Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
21 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 
O เสน่หา .. O






เสน่หา


O นั่น .. นกฟ้าบินคว้างร่อนกลางหาว
เมื่อเดือนดาวลอยดวงขึ้นช่วงฉาย
พร่ำพร้องเสียง .. เล่นแสง .. ไม่แฝงกาย
ร่อนโล้สายลมร่ำ .. ให้นำทาง
O อาจรู้ฤๅ .. ที่มาแหล่งอาศัย
ทั้งรูปไพจิตรล้นแห่งขนหาง
หวัง .. สักวันปลายปีกเมื่อฉีกกาง-
อาจลิ่วคว้างคว้างร่อน .. เกลือกขอนดิน
O แหละเมื่อนั้น .. รมยาแห่งหล้าต่ำ-
จักร่วมพร่ำพร้องช่วง .. แสงดวงศศิน-
ให้ทอทาบเงาวิหค .. ยามผกบิน
เพรียกปีติธรณิน ตราบ .. สิ้นวัน
O แต่เริ่มเดือนลอยดวงบนสรวงสูง
ก็เพรียกฝูงโบกบิน .. ผ่านถิ่นฝัน
อย่างแช่มช้าปีกโฉบ .. เข้าโอบจันทร์
พร้อมโอบขวัญอ่อนละมุน .. ให้อุ่นพร้อม !
O เพื่อ-ตฤปรสน้ำค้าง .. กินต่างข้าว
ทั้งเหนี่ยวน้าวกลีบมาลย์ .. รสหวานหอม
กอปรรูปรอยงามล้ำให้ด่ำดอม
เอาห่มห้อมโอบเอื้อเป็นเนื้อเดียว
O จากที่ยืนอยู่นี่ .. ถึงที่นั่น
ห่างไกลกันเกินกว่าสายตาเหลียว
กลับเหมือนได้เกี่ยวร้อยด้วยก้อยเรียว-
พาโน้มเหนี่ยวหวานหอมที่ล้อมลน
O ขณะคิด .. ถวิลถึงเพียงหนึ่งช่วง
จิตก็ห่วงถึงกันนับพันหน
ขณะชั่วลมไหว .. หัวใจคน-
ก็ดิ้นรนถวิลเห็นไม่เว้นวาย
O ภาพแฝงในน้ำค้าง .. เหมือนร่างเงา-
อันรุมเร้าใจอยู่ไม่รู้หาย
ละม่อมพักตร์เปล่งปลั่ง .. กระทั่งกาย-
ราวจะพลอยรำร่ายกลางสายตา
O จากที่เฝ้าคิดถึง .. ใครหนึ่งนั้น-
โกสุมพรรณโรยหอมเข้าล้อมหา
ปีกนกฟ้าโบกไหวอยู่ไปมา
แต่เหมือนว่าใจคนยังวนวก
O ริ้วลมร่ำโลมลูบ .. จบจูบมาลย์
ฤๅเท่าความหอมหวาน .. ซึ้ง .. ซ่านอก
ความออดอ้อนถ้อยกระซิบก็หยิบยก-
เอาล้อมปกป้องเหงา .. อีกเพลาแล้ว
O ปีกนกกลางลมเอื่อย .. ที่เฉื่อยโชย
ก็พลิ้วรูปโบกโบยอย่างโผยแผ่ว
นึก-เนตรคมปลั่งปลาบ .. ไหววาบแวว
สบ-ย่อมแผ้วผ่องล่วงทั้งดวงมน
O ปีกนกล้อลมร่ำ, ถ้อยรำพัน-
ก็ล้อฝันปรารถนาอีกคราหน
ปีกเบาบางล่องฝ่า .. ฟากฟ้าบน
เมื่อใจหนึ่งดิ้นรนอยู่บนยาม
O ปีกบางร่อนเรื่อยไปที่ในฟ้า
เมื่อแววตาสื่อทราบ .. รอยวาบหวาม
คำนึงผู้อ่อนไหว .. ก็ไหลลาม
ล่วงเขตดาววับวาม .. อย่างย่ามใจ
O ปีกเบาบางกางโบก .. เย้ยโลกต่ำ
เมื่อความคร่ำครวญตอนที่อ่อนไหว-
เริ่มเย้ยยั่วโลกธรรม .. อยู่ร่ำไป
อย่างร่ำไร .. ออดอ้อนเกินผ่อนลง
O มีขอบคุ้งโค้งฟ้า .. ค้ำคาขวาง
เป็นอยู่พร้อมช่วงห่างด้วยร่างหงส์
ทั้งห้วงเหวลึกล้ำแห่งจำนง
เป็นเขตคงคาอยู่ให้รู้ควร
O ปีกบางยังโบกบ่ม .. ยั่วลม-ยอ
เมื่ออาวรณ์ยั่วล้อ .. ร่ำรอหวน
ปีกนกโบก .. โลกภพก็อบอวล
ร่วมคร่ำครวญ .. วาระ .. จังหวะเดียว
O ปีกเบาบางกางโบก .. ลับโลกแล้ว
เมื่อขลุ่ยแว่วทำนองให้มองเหลียว
หมายว่ารูปงามแสน .. ทอดแขนเรียว-
ร่วมก้อยเกี่ยวร่วมย่าง .. เส้นทางจร
O ขณะคิดถวิลเห็นอยู่เช่นนั้น
ก็ผูกพันแน่นอยู่ .. เกินรู้ถอน
ขณะลมเฉื่อยโชย .. ขลุ่ยโหย .. วอน
รอบอาวรณ์ก็เห่โหมอยู่โครมครืน
O ขณะคิด .. ถวิลอยู่, ความรู้สึก-
จำหลักลึกเกินกว่าจะกล้าฝืน
ขณะนั้นคำอ้อนราวย้อนกลืน-
กลบทุกแรงขัดขืน .. ใต้ผืนทรวง
O สัมผัสความรื่นรมย์แห่งลมร่าย
เมื่อจันทร์ฉายรอบพิมล .. จากบนสรวง
หมาย-ใครอ่านถ้อยคำ .. พี่บำบวง-
แล้วสุดหน่วงเหนี่ยวใจ .. อาลัยรัก !





Create Date : 21 ธันวาคม 2555
Last Update : 27 มีนาคม 2562 18:02:25 น. 12 comments
Counter : 2023 Pageviews.

 
.



ทวนไฟฉันท์ ๓๙

O พากย์นี้กรองเฉพาะหมายสยายบทะคะนึง
กระจ่างเพราะจินต์ถวิละถึง - - - ระรึงพร้อม
หวังประดิษฐะความและตามประนอม
แนบฝังประนังน้อม - - - นิทรา

O ให้รับรู้ภวะซึ่งคะนึงสหะสถา-
นภาพกะรอพะนอสภา- - - - วะอารมณ์
เพื่อภวังคะผ่านผสานผสม
ข้องเกี่ยวและเกลียวกลม - - - ประการ

O สำนึกเถิดบทะนั้นจะสรรคะพิสดาร
ประดุจะล่วงณห้วงสถาน - - - พิมานทอง
จังหวะแห่งถวิลฤสิ้นคระลอง
เมื่อนัยพิสัยนอง - - - ประนัง

O แม้นดวงเดียวรพิแผงแสดงพละประดัง
วิโรจนาประภานภัง- - - - คะปลั่งแดง
ช่วงระหว่างเพราะวาระกาละแปลง
ปรับเห็นและเร้นแสง - - - กะโสม

O ดั่งโรจน์แรงสุริยันถวัลยะโพยม
กระอุกกระไอสมัยะโหม - - - ตระโบมหา
ดั่งประจบประจันบุหลันนภา
โลมคลื่นระรื่นถา - - - ผทม

O ตาวันบอกระยะต่างระหว่างภวะปฐม
วิตกะวัตรและทัศน์นิยม - - - ภิรมย์ยล
บอกจะเพียงจะเพื่อจะเอื้อพิมล
รอยห่างระหว่างหน - - - ฤ เห็น

O ห่างเพียงรูปเฉพาะหมายเพราะปลายพิสัยะเร้น
กมละสรรค์อนันตะเป็น - - - จะเช่นปอง
คาบระหว่างประสิทธิ์วิจิตรสนอง
หวังเพียงจะเคียงตรอง - - - ตริตาม

O คาบคำนึงผิวะตรงประสงค์รหัสะความ
ผจงสมัยพิสัยะขาม - - - จะข้ามไข
ร้อยละเมียดละมุนกรุณะใคร
ผ่านวอนเลาะอ่อนไหว - - - ระแวง

O คืนแลวันจะสมานเพราะผ่านรุจะแสดง
ขจัดประภาสพิลาสะแรง - - - ละแหล่งลง
ทัศนาเสมือนตะวันและจันทระทรง
ชั่วกัลป์อนันต์คง - - - ประคอง

O เกรงไร้สิ้นภวะนั้นจะปันบทะสนอง
ประสาทะฤทธิ์ประสิทธิรอง - - - ละอองรมย์
อาจจะหมายวิวัฒน์อุบัติสม
เฝ้าคิดขจิตจม - - - ณ ใจ

O คือ .. น้ำค้างระดะหยาดพิลาสชุติพิไล
สลับสล้าง ณ กลางไผท - - - ไสววาม-
นั้นจะผ่องและผายผกายพิราม
ยอแสงแจรงยาม - - - ณ ยล

O คือ .. น้ำใจระดะหลั่งประดังอุระระคน
ละหยดผิว์สาปะนาบกมล - - - พิมลเหลือ
นั้นก็ผ่องและผายผกายอะเคื้อ
ยอแสงแจรงเชื้อ - - - เผชิญ

O คือ .. สัมพันธ์ขณะแรกก็แทรกบทะประเมิน
สุพจนีวิถีเผอิญ - - - ก็เพลินพร้อง
งามก็พลันสถาปนาคระลอง
ฉาบอุ่นละมุนจอง - - - ณ ใจ

O คือ .. งดงามถิระพร้อมประนอมรหัสะนัย
อุบัติซึ้งคะนึงสมัย - - - กะใครนั้น
หมายละล่องถวิลคละจินตะบรร-
โลมทรวงและหน่วงขวัญ - - - ะตรู

วสันตดิลกฉันท์ ๑๔
O ขวัญเอย .. จะเย้ยจะเยาะจะหยัน
เถอะนะ .. ขวัญก็ลองดู
แรงหวานจะซ่านกมละรู้
นยะชู้จะเชื้อเชิญ

O จงต้านและทานกะพิสมัย
ผิวะใกล้จะก้ำเกิน
ป้องไว้นะใจผิวะเผอิญ
จะสะเทิ้นสะท้านไหว

O พากย์นี้พิถีทะลุทะลวง
เฉพาะทรวงและดวงใจ
หมายตรึงระรึงรติพิสัย
ระบุให้ละห้อยหา

O คำถ้อยจะปล่อยนยะประสิท-
ธิประชิดและบัญชา
จักเริ่มกระเหิมพละสถา-
ปนะภาวะอาวรณ์

O หมายพากย์สัมผัสะต้องตระกองจิตะสมร
ประสงคะวางระหว่างนิวรณ์ - - - ฉะอ้อนนั้น
หวังจะพิมพ์เพราะศัพทะขับประพันธ์
กล่อมเกลี้ยงประเดียงขวัญ - - - นะเอย



โดย: สดายุ... วันที่: 21 ธันวาคม 2555 เวลา:22:01:02 น.  

 

ดายุ..

"O ขณะคิด .. ถวิลถึงเพียงหนึ่งช่วง
จิตก็ห่วงถึงกันนับพันหน
ขณะชั่วลมไหว .. หัวใจคน-
ก็ดิ้นรนถวิลเห็นไม่เว้นวาย"

ทวนไฟฉันท์ ๓๙
"O ให้รับรู้ภวะซึ่งคะนึงสหะสถา-
นภาพกะรอพะนอสภา- - - - วะอารมณ์
เพื่อภวังคะผ่านผสานผสม
ข้องเกี่ยวและเกลียวกลม - - - ประการ"

วสันตดิลกฉันท์ ๑๔
"O พากย์นี้พิถีทะลุทะลวง
เฉพาะทรวงและดวงใจ
หมายตรึงระรึงรติพิสัย
ระบุให้ละห้อยหา"

ได้ผลค่ะ..
"ทะลุทะลวง..เฉพาะทรวงและดวงใจ"..ด้วยหนึ่งกลอนเเละสองฉันท์..

น่ารักมาก..เป็นของขวัญใน Adventที่4 ก่อนคริสต์มัส
ทราบใช่ไหมคะว่า สี่อาทิตย์ก่อนคริสมัสต์นี่ จะมีcountdown ด้วยการจุดเทียนหนึ่งเเท่งในอาทิตย์ที่หนึ่ง..จนสี่เเท่งในอาทิตย์ที่4ก่อนคริสต์มัส..

เนื่องจากลงทุนสูงด้วยทั้งกลอนเเละฉันท์ ใน Adventที่่4
ให้"เฉพาะทรวงและดวงใจ"ทั้ง4ห้อง ดีมะ
(กำลังยิ้มหวานหวานพร้อมตาระยิบระยับ..)

ทวนไฟฉันท์ ๓๙ นี่ ไม่คุ้นนะคะ




โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.199.106 วันที่: 22 ธันวาคม 2555 เวลา:11:54:04 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณสดายุ
บทกลอนงดงามมาก แต่ที่ไพเราะมากคือ ทวนไฟฉันท์๓๙

O พากย์นี้กรองเฉพาะหมายสยายบทะคะนึง
กระจ่างเพราะจินต์ถวิละถึง - - - ระรึงพร้อม
หวังประดิษฐะความและตามประนอม
แนบฝังประนังน้อม - - - นิทรา

O ให้รับรู้ภวะซึ่งคะนึงสหะสถา-
นภาพกะรอพะนอสภา- - - - วะอารมณ์
เพื่อภวังคะผ่านผสานผสม
ข้องเกี่ยวและเกลียวกลม - - - ประการ

เสียงอ่านเป็นอย่างนี้หรือเปล่าคะ

พาก-นี้-กรอง-ฉะ-เพาะ-หมาย-สะ-หยาย-บะ-ทะ-คะ-นึง
กระ-จ่าง-เพราะ-จินต์-ถะ-หวิน-ละ-ถึง........ระ-รึง-พร้อม
หวัง-ประ-ดิด-ถะ-ความ-และ-ตาม-ประ-นอม
แนบ-ฝัง-ประ-นัง-น้อม.......นิ-ทรา

ให้-รับ-รู้-ภะ-วะ-ซึ่ง-คะ-นึง-สะ-หะ-สะ-ถา
นะ-ภาพ-กะ-รอ-พะ-นอ-สะ-ภา.......วะ-อา-รมณ์
เพื่อ-พะ-วัง-คะ-ผ่าน-ผะ-สาน-ผะ-สม
ข้อง-เกี่ยว-และ-เกลียว-กลม..........ประ-การ

แอบจำฉันทลักษณ์ค่ะ
แต่มีข้อสงสัยว่า "ถวิล" ถะ-หวิน อ่านตามพจนานุกรม แต่เพื่อให้ลงตามฉันทลักษณ์ อ่านเป็น ถะ-หวิน-ละ

แล้วถ้าสมมุติว่า สยาย มาอยู่ตรงตำแหน่งนี้ จะแตกเป็น สะ-หยาย-ยะ บ้างได้ไหมคะ ซึ่งออกจะแปลกๆนะคะ จะมีวิธีเลือกคำอย่างไร?


โดย: วลีลักษณา วันที่: 22 ธันวาคม 2555 เวลา:21:57:02 น.  

 
มินตรา ..

สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙
000110101112 - - - 00102 - - - 13
1=ลหุ นอกนั้นครุ
เลขเดียวกัน = สัมผัสสระ

O กราบองค์พุทธจิตะน้อมประนอมธรรมะประสาร
อรรถาคณาจารย์ - - - ผจง
.
.
.
อีทิสังฉันท์ ๒๐
010101012 - - - 10101012 - - - 103
1 = ลหุ
0 = ครุ
2 = ครุสัมผัสในบท
3 = ครุสัมผัสระหว่างบท

O หนึ่ง"ปฤถา"สมระตอนสมัย
เคราะห์เข็ญะเร้าก็เนา ณ ไพร - - - จะใช้กรรม


ทวนไฟฉันท์ ๓๙
O พากย์นี้กรองเฉพาะหมายสยายบทะคะนึง .. บาทแรกสัททุล
กระจ่างเพราะจินต์ถวิละถึง .. บาทสอง อีทิสัง
ระรึงพร้อม .. บาทสาม อีทิสัง
หวังประดิษฐะความและตามประนอม .. บาทแรก อีทิสัง
แนบฝังประนังน้อม .. บาทสอง สัททุล
นิ-ทรา .. บาทสาม สัททุล


เป็นการเอาฉันท์ใหญ่ คือ สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙ รวมกับ อีทิสังฉันท์ ๒๐ .. โดยสลับวรรคกันไปมา ..ประดิษฐ์โดย คมทวน คันธนู กวีซีไรต์

กวีส่วนใหญ่ แค่เขียนตามฉันทลักษณ์ที่มีอยู่เดิม หรือ อาจดัดจริตหน่อยก็ทำเป็น"ไม่ยึดติดฉันทลักษณ์" เหมือนเฝ้าบอกสังคมกลายๆว่า "กูเน้นเนื้อหาโว๊ย" .. 55

และน้อยมากที่จะคิดริเริ่มถึงขนาด ประดิษฐ์ฉันทลักษณ์ใหม่ๆ ขึ้นมา

มีคนนี้คนเดียว .. ที่ผมยอมรับ ..


ลองมั่ง
สดายุตาฉันท์ ๑๔
001010 - - - 11101012
001012 - - - 11101013

แนวคิดประดิษฐ์ประดอย
สุขุมะร้อยพิรี้พิไร
ชี้ทางสว่างไสว
พิเคราะหะนัยเสนอสนอง

จิตคนพิกลพิการ
มุสะผสานประคับประคอง
ฮึกเหิมเฉลิมฉลอง
พฤติผยอง .. ขยับขยาย

กล่อมเกล้าพะเน้าพะนอ
วจนะหนอทะลักทะลาย
พากย์ปราชญ์ระบาดระบาย
ดุจะกระหายกระเหี้ยนกระหือ

ภาพสรรพประดับประดา
ผิวะจะพา .. ระบัดระบือ
รุดเร่งประเลงประลือ
เฉพาะจะถือ .. ระหกระเหิน !


ลองดูสิ มินตรา .. รับรอง .. ม่วนแต้ !
555



โดย: สดายุ... วันที่: 22 ธันวาคม 2555 เวลา:22:16:34 น.  

 
สวัสดีครับคุณวลี ฯ

ครับที่แยะอ่านมานั้น ถูกต้องแล้วครับ
การแยกอ่านคำบาลี สันสกฤต นั้นหากผู้อ่านรู้ฉันทลักษณ์จะไม่ค่อยมีปัญหา .. เช่น

ถวิล .. อ่านว่า ถะ - หวิน ในภาษากลอนหรือ ร้อยแก้วทั่วไป

แต่ในฉันท์ .. คำนี้ อ่านได้ทั้งสองแบบ
ถะ-วิ-ละ .. สำหรับ สัททุล และ วสันตดิลก ตรง ลหุ 3
ถะ-หวิน-ละ .. สำหรับการลากหางเอา ลหุ ในอินทรวิเชียร หรือ ลักษณากรเดียวกัน

กลอน .. อ่าน ถะหวิน
O ขณะคิด .. ถวิลถึงเพียงหนึ่งช่วง
จิตก็ห่วงถึงกันนับพันหน
ขณะชั่วลมไหว .. หัวใจคน-
ก็ดิ้นรนถวิลเห็นไม่เว้นวาย

วสันตดิลก .. อ่าน ถะวิละ
O ชั่วคิดเพราะฤทธิ์ .. ถ-วิ-ละ-ถึง
ขณะหนึ่งก็นับพัน
ชั่วลม ระงม .. ห-ทั-ยะ-นั้น-
ระยะสั่น ฤ นับไหว ?

อินทรวิเชียร .. อ่าน ถะหวินละ
O พร้อมห่วง .. สิดวงจิน-
ตะถวิละนับพัน .. (หรือจะไม่ลากหางก็ได้) .. ตะถวิล ฤ นับทัน
เพียงลมระงมนั้น
มนะสั่น ฤ นับไหว


ส่วน สยาย คงไม่อ่าน สยายะ .. คำนี้ไม่น่าจะใช่คำบาลี หรือ สันสกฤต .. คือผมไม่เคยผ่านตาว่าเป็นคำแขกนะครับ

การแยกอ่าน เราทำเฉพาะคำแขกครับ .. คำไทยทำไม่ได้
อย่างคำว่า ตลบ .. จะมาแยกอ่านว่า ตะละบะ ไม่ได้


คุณวลีลองเช็คดูก่อนจาก พจนานุกรมออนไลน์ครับ เช่น

สุขุม ว. ประณีต, ลึกซึ้ง, รอบคอบ, ไม่วู่วาม, เช่น เขาจะไม่ด่วน ตัดสินใจ ก่อนที่จะพิจารณาอย่างสุขุมทั้งทางได้และทาง เสีย เขามีปัญญาสุขุม, บางครั้งใช้เข้าคู่กับคำอื่น เช่น สุขุมคัมภีรภาพ สุขุมรอบคอบ สุขุมลึกซึ้ง. (ป.; ส. สูกฺษม).

เขาจะวงเล็บไว้ว่า ป. หรือ ส.
ป. คือ ประโยค คือ บาลี
ส. คือ สันสกฤต

วิรัช ๑ ว. ปราศจากธุลี, ไม่มีมลทิน, บริสุทธิ์, สะอาด. (ป., ส.).

คำพวกนี้ เราแยกอ่านได้เลย .. ส่วนหากเราหาแล้วไม่ระบุชัดเจน หากเรามั่นใจเราก็ใช้ไป หรือไม่ก็เลี่ยงไปใช้คำอื่นเสีย .. เช่น

พินิจ หรือ วินิจ
วินิจ ก. ตรวจตรา, พิจารณา.

ผมมั่นใจว่าเป็นคำบาลี แต่พจนานุกรมไม่บอกชัด บอกแต่ตัว ก. ว่าเป็น กริยา-verb เท่านั้น

ทำนองเดียวกับตัวนี้ ..
ถวิล [ถะหฺวิน] ก. คิด, คิดถึง.

คำไทยจะเป็นคำโดด อย่างเดียวกับลาว ..
เป้นไปไม่ได้ที่คำ ถวิล และ วินิจ จะเป็นคำไทย .. จริงไหมครับ

หากมีพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตของจริงลองเปิดเช็คดูอีกทีครับ .. ผมคิดว่าในเนตนี่เขาทำอย่างย่อมาครับ




โดย: สดายุ... วันที่: 22 ธันวาคม 2555 เวลา:23:10:51 น.  

 

ดายุ..

ชื่อคมทวน คันธนู กวีซีไรต์ นี่ ดูเหมือนดายุเคยพูดถึงบ่อย..เเต่มินตราไม่รู้จักนะคะ
ยังไงก็นับถือล่ะว่าเก่ง หากประดิษฐ์ฉันท์ ใหม่ได้นี่

ส่วนพวกที่"ไม่ยึดติดฉันทลักษณ์" เพราะ วิทยายุทธไม่เเก่กล้านั้น..น่าจะเป็นพวกที่นอกจากจะไม่เเน่นวิทยายุทธเเล้ว ยัง ด้านที่จะยกตนเองอีก..นี่ พวก"ในโคลนตม" เเล้ว
พระพุทธองค์ยังหนี..

"สดายุตาฉันท์ ๑๔.".นี่เท่ห์ มาก..ขอคารวะ !

มี"สดายุฉบับลูบลูบคลำคลำ"(digital)ไหม..
จะได้ไปซื้อมาเก็บไว้..555

คำว่าDigitalเป็นคำกิริยา มาจากภาษาละตินdigitus „Finger“..ซึ่งนำคำนี้มาใช้ในระบบอิเลคทรอนิค ที่ใช้วิธี"สัมผัส"ด้วยนิ้ว..ทีวีระบบใหม่ไงคะ ไม่ต้องกดปุ่มเเล้ว..ใช้ ลูบลูบคลำคลำเอา..
นี่ เป็นที่มาจริงจริงนะ มิได้เกเร..555
(เเต่ตากำลังระยิบระยับนะ)





โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.196.240 วันที่: 23 ธันวาคม 2555 เวลา:17:55:15 น.  

 

เรียน คุณวลี ฯ ทราบ

เพิ่งนึกออกนะคะว่า ต้องมี"วิธีอ่านฉันท์" ด้วย
ขอบพระคุณค่ะ ที่เอ่ยถึง..

รู้สึกเราจะโปรดอะไรเหมือนกันนะคะ



โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.196.240 วันที่: 23 ธันวาคม 2555 เวลา:18:00:37 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณสดายุ
ขอบคุณที่ไขข้อข้องใจเรื่องการเลือกใช้คำนะคะ



สวัสดีค่ะ คุณบุษบามินตรา
ที่เขียนคำอ่านถามคุณสดายุว่าอ่านถูกหรือไม่นั้นเป็นเพราะว่าพยายามค้นหาฉันทลักษณ์ของ ทวนไฟฉันท์แล้วหาไม่เจอค่ะ

การเขียนคำอ่านถามคุณสดายุ จึงเป็นการถามฉันทลักษณ์ของทวนไฟฉันท์ เพื่อเก็บเป็นต้นแบบ การจำเป็นคำๆจะง่ายกว่าจำผังที่คุณสดายุยกมาวางในคห. สามที่ตอบคุณมินตราค่ะ

ต้องขอบคุณคุณมินตรามากกว่า เพราะชอบอ่านข้อความที่คุณมินตราคุยกับคุณสดายุ วลีไม่มีข้อมูลจะคุยก็เลยอ่านอย่างเดียว

ส่วนเรื่องร้อยกรองชอบค่ะ ชอบถึงขนาดเปิดบล็อกเขียนเลยทีเดียว แต่สำนวนยังด้อยนักเทียบไม่ได้เลยกับสำนวนคุณสดายุ

แอบรู้จักคุณมินตรามานานแล้วค่ะ

ขออนุญาตคุณสดายุด้วยนะคะ ที่ใช้พื้นที่ทักทายคุณมินตรา


โดย: วลีลักษณา วันที่: 23 ธันวาคม 2555 เวลา:19:48:10 น.  

 
มินตรา ..

แวดวงวรรณกรรมไทยนั้นแคบนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงกาพย์กลอน .. ซึ่งมาจากพฤติกรรมของคนในชาติที่"อ่านน้อย" และ "คิดน้อย" การสร้างงานเพื่อให้คนอ่านจึง"น้อย"ตามไปด้วย เพราะไม่ทำเงิน

ดูอย่าง เพชรพระอุมา ที่อ่านแล้ววางกันไม่ลง พนมเทียนเขียนอยู่หลายปี .. แต่ทำเงินให้แกไม่เท่าไรหรอก .. แถมยังไม่มีใครเอาไปทำหนัง เพราะลงทุนสูง .. และตลาดลูกค้าแค่ 65 ล้านคนนี่ ล้วนจอม copy ขั้นเทพ .. ใครทำก็คงเจ๊ง .. 555

อย่าไปเปรียบกับ "แฮรี่ พล็อตเตอร์" เด็ดขาดที่ JK Rollings รวยระดับพันล้านหมื่นล้านทั้งจากหนังสือและลิขสิทธิ์ภาพยนต์ .. เพราะที่อังกฤษทำแล้วฉายได้ทั่วโลก แถมที่ สหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ฮ่องกง อาฟริกาใต้ ใช้ภาษาเดียวกันโดยไม่ต้องแปล ..

เมื่อวงการวรรณกรรมคับแคบ .. ก็มี"ความริเริ่มใหม่ๆ" น้อย .. และคนเพียงจำนวนน้อยมากที่สนใจเรื่องพวกนี้ ..

ผมมองว่า .. ร้อยกรองพวกนี้มาถึงจุดที่เป็นเพียงเพื่อรับใช้ "เทศกาลเฉพาะกิจ" เท่านั้นเอง

การเขียนเป็นเรื่องยาวแบบ พระอภัยมณี อิเหนา ขุนช้างขุนแผน รามเกียรติ์ ของคนรุ่นหลังจะไม่มีอีกแล้ว ..

ยกเว้นที่บล็อคนี้ 55





คุณวลี ฯ
เชิญพูดคุยกันตามสบายครับ ..

คำฉันท์ นั้นหากเราเขียนบ่อยก็จะชำนาญและไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป .. ก็เหมือนฉันทลักษณ์อื่นครับ


โดย: สดายุ... วันที่: 23 ธันวาคม 2555 เวลา:20:51:17 น.  

 
มาลองเล่น - - ชอบคำสะบัดสะบิ้ง

คมความประเมินประมวล
ประดุจะทวนกระสวนกระแส-
มืดบอดชะเง้อชะแง้
วิจยแก้พิกลพิการ

คมคำผสานผสม
ระบุนิยมสนุกสนาน
แปลงฉันท์บุร่ำบุราณ
จิตะสราญระเริงระรัว



โดย: มาย IP: 124.122.149.130 วันที่: 24 ธันวาคม 2555 เวลา:0:37:22 น.  

 
เก่ง !


โดย: สดายุ... วันที่: 24 ธันวาคม 2555 เวลา:6:10:51 น.  

 
ยังต้องฝึกอีกเยอะค่ะในทุกด้าน
น้อมรับคำชมเพื่อเป็นพละฝึกปรือต่อตามเหตุตามโอกาสค่ะ
ขอบคุณนะคะ


โดย: มาย IP: 124.120.176.24 วันที่: 16 มกราคม 2556 เวลา:11:07:17 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.