิพัทธ์ เข้ารัดรึง !
O คอจะรอแขนเรียว .. เข้าเหนี่ยวโอบ
ฆานผู้โลภ-กรุ่นหอม .. จักยอม .. ถึง-
ให้ทุกความดื่มด่ำในคำนึง-
หอมเพียงหนึ่ง-หอมนี้ .. ไม่มีคลาย !




Create Date : 01 พฤษภาคม 2558
Last Update : 7 มิถุนายน 2562 13:40:17 น. 0 comments
Counter : 1766 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.