Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2557
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
27 สิงหาคม 2557
 
All Blogs
 
O สู่กลางใจเธอ .. O








เพลง .. สู่กลางใจเธอ



O เหมือน-นัยน์ตาตื่นดำมีคำถาม-
ต่อโลก-ยามคลุมพอกด้วยหมอกขาว
น้ำค้างต้องแสงจับ..เห็นวับวาว
ลมเหน็บหนาวก็โลมทั่วทุกตัวตน
O ฟ้าเปิดให้แสงสางเริ่มวางรอย
เมื่อน้ำค้างหยาดย้อยแล้วผล็อยหล่น
กลางแววตาสงสัยที่ไหววน
คล้ายสับสนวัยเยาว์-คล้ายเข้าใจ
O แผ่วพลิ้วสายลมร่ำเสียงคร่ำครวญ-
ฝ่าม่านหมอกอบอวลทั้งมวลให้-
ค่อยค่อยเจือจางขุ่น-ด้วยอุ่นไอ-
ของแสงวันลูบไล้จนไร้รอย
O ปลายหนาว-จวนสิ้นหนาว, หมอกขาวขุ่น-
ต้องแสงอุ่นอบสู่จึงรู้ถอย
แสงแรกพร่างพราวกระพริบ, ตาปริบปรอย-
คงเหลือบคอยรับรู้ฤดูกาล
O มือรูปเรียวเกาะแน่น, อีกแขนหนึ่ง-
ค่อยจับจูงเหนี่ยวดึง, ความซึ้งหวาน-
ก็เผยออกแอบ-ออกลีบช่อมาลย์
เมื่อลมผ่านพลิ้วหอมเข้าล้อมทรวง
O ก้าวผ่านพื้นลาดเท, ลมเพพัด
ไม้ระบัดรูปเต้นอยู่เป็นช่วง
แววอ่อนโยนเหลือบชม้อยก็คอยทวง-
รอบความห่วงใยล้น-อีกคนนั้น
O มือเรียววางบนแขนเกาะแน่นอยู่
เหลือบตาดูครั้งไหน, ที่ไหวสั่น-
คือหัวใจเร้นแฝง-ลอบแบ่งปัน-
ความผูกพันทุกช่วงของดวงใจ
O ละก้าวย่างเหยียดช่วง-พาล่วงสู่-
ความรับรู้เร้นซ่อนแสนอ่อนไหว
หลังหมอกหม่นลับล่วง, ความห่วงใย-
คล้ายขับไขออกแล้วทั่วแววตา
O ผ่านยาม-การเกาะเกี่ยวยิ่งเหนียวแน่น
มั่นคงปานเปรียบแทนด้วยแผ่นผา
สิ้นมัวหมอกหม่นครึ้ม, เมฆทึมทา-
ทาบแผ่นฟ้าพยับฝนก็หม่นรอ
O ย่ำเหยียบแต่ละเที่ยวเปล่าเปลี่ยวทั่ว
ลมโยนตัวทิ่มแทง-ไม้แกว่งช่อ
หากมือเรียวเกาะแขนยังแน่นพอ-
ข่มทดท้อ-ขับทะนงขึ้นตรงนั้น !
O ไม่นานนัก-เม็ดฝนก็หล่นร่วง-
ดาวสองดวงข้างกายก็พรายสั่น
ความเด็ดเดี่ยวในดวงกลับช่วงพลัน-
ที่ฝั่งฝันเชื่อมถึงเป็นหนึ่งเดียว
O ฝนต้องพื้น, ลมโรยเสียงโหยหอบ
คน-เมินเมียงสบตอบทั้งลอบเหลียว
ท่อนแขนที่ยุดยื้อด้วยมือเรียว-
กลับล่มความเปล่าเปลี่ยว-สิ้นเดี๋ยวนั้น
O จากหมอกสู่ฝนแล้วจนแดด
ดาวยังแวดล้อมอยู่ไม่รู้หวั่น
แล้วกลีบกรองหอมไหนกลางไพรวัลย์
จะเช่นขวัญที่หอมอยู่พร้อมแล้ว ?
O จากหมอกสู่ฝนแล้วจนแดด
ร้อนเคยแผดเคยเผากลับเบาแผ่ว
ความเชื่อมั่นคลับคล้ายจะฉายแวว
ความแน่แน่วมั่นหมาย-ก็ฉายทอ
O จากเหน็บหนาว, เปียกชื้นใต้ผืนฟ้า
จนแดดจ้าแอบอิงโลมกิ่งช่อ
พร้อมเรณูโกสุมฉ่ำชุ่มรอ-
การแอบออเสพหวาน..จึง-ผ่านรู้ !
O ด้วยมือเอื้อมจับจูงผ่านสูงต่ำ
พาเท้าย่ำเหยียบทางเพื่อย่างสู่-
จุดปลาย, ก้อยกอดเกี่ยวเมื่อเหลียวดู-
ยังเกี่ยวอยู่คู่ข้างไม่ห่างเลย..
O เคยมองแล้วขัดเขิน-ต้องเมินหลบ
แล้วเวียนสบเวียนชม้อยจนค่อยเผย-
ความอ่อนหวานในจริตให้ชิดเชย
หอมก็เย้ยหยามยั่วทั้งหัวใจ
O เหมือนว่า..ตาตื่นดำมีคำตอบ
แฝงการลอบเหลือบสะท้อน-ความอ่อนไหว
ย่านเถาวัลย์เบื้องหน้า, แววตาใคร-
ดั่งต้องลม, เลศนัย..แล้วไกวตัว
O จะเหลือหรือ-หมอกขุ่น, ทั้งฝุ่นฝน
เมื่อตาคนชายชม้อยแต่คอยยั่ว
มือเกาะแขนแน่น, พลัน-ที่สั่นรัว-
กลับเป็นหัวใจคน..เต้น-อลเวง !





Create Date : 27 สิงหาคม 2557
Last Update : 4 มกราคม 2563 18:58:59 น. 8 comments
Counter : 1473 Pageviews.

 
สดายุ..

"O ย่ำเหยียบแต่ละเที่ยวเปล่าเปลี่ยวทั่ว
ลมโยนตัวทิ่มแทง-ไม้แกว่งช่อ
หากมือเรียวเกาะแขนยังแน่นพอ-
ข่มทดท้อ-ขับทะนงขึ้นตรงนั้น !"

กลอนบทนี้ ยังกะอ่าน หนังสือ กำลังภายใน...แน่ะ

"หากมือเรียวเกาะแขนยังแน่นพอ-
ข่มทดท้อ-ขับทะนงขึ้นตรงนั้น !"
ถ่าย พลังลมปราณ ผ่าน"มือเรียว" 555


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 27 สิงหาคม 2557 เวลา:14:03:54 น.  

 
มินตรา ..

คนสองคน หากมีใจตรงกัน .. โลกตรงหน้าก็เป็นเพียงเส้นทางให้คนทั้งสองจูงกันเหยียบย่ำ !

การแสดงออกโดยปกติมักเกิดในหญิง ที่ทำอะไร พูดอะไร ก็น่ารักน่าเอ็นดูไปซะทั้งนั้น .. และชายมักคล้อยตาม

อันนี้พูดตามธรรมเนียมฝรั่ง ที่ไม่สร้างอารมณ์เก็บกดในหญิงอย่างทางเอเชีย ..

ที่จริงผู้ชายเป็นเพศที่ดูง่ายนะมินตราในเรื่องความรัก .. แต่หากดูยากในคนไหน นั่นมักจะเป็นปัญหา

มือเรียวที่ทั้งเล็กทั้งนิ่ม นี้มีอิทธิพลฉกาจฉกรรจ์ ..
ลองได้เอื้อมไปเกาะแขนชายคนไหน .. ชายคนนั้นย่อมมีความภาคภูมิใจในตนได้เต็มที่ ..

มือมินตรา เอื้อมไปเกาะแขนหนุ่มเยอรมันบ้างหรือยัง ?
หรือต้อง "ถามแม่ก่อน" ?

555


โดย: สดายุ... วันที่: 27 สิงหาคม 2557 เวลา:19:56:28 น.  

 
สดายุ..

" คนสองคน หากมีใจตรงกัน .. โลกตรงหน้าก็เป็นเพียงเส้นทางให้คนทั้งสองจูงกันเหยียบย่ำ ! "

Neil Alden Armstrong (1930 - 2012)นักอวกาศอเมริกัน ลูกชายสตรีชาวเยอรมัน Viola Engel
จะพูดว่า...
"That’s one small step for a man, one giant leap for mankind"
นี่เป็นเพียงหนึ่งก้าวเล็กเล็ก ของ ชายคนหนึ่ง แต่เป็นหนึ่งก้าวกระโดดอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

หนังสือบู๊ลิ้ม จะใช้คำว่า "ผนึกพลัง"

ไม่ต้องถามแม่ค่ะ เพราะ ติดตรา "จองแล้ว"....
เหมือน ดายุ ไง...




โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 27 สิงหาคม 2557 เวลา:21:24:39 น.  

 
มินตรา ..

ต้องขอแสดงความยินดี 55


โดย: สดายุ... วันที่: 28 สิงหาคม 2557 เวลา:5:23:03 น.  

 
.
.
.
Mankind .. คงหมายถึงมนุษยชาติ เป็นภาพรวมที่ค่อนข้างใหญ่

มินตราโชคดีที่มีโอกาสอยู่ในสังคมอารยะที่หลุดพ้นไปจากการโฆษณาชวนเชื่อแบบไร้สาระ ไร้เหตุผล อย่างที่ผมเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ..

มีแต่จิตวิญญาณที่ไม่ถูกปิดกั้น ครอบงำ มาแต่เด็กเท่านั้นจึงจะสามารถ “ตื่นรู้” ขึ้นมาได้เองจากการขบคิดเชิงตรรกะผ่านประสบการณ์วันแล้ววันเล่า

ในขณะที่มนุษยชาติจำนวนมากไม่มีโอกาสดีเหมือนมินตรา ..
การมีคู่ครองในดินแดนอารยันขาวที่อารยะแล้ว มีคติของความซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่พูดปดมดเท็จต่อกันในสังคมแวดล้อมประจำวัน .. จิตใจคนก็จะไม่เหวี่ยงมากแบบอารมณ์สองขั้ว

ความมั่นคงในจิตใจคนสองคน เป็นที่มาของความมั่นคงในชีวิตคู่
ความมั่นคงในชีวิตคู่ย่อมทำให้ชีวิตครอบครัวมั่นคง
ความมั่นคงในชีวิตครอบครัวย่อมทำให้สังคมสุข สงบ
สังคมสุขสงบ ย่อมทำให้ชาตินั้นๆมีความมั่นคงและอารยะ


โดย: สดายุ... วันที่: 28 สิงหาคม 2557 เวลา:11:20:06 น.  

 
สดายุ...

ทำไมต้องแสดงความยินดีด้วยล่ะ ..
ในเมื่อตราที่ติดนั้นน่ะ ....ติดเอง..
ไว้ให้"ชายเดียว" คนเดียว..
ชายไทย ที่ยังไม่รู้ ชะตานี้ ของตนเอง... 555

มิทราบว่าหากรู้แล้วจะผวาแค่ไหน..!


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 28 สิงหาคม 2557 เวลา:11:24:30 น.  

 
ดายุ...

"ความมั่นคงในจิตใจคนสองคน เป็นที่มาของความมั่นคงในชีวิตคู่
ความมั่นคงในชีวิตคู่ย่อมทำให้ชีวิตครอบครัวมั่นคง
ความมั่นคงในชีวิตครอบครัวย่อมทำให้สังคมสุข สงบ
สังคมสุขสงบ ย่อมทำให้ชาตินั้นๆมีความมั่นคงและอารยะ"

ที่ดายุกล่าวมา คือ สิ่งที่ นักปรัชญาชาวกรีก Democritus ( c. 460 – c. 370 BC)
ลูกศิษย์ของ Leucippus( 5th century BCE)
ต้นความคิดทฤษฎี อะตอม( an atomic theory of the universe)
ซึ่งไอชไตน์นำมาต่อยอดเป็น theory of relativity
ได้กล่าวไว้ ..
ในทฤษฎีอะตอมว่าสิ่งต่างต่างที่เกิดขึ้น... เกิดขึ้นจาก" เหตุ".และ เป็น "ผลที่ตามมา"
(cause & effect ) เป็นเรื่องของ Causality

ในทางศาสนาพุทธ (นี่ดายุ ถนัดกว่ามินตรานะ) คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้...
ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องของ Causality ตรงกัน
(โปรดสังเกตุว่า Democritusได้เดินทางไปอินเดียในสมัยนั้น)

ผู้รู้ นักวิชาการในสาขาต่างต่าง ผู้ยึด ความเป็นจริง(reality)ตามวิถีทางวิทยาศาสตร์
จึง หันมาสนใจปรัชญาทางศาสนาพุทธ มากขึ้น...


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 28 สิงหาคม 2557 เวลา:15:04:20 น.  

 
มินตรา ..

ไทยพุทธ 80% ยังไม่เคยได้ยินหลักธรรมปฏิจจสมุปบาทเลยในชีวิต .. ที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ในคือนวิสาขะ !

สังคมไทยจึงจมอยู่กับมโนภาพของตนเองอย่างมืดบอดของแต่ละคนไปวันๆ ..

ศาสนากิจทั้งปวงก็อยู่ในแนวประเพณีสืบทอดที่ไร้สาระ และเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น

critical thinking เป็นแนวคิดตามหลักกาลามสูตร แต่หากตั้งมั่นในจิตใจประชาชน จะมีผลให้อำนาจของผู้ปกครองสั่นคลอนได้

เพราะพอคนมีเหตุผลแล้ว .. ความเชื่อ ศรัทธาแบบหน้ามืดจะสิ้นสุดลง ..

และนั่นจะ อันตราย

55


โดย: สดายุ... วันที่: 29 สิงหาคม 2557 เวลา:6:32:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O งามละมุน .. กับกรุ่นข้าวหอม .. O





O ดั่งยูงที่สูงส่งด้วยวงศา
ล้อมแววตาเพื่อจรด .. ความสดใส
เบิกรุ่งสางหม่นดำ ด้วยอำไพ-
แห่งดวงไฟเลื่อนชั้น .. ขึ้นบัญชา
O พอแว่วเสียงสาธุ .. บรรลุโสต
ความปราโมทย์หัวใจผู้ใฝ่หา-
ก็ซ่านความผ่องแผ้วสู่แววตา
เมื่อรูปหน้ารูปจริต .. เผย-ติดตรึง
O เกิดแต่เมื่อกรประนม .. หน้าก้มน้อม
ผมหล่นล้อมวงหน้า, แววตาหนึ่ง-
ก็คล้ายถูกกรเรียวนั้นเหนี่ยวดึง
แววหวานซึ้งมั่นหมาย .. ก็ฉายทอ
O โอ ราศีรูปงาม .. แห่งยามเช้า
คอยรุมเร้าใจอยู่, ท่านผู้ขอ-
ย่อมอุ้มบาตรเอ่ยธรรม .. ลงย้ำ .. ยอ-
ยกอารมณ์ทดท้อ .. พ้นทรมาน
O สบรูป .. รูปละม่อมก็ล้อมสิ้น-
แต่ผัน-ผินรูปพักตร์ .. เข้าหักหาญ
จิตวิญญาณตื่นรู้ .. จึงรู้พาน-
ความอ่อนหวานอ่อนโยน .. ที่โชน-แวว
O พาโลกในแวดล้อม .. งามพร้อมอยู่
พร้อมแรงชู้อาลัยเริ่มไหว .. แว่ว
อาวรณ์เคยซ่อนเร้น .. ก็เห็นแนว-
ความผ่องแผ้วตอบเต้น .. ไม่เว้นวาง
O โอ อำนาจเนตรพรับ .. ราวจับจูง-
สบรูปยูงอกแอ่นรำแพนหาง
เหลื่อมลายขนสีสัน .. ขึ้นกั้นกลาง
หยัดรอยขวางเพรียกถวิล ..ให้ดิ้นรน
O งามวงสีเลื่อมลาย .. ก็คล้ายว่า
เผยคุณค่าออกแล้วผ่านแววขน
พร้อมอ่อนหวานอ่อนไหวของใจคน-
เริ่มเผยตน .. ออกแล้วที่แววตา
O วาบวับ-นั้น .. แววตา .. แม้-ตาหลับ-
แววระยับ .. ก็ยังคง .. อยู่ตรงหน้า
ราวอยู่ล้อมห้อมขวัญคอยบัญชา-
ให้ตอบรับคุณค่า .. ด้วยอาวรณ์
O วาบวับแววขนยูง .. อันสูงค่า-
ก่อรูปพา .. งดงามติดตาม-อ้อน
จนงามนั้นลามรุกไปทุกตอน
สะทกสะท้อนสั่นทั่วทั้งหัวใจ
O จึงโลกในแวดล้อม .. ราวน้อมรับ-
แววพริ้มพรับออดอ้อน .. ผู้อ่อนไหว
ความผูกพันอุ่นเอื้อแห่งเยื่อใย-
ก็รัดรึงเอาไว้ .. อยู่ในวัน
O งามเงื่อนหางยูงฟ้าในป่าแดด
ผ่านลงแวดล้อมช่วง .. ทาบทวง-ขวัญ
งามรูปลักษณ์ชาติภพ .. ก็ครบครัน-
แทรกลงฝันฝากรอย .. ให้คอยรอ
O เช้านั้น .. คำข้าว .. เนตรวาววาม
กอปร-คำ .. ความ .. ผ่านหูจากผู้ขอ
พร้อมอีกการรุมเร้าพะเน้าพะนอ
ของรูปลักษณ์งามลออ .. อยู่ต่อตา
O เช้านั้น .. คำข้าว .. อกผ่าวร้อน-
กับอาวรณ์รูปองค์ .. ที่ตรงหน้า
สบ-สัมผัส .. ฉับพลันก็บัญชา-
เสน่หาให้อุบัติขึ้นรัดรึง
O เช้านี้ .. แรงอาลัยผู้ใฝ่หา
คอยบัญชาดวงจิต .. แต่คิดถึง-
รูปแพงน้อยอบร่ำในคำนึง
เจ้าเอย .. พึงรับรู้นัยชู้ .. ชาย
O ส่งมาเถิด .. อบอุ่นและคุณค่า
ผ่านแววตาอ่อนโยน .. ออกโชนฉาย-
แววอ่อนหวานดื่มด่ำ .. พึง-รำบาย-
ออกเปื้อนป่ายล้อมโลก .. แล้วโยกคลอน
O มอบมาเถิด .. เสน่หาความอาลัย
สุมลงให้ใจชาย .. สุดถ่ายถอน-
ทั้งจากรูป, คุณค่าความอาวรณ์
ตราบม้วยมรณ์ชีพลงเป็นผงคลี
O รูปยูงเอย .. ขาบเขียวทุกเรียวขน
เปล่งปลาบบนคุณค่า .. แห่งราศี
เพรียกละห้อยแหนหวงเป็นท่วงที-
อาวรณ์ที่ - ตราบวาย .. ยากคลายลง !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.