Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2557
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
6 ธันวาคม 2557
 
All Blogs
 
O กลางลมหนาว .. O







ลาวสวยรวย – คุณพระช่วย



O ถวิล .. ความอาวรณ์ออดอ้อนเจ้า
จักใฝเฝ้ารออยู่แต่ตรู่สาง
พร้อม .. หนาวรื่นโรยตัวอยู่ทั่วทาง
คือ-เรียวร่างอุ่นรอ .. แอบ-ออ..ทรวง
O ดอกไม้หอมรวยรินล้อมถิ่น .. นั้น-
แทนผูกพันอาลัย .. อันใหญ่หลวง
เสียงวิหคพร้องพร่ำ แทนคำบวง-
บอกความหวงแหนชู้ .. ให้รู้นัย
O เห็นม่านหมอกหม่นมัวอยู่ทั่วแหล่ง
ห่วง-รูปแพงทองน้อยจะพลอยไหว-
หวั่นด้วยแรงเสน่หา .. ความอาลัย-
ที่จักไหลหลั่งรุมลงสุมทรวง !
O แดดปลายฝนต้นหนาว .. ทอวาววับ
นึก-แววตาเหม่อพรับ .. ลำดับช่วง
ใครนั่นหนอ .. ยอภาพลงทาบทวง-
จนความหวงเผยแล้ว .. บนแววตา ?
O มือกบก้มกราบลงหน้าองค์พระ
ตั้งฉันทะมุ่งมาด .. ยอวาสนา-
เข้าปรุงเปรียบเทียบขวัญ .. ร่วมบัญชา-
เสน่หาอาลัย .. อย่าได้เลือน
O นิ่งนึกด้วยเอ็นดู .. ไม่รู้แล้ว
ทองพระแผ้วเหลื่อมสู่ .. ยิ่งดูเหมือน-
ย้ำจิตให้บริสุทธิ์ และดุจเตือน-
ให้วกย้อนมาเยือนอย่าเลือนลับ
O นิ่งนึกผ่านภพชาติ, แรงปรารถนา-
ก็เหมือนว่าลึกล้ำเป็นลำดับ
ต่อหน้ารูปพระแผ้ว .. ยิ่งแวววับ-
คือแววตาพริ้มพรับ .. ตอบ-รับรู้ !
O รอบองค์พระธาตุลำปางหลวง
ความบำบวง .. วอนเว้า .. กลางเช้าตรู่
มีรูปพักตร์งามเพ็ญ, ความเอ็นดู-
ก่อภาวะตั้งอยู่ .. สุดรู้คลาย
O รอบองค์พระธาตุลำปางหลวง
ใจหนึ่งดวง .. วกวนเฝ้าขวนขวาย
มีอาวรณ์อ่อนละมุน .. ไหว-วุ่นวาย-
กับความหมายในตาส่อท่าที
O ถวิลความอ่อนไหว .. ดวงใจนั้น
จักพลิ้วสั่นละห้อยหา, แววตาที่-
หวานซึ้งแฝงอาลัยรอบไมตรี
จักเผยเยื่อใยดีออกคลี่พัน
O คิดถึงถวิลอยู่แต่ตรู่สาง
จนน้ำค้างจางรอย-จึงถ้อยขวัญ-
เหมือนมอบวางความคำมอบจำนรรจ์
เป็นกรอบกั้นเจตจินต์ให้ยินยอม
O หมอกหม่นสลัวลางจืดจางแล้ว
กระซิบแผ่วพลิ้วผ่าน .. ช่างหวานหอม
ว่า-คิดถึงถวิลอยู่เกินรู้ออม
จึงต้องน้อมลงมอบให้ตอบรับ
O แดดใส .. แผ่นฟ้าคราม .. ในยามสาย
มีความหมาย .. ส่งมอบ .. รับ-ตอบกลับ
หน้าผากเนียน, แก้มอิ่ม .. ตาพริ้มพรับ
ย่อมผุดเผยพร้อมสรรพลำดับนั้น
O แดดจ้า .. แผ่นฟ้าคราม .. ครอบยามสมัย
เมื่อสองขั้วหัวใจ .. พลิ้ว .. ไหวสั่น
กลางรำเพยลมร่ำ .. มีรำพัน-
ฝากกล่อมเกล้าถนอมขวัญ .. ว่าขวัญเอย-
O –คะเนนึกคะนึงพี่ .. ย่อมมีอยู่
แต่รูปผู้เพ็ญลักษณ์ .. ที่-มักเผย-
กรรมบทแห่งจริตให้ชิดเชย
หยอกยั่วเย้ยเสน่หา เร่งอาวรณ์
O นิ่งนึกผ่านมุ่งมาดแห่งปรารถนา
ภาพแววตาตอบเต้นเกินเร้นซ่อน
มีเยื่อใยลามรุกไปทุกตอน
ผ่านแววตาออดอ้อนเกินผ่อนปรน
O แดดใส แผ่นฟ้าคราม .. คาบยามมี-
เยื่อใยดี .. อบอุ่นแทนฝุ่นฝน
แววในตาสองดวง ย่อมช่วงจน-
แรงอำพนบนสรวง .. ต้องล่วงลับ !




Create Date : 06 ธันวาคม 2557
Last Update : 15 พฤษภาคม 2562 9:23:48 น. 0 comments
Counter : 1663 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.