Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2558
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
26 พฤศจิกายน 2558
 
All Blogs
 
O ขาบเขียวแห่งเรียวขน .. O







จระเข้หางยาว ทางสักวา



O ลำดวนเอ๋ย .. เมื่อพรากไปจากถิ่น
แม้นที่หอมรวยรินอาจสิ้นบท
หากที่ยังหอมอยู่ไม่รู้ลด
จะข่มกดเยี่ยงไรก็ไม่เลือน-
O -คือหอมหวานนัยชู้เมื่อรู้แจ้ง
เจ้ารูปแพงรำบายลงป่ายเปื้อน
อกใครเล่าอาจคิดให้บิดเบือน-
ไปจากเงื่อนนัยคำเจ้านำวาง
O เมื่อรสหวานรอบชู้ .. ผ่านสู่ใจ
แรงสั่นไหวรอบสวาดิหรืออาจขวาง
ความเงียบงันเปล่าเปลี่ยวในเที่ยวทาง-
ย่อมเลือนร้างห่างรอย .. จาก .. ถ้อยคำ
O แต่รอบความอ่อนหวาน .. เผยผ่านสู่
ก็รับรู้อกนวลที่ครวญคร่ำ
เวียนรอบความหอมกรุ่นเจ้าหนุนนำ-
หอมยิ่งล้ำลำดวนเมื่อจวนลม
O เมื่อความหมายแฝงเร้นเผยเห็นรอย
การรอคอย, มุ่งหวัง .. ก็สั่งสม
เงื่อนงำปรารถนาในอารมณ์
ฤๅ-อาจข่มขับล้างให้จางรอย ?
O จึงทุกการเรียงร้อยเป็นถ้อยคำ
เพื่อตอกย้ำกำสรดให้ถดถอย
ทั้งเพื่อความกำสรวลทุกส่วน .. พลอย-
ได้เคลื่อนคล้อยบทบาท .. เคยพาดคา
O หมายว่าเรียวขนยูง .. งาม, สูงส่ง
จะรำแพนคลี่วงอยู่ตรงหน้า
ให้เสพรูปงามสี .. ด้วยลีลา-
ของผู้ท้าทายงามให้คร้ามเกรง
O โอ ผุดผ่องผิวเนื้อ .. ผู้เหลืองาม-
เผยรูปนามเร้ารุมเข้ากุมเหง
จบวงรอบหม่นมัว .. ด้วยตัวเอง
ก่อนรุดเร่งเร้ารัวอีกหัวใจ
O ผ่านรูปบทงดงาม .. เข้าล่ามจิต-
โดยลิขิตขีดชี้ .. เกินลี้ไหว
เคลื่อนรูปเข้าล่ามคา – ความอาลัย-
กำหนดให้สั่นรัว .. ด้วยตัวเอง
O โอ รอบความปรารถนา .. รูปอ่าองค์-
ยังล้อมวงเคี่ยวกรำอย่างคร่ำเคร่ง-
ฉวยฉุดความคลอนแคลน .. ให้แกลนเกรง-
โดยการเพ่งพิศแล้ว .. ทุกแววตา
O ปรุงเปรียบถ้วนความคำแล้วนำร้อย
เพื่อรูปแพงเสพถ้อย .. แล้วคอยว่า-
ความอ่อนโยนอ่อนหวานที่ผ่านมา-
จักเผยแววเสน่หา .. แสนอาลัย
O หวังเพียงคอยถวิลอยู่ .. ไม่รู้แล้ว
ถ้วนทุกแววตานั้น .. คอยสั่นไหว-
เพื่ออบอุ่นอ่อนหวาน .. โลมผ่านใจ-
โอบกล่อมให้ละห้อยเห็นอยู่เช่นนั้น
O หมายว่าความผูกพัน .. ตราบวันนี้
คงยาก-คลี่คลายรัด .. หรือตัดบั่น
เหลือแต่ต้องยินยอม-การล้อมกัน-
ด้วยสายใยรัดพัน .. ตราบวันวาย
O หมายว่าความผูกพันแห่งวันวาน
จักแทรกผ่านอารมณ์ เกินข่มหาย
อารมณ์ชู้ดื่มด่ำ .. ค่อยรำบาย-
อกใจสายสวาดิน้อย .. ทุกรอยใจ
O ให้ถ้วนความคำนึง .. มีถึงอยู่
คล้อยผ่านสู่-แทรกขวัญ .. คอยสั่นไหว-
จนอาวรณ์วาบหวามด้วยความนัย-
เฝ้าล่องไหลผ่านระลอกยั่วหยอกกัน
O รูปแพงเอย .. ลำดับความรับรู้-
ล้วนนัยชู้โอบล้อมเข้ากล่อมขวัญ
รู้เถิดว่า .. แต่นี้ยากมีวัน-
จะหยุดใจไหวสั่น .. แม้-วันเดียว
O แพงเจ้าเอย .. ครันครบ-แล้วภพชาติ
รอคอยโหมรอบสวาดิ .. ขึ้น-กราดเกรี้ยว-
แววตาเฝ้าหวงแหน, สองแขนเรียว-
เจ้าจงเหนี่ยวโอบไว้ .. อย่าได้คลาย !
O แล้วอ้อมแขนอกอุ่น .. จะหมุนหา-
พร้อมแววตาอ่อนโยนที่โชนฉาย
สองแขนเอื้อมเหนี่ยวร่างที่ข้างกาย
โอบกอดความเอียงอาย .. ไม่คลายเลย !




Create Date : 26 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 15 พฤษภาคม 2562 8:18:41 น. 2 comments
Counter : 2004 Pageviews.

 
พี่ค่ะแปลนิราศนรินทร์บทที่๘๖ให้หนูหน่อยค่ะ จำเป็นมากคะ ขอบคุณล่วงหน้าล่ะกันนะคะ
นางนวลจับแมกไม้............นางนวล
นวลนุชแนบเรียบควร...........คู่แคล้ว
เบญจวรรณจับวัลย์พวน.......พันโอบ ไม้แม่
แลว่าวัลย์ทรแก้ว.................กอดอ้อมเอววัลย์ฯ

ขอบคุณคะ^^


โดย: michell IP: 1.46.41.162 วันที่: 14 ธันวาคม 2558 เวลา:20:37:16 น.  

 
๘๖. นางนวลจับแมกไม้.....นางนวล
นวลนุชแนบเรียมควร........คู่แคล้ว
เบญจวรรณจับวัลย์พวน......พันโอบ ไม้แม่
แลว่าวัลย์กรแก้ว..............กอดอ้อมเอววัลย์

บาท ๑...จะเห็นว่าคำ นวล มีความหมายถึง ๓ อย่าง นกนางนวล ต้นนางนวล และ นวล (นาง)
บาท ๒...นางควรจะมาแนบข้างเป็นคู่เดินทาง
บาท ๓ – ๔...นกเบญจวรรณจับเถาวัลย์ที่พันอยู่รอบๆ ต้นไม้ ก็ให้นึกถึงมือของนางที่กอดเอวของพี่ คำว่า วัลย์ (เถาไม้เลื้อย) ในบาท ๓-๔ นั้น มีความหมายถึง ๓ อย่าง คือ
วัลย์...หมายโดยตรงถึงเถาไม้เลื้อย
วัลย์กร...หมายถึง มือ (โดยการเปรียบกับเถาวัลย์)
เอววัลย์...หมายถึง เอว (โดยการเปรียบกับเถาวัลย์)

ศัพท์...
- พวน...........เชือก (ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเทียบเคียงว่า เถาวัลย์นั้นเหมือนเชือก)


โดย: สดายุ... วันที่: 14 ธันวาคม 2558 เวลา:21:01:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.