Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2559
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
24 มิถุนายน 2559
 
All Blogs
 
O ยามเช้า .. O









เพลง .. ลาวคำหอม
กอไผ่



๑.
O แผ่วลมเช้าผ่านรื่นโลมผืนน้ำ
หมอกก็ร่ำไรอยู่ไม่รู้หนี
พุ่มพฤกษ์กิ่งก้านใบ .. เคยไหววี-
กลับยืนรูปดุษณี .. ในที่นั้น
O ค่อย-ยกก้าวเหยียบย่าง .. ในสางตรู่
พรั่งพร้อมอยู่ .. คือใจที่ไหวสั่น
ด้วยอารมณ์เหนี่ยวดึง .. จดถึงกัน
กับเจ้าขวัญอ่อนน้อยผู้กลอยใจ
O แต่เมื่อสบ-รอยพักตร์จำหลักรูป
วิญญาณราวถูกสูบ .. จนวูบไหว
แถวผู้ขอก้าวย่างพ้นทางไป
ที่สุดผ่านพ้นได้ .. คือใจคน
O จาก-แถวท่านผู้ขอ .. หยุด .. รอ .. เคลื่อน
ใจนั้นเหมือนแกว่งสั่นนับพันหน
จาก-คำข้าวคดพร้อม .. แล้วน้อมตน
ก็งดงามเหลือล้น .. อยู่บนใจ
O แววในเนตรวับวามด้วยความสุข
ราวจะปลุกปลอบโลก .. พ้นโศกไข้
แก้มอิ่มเนียนแต้มเรื่อ .. จะเหลือใคร-
อาจฝ่าความแจ่มใส .. อ่อนวัยนั้น
O ทิวแถวท่านผู้ขอ .. เคลื่อน .. รอ .. หยุด
ก็เมื่อสุดต้านงาม-รุกลามขวัญ
จีวรปลิวปัดปลาย .. ก็คล้ายทัณฑ์-
จากปางบรรพ์ผูกบ่วง .. รัดดวงใจ
O คำข้าว .. ช่อดอกไม้ .. ถวายพระ
ตอบภาวะศรัทธาที่อาศัย
รูปนาม .. ทัศนา .. แววตาใคร-
ราวจะไหวเวียนอยู่ไม่รู้แล้ว
O สัมผัสบทงดงามแห่งยามเช้า
ของรูปเยาว์, หัตถ์พรหม, สายลมแผ่ว
สบชำเลืองเหลือบมา .. เหมือนว่าแวว-
ตาคู่นั้นผ่องแผ้ว .. สุดแล้วเลือน
O ปลายปีกนกโบยโบก .. สู่โลกไกล
เมื่ออาลัยรำบายลงป่ายเปื้อน-
หัวใจหนึ่งต้องพิษ .. จนบิดเบือน
สุดคล้อยเคลื่อนนิรมิตที่ติดตรึง
O ผมหล่นล้อมวงหน้า .. เมื่อหน้าน้อม-
ลงจบ-พร้อมอีกใจ .. เฝ้าใฝ่ถึง
มีความนัยพร้องพร่ำ .. และรำพึง-
แฝงความซึ้งอาลัย .. อยู่ในคำ
O ก่อนแฝงฝากสายลม .. ให้พรมผ่าน
สู่อีกด้านริมทาง .. ผู้ย่างย่ำ-
เหยียบโลกให้ตื่นต้อง .. กับจองจำ-
ของลมร่ำงามรูป .. เข้าจูบโจม
O มาตักบาตรทำบุญ .. เพื่อหนุนชาติ
กลับมาพลาดพลั้งจิต .. ด้วยฤทธิ์โฉม-
คราญเจ้านั้นเผยเงามาเล้าโลม
พาคลื่นโสมนัสช่วง .. กลางห้วงใจ
O หรือว่าบุญหนุนชาติ .. บำราศแล้ว
จากผ่องแผ้วเนตรนั้น .. เข้าสั่นไหว
แถวพระก้าวลับล่วง .. เมื่อทรวงใคร
ละห้อยเห็นรูปพิไล .. อยู่ในวัน
O หล่นลงแล้วรุ้งเรื้องที่เบื้องหน้า
เมื่อรูปปรากฏพร้อม .. รอ-ล้อมขวัญ
ข้าวรอพระก้าวผ่าน .. เนิ่นนานครัน
เมื่อรูปฝันผ่านผกาย .. เนตรพรายยิ้ม
O หล่นลงแล้วรุ้งเรื้องที่เบื้องหน้า
ต่อสายตาเจิดแจร่ม .. เนียนแก้มอิ่ม
เหมือนว่านัยแฝงเลศ .. ก่อนเนตรพริ้ม
ผ่านลงพิมพ์รอยทั่ว .. ทั้งหัวใจ
O แผ่วลมเช้าป่ายริ้วโลมผิวน้ำ
และที่คร่ำครวญอยู่เกินกู้ไหว
คืออกเต็มเสน่หา .. ความอาลัย
ด้วยเลศนัยแฝงเร้น .. บีบเค้นลง
O ใช่ไหมที่ต้องคิด .. รับผิดชอบ
กับล้อมรอบเร้ารุมด้วยลุ่มหลง
ใช่ไหมกับดื่มด่ำ .. ที่ดำรง
จำต้องบ่งบอกแล้ว .. ทุกแววตา ?
O สายลมเช้าอ่อยเอื่อยยังเฉื่อยโชย
หวานก็โรยตัวหนุนรับคุณค่า
แววชม้อยชม้ายสื่อ .. ราวขื่อคา-
ตอกตรึงอาวรณ์ชู้ .. เกินรู้คลาย
O สายหยุดหยุดกลิ่นหอมรายล้อมถิ่น
เมื่ออีกหอมรวยรินไม่สิ้นหาย
ผ่านแววเนตรซ่อนยิ้ม .. อันพริ้มพราย
ทอดเอาสายสวาดิรัด .. ในบัดนั้น !

๒.
O แรกรุ่งสุริยะเรื้อง - - - โรยทาง
ขับมืดหม่นสลัวลาง - - - เลื่อนพ้น
รูปหนึ่งหยัดสรรพางค์ - - - พร้อมหมู่ บ่าวเนอ
รอบาตร, จิตท่วมท้น - - - ศรัทธะ, ถ้อย, อธิษฐาน ฯ

O งามพร้อม-รูปพักตร์ล้ำ - - - เลอสมร
ลอบเหลือบเนตร, ดั่งวอน - - - เลศไว้
อิริยาทุกช่วงตอน - - - เตรียบรูป รอเนอ
รอ-ตอกตรึงจิตให้ - - - แต่ละห้อยถวิลเห็น ฯ

O แถวพระยกย่างก้าว - - - ยอกรรม-
ขึ้น-เทียบ, ทาน-สภาพธรรม - - - เท็จ-แท้
อุ้มบาตรห่มบุญ, กำ- - - - จัดโลก
ย่ำโลกเหยียบโลก, แก้ - - - บ่วงรั้ง-ปลาตรอย ฯ

O โอภาสธรรมพระล้าง - - - หม่นหลัว
แต่เมื่องามเตรียบตัว - - - ต่อหน้า
คำข้าว, คำพระ, หัว- - - - ใจหนึ่ง
หอม, แว่ว, ล่มเหว่ว้า - - - วาบสิ้นวายสูญ ฯ

O ผ้าแดงเข้มห่มเนื้อ - - - นวลอนงค์
ไหล่พาดสไบขาวลง - - - ลูกไม้
ผมยาวรวบเป็นทรง - - - เกล้าเสียบ ปิ่นแล
เลือดฝาดลูบแก้มไว้ - - - ระหว่างเช้าเบิกโฉม ฯ

O หอม-ข้าวหอม, ดอกไม้, - - - ดวงมณี-
แสงอ่อน, แถวพระลี- - - - ลาศ-คล้อย,
กรผุดผ่อง, ทัพพี - - - ผจงจับ
กอปร-ภาพงามแช่มช้อย - - - อยู่เชื้อเชิญประชัน ฯ

O แต่นั้น-จนบัดนี้ - - - ในคะนึง
ทั้งรูปนาม, ถวิลถึง - - - ทั่วพร้อม
ค่อยค่อยเคลื่อนรัดรึง - - - รอบอัต ภาพแล
สำนึกสำเหนียกล้อม - - - โลกละห้อยคอยเห็น ฯ

O แสงแรกสุริยะรู้ - - - ร่ำรอ
โลมลูบแก้มนวลลออ - - - อุ่น, อ้อน
ต่อตาท่านผู้ขอ - - - รอขจัด โลกแล
ตา-สบ, หลบ, เหลือบค้อน - - - แกล่ใกล้สาธุการ ฯ

O รูปนาม, นันทิ, น้อม - - - ในอุปา ทานเนอ
ตั้งภพชาติปรารถนา - - - นิ่มเนื้อ
โอภาสแห่งสุริยา - - - ยอมสยบ แล้วแล
แต่เมื่อแววเนตรเอื้อ - - - อุ่นร้อนลูบประโลม ฯ

O รูปจีวร-ก้าวผ่าน - - - พ้นสมัย
เหยียบโลก, ย่ำอาลัย - - - ล่มล้าง
รูปเนตรเหลือบ, หฤทัย - - - โยกแกว่ง
สบ, นิ่ง, ใจล่องคว้าง - - - สุดคว้า, สุดขืน ฯ

O รูปจีวรล่วงพ้น - - - เพียงตา
อีกรูป-งำลีลา - - - ลอบชม้าย
ธรรมพระแว่ว, เพทนา - - - แนบอก
สบเนตร, แววเนตรคล้าย - - - ข่มสะเทิ้น, ครวญธรรม ฯ

O หลังภาพ-ผมหล่นล้อม - - - รูปพักตร์,
ธรรมพระ, สัมมามรรค, - - - เนตรชม้อย,
บาปบุญ, จดจำหลัก - - - ลงจิต
คือโลกบัดนั้นคล้อย - - - เคลื่อนเร้าแรงถวิล ฯ

O เช้านั้น, นันทิ-ตั้ง - - - ตอบกาล
ลมร่ำ, รูปรำบาญ, - - - รูปเจ้า
บุญส่ง, บาปสืบสาน - - - สบแม่ ฤาแม่
สบเนตร, เนตรจึ่งเร้า - - - เร่งให้เสน่หา ฯ

O คง-บุญพาผ่านพ้อง - - - พบกัน
แววเนตรจึงล่ามพัน - - - ผูกไว้
บาปสร้างแต่เบื้องบรรพ์ - - - สุดบิด เบือนแม่
ลบรูป, ลบรอยได้ - - - แต่ด้วยชีพสูญ ฯ

O หล่นลงแล้วรุ่งเรื้อง - - - รมยา
ล่มรูปรอยทรมา - - - มอดเชื้อ
รูปนาม, รูปจริต, ปรา- - - - กฎแวด ล้อมเนอ
จักขุ, แดด-โอบเนื้อ - - - อุ่นเนื้อทะนุถนอม ฯ

O แผ่วลมเช้าป่ายริ้ว - - - โลมวัลย์
อีกรูปนามโลมขวัญ - - - ฝากชู้
แดดเช้า, เลศนัย-บรร- - - เจิด, ส่อง, สื่อเนอ
เมิน-ข่มยิ้ม, รับรู้ - - - ร่วมเชื้อเชิญอรุณ ฯ

O แดดยามสายรุ่งเรื้อง - - - รัศมี
เมื่อรูปนามเริ่มลี- - - - ลาศคล้อย
แววเนตร, กอปรท่วงที- - - - เมิน, หลบ
โลกแวดล้อม, เนตรชม้อย - - - หยุดสิ้น, พันธนา ฯ

O ช่อมาลย์อวลกลิ่นไล้ - - - ลมยอ
พลิ้วผ่านเหมือนร่ำรอ - - - แวดล้อม
รื่นหอม, รูปงาม-พะนอ - - - แนบจิต พี่แม่
จึงบัดนั้นพรั่งพร้อม - - - ห่วงละห้อย-หวาน, หอม ฯ

O ช่อเรียวรูปเด็ดไว้ - - - ในมือ
กลีบบอบบางถนอมถือ - - - กริ่งช้ำ
ใจเอยหวั่นไหวฤๅ - - - จึงระส่ำ เต้นนา
แต่เมื่อแววเนตรล้ำ - - - ล่วง-เชื้อเชิญใจ ฯ

O ภาพก้านช้อยช่อขึ้น - - - พะนอลม
ซ้อนทับภาพเนตรคม - - - เหลือบค้อน
ให้เพ่งผาด-ปรารมภ์ - - - รุมอก
รุม-ว่าคือออดอ้อน - - - ออดให้นิวรณ์กระเหิม ฯ

O ปรุงปรนสีกลิ่นเรื้อง - - - รมยา
ลอยล่องลานเพ-ลา - - - สู่รุ้ง
กลีบกรองละลานตา - - - เตรียบค่า ควรเนอ
หอมย่อมเกินเขตคุ้ง - - - ครอบฟ้าครองขวัญ ฯ

O เพรางายปฐมะเรื้อง - - - รังสิมันต์
มัทนะชมพูบรร- - - - เจิดช้อย
เตรียบพักตร์, ผุดผ่องวรร- - - - โณภาส เทียมฤๅ
เพียงเนตรเจ้าเหลือบชม้อย - - - มากน้อยประเมินไฉน ฯ

O กลิ่นเกลี้ยงกุสุมะรู้ - - - รวยริน
อบร่ำคร่ำครวญถวิล - - - หวั่นร้าง
หอมเอยหล่อเลี้ยงจิน- - - - ตภาพแต่ แม่นา
รูป-กลิ่น-ใจ-ล่องคว้าง - - - ระหว่างห้วงหวานหอม ฯ

O เพราพรายโอภาสเมื้อ - - - เมฆบน
เหลื่อมละลานอำพน - - - แผ่นฟ้า
เมื่อหอมกลิ่นเสาวคน- - - - ธะรสจู่ ใจนา
ล่มลบถ้วน, เหลือหน้า- - - - หนึ่งหน้านางเดียว ฯ




Create Date : 24 มิถุนายน 2559
Last Update : 13 เมษายน 2562 7:15:10 น. 4 comments
Counter : 1537 Pageviews.

 
พี่ครับขอเมลหน่อยได้ไหมครับ หรือเฟสก็ได้ อยากถามเรื่องกระทู้เก่าๆที่พี่เคยโพสหนะครับ ขอบคุณครับ


โดย: โยธิน IP: 27.55.43.138 วันที่: 28 มิถุนายน 2559 เวลา:12:00:52 น.  

 
โยธิน

ถามที่นี่ได้เลยครับ ..
ผมยินดี


โดย: สดายุ... วันที่: 28 มิถุนายน 2559 เวลา:13:12:58 น.  

 
สดายุ

"ถามที่นี่"บ้าง

"O คง-บุญพาผ่านพ้อง - - - พบกัน
แววเนตรจึงล่ามพัน - - - ผูกไว้
บาปสร้างแต่เบื้องบรรพ์ - - - สุดบิด เบือนแม่
ลบรูป, ลบรอยได้ - - - แต่ด้วยชีพสูญ ฯ"

นี่กะจะ "ล่มลบถ้วน, เหลือหน้า- - หนึ่งหน้านางเดียว ฯ"
หรือคะ
มาเรียนให้ทราบว่า ยังมีคนตามอ่านอยู่ เท่านั้นเองค่ะ
จะได้มีกำลังใจ ประดิษฐ์ภาษางดงาม ทิ้งไว้ในโลกต่อไป




โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 วันที่: 2 กรกฎาคม 2559 เวลา:16:55:11 น.  

 

มินตรา ..

"ล่มลบถ้วน, เหลือหน้า- - หนึ่งหน้านางเดียว ฯ"
ครับ .. เมื่อเจอนะครับ 55


โดย: สดายุ... วันที่: 3 กรกฎาคม 2559 เวลา:9:35:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !









New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.