Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2556
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
30 มิถุนายน 2556
 
All Blogs
 
O ด้วยแรงอธิษฐาน .. O








เพลง .. บังใบ
กอไผ่



O สุดรอคอยค่อยเห็นว่าเป็นเจ้า
กี่ภพกาลผ่านเล่าที่เฝ้าหา
หรือครั้งที่อธิษฐาน .. ก่อนกาลลา-
ชี้ .. บัญชาเหนี่ยวชาติพาพาดกัน
O จึงช่วงยามว่างเว้นไม่เห็นรูป-
ยังจบจูบเสพทราบด้วยภาพฝัน
ทุกแววตาชม้อยชม้ายที่ปลายวัน-
ไม่อาจพันผูกใจเอาไว้ครอง
O รูปเยาว์เอยล้อมตระหลบแล้วภพชาติ
เกิดแต่พาดเงาทับ .. ให้จับจ้อง
เยื่อใยม้วนพันเหนี่ยว .. พาเกี่ยวดอง-
เป็นเจ้าของความคิดทั้งจิตใจ
O หอมลมร่ำกุสุมาลย์ละลานถิ่น-
เมื่อดวงจินต์สุมซ่อนความอ่อนไหว
จะเอี้ยวแลเพ่งพิศ .. สู่ทิศใด-
เหมือนรูปเจ้าสุมใส่ .. ที่นัยน์ตา
O งามรูปเยาว์สุมนัส .. สัมผัสรู้-
เลศนัยชู้ตามเตือน .. ที่เหมือนว่า-
เกิดจากความผูกพันร่วมกันมา-
แต่เพรงกาละสมัย .. อันไกลโพ้น
O เกิดแต่เมื่อภพชาติ .. ต้องปราศลม-
ขันธ์ลับล่ม .. ความรักต้องหักโค่น
ถ้วนปวงความอาวรณ์แสนอ่อนโยน-
จำถ่ายโอนข้ามภพ .. รอพบเจอ
O เกิดแต่เมื่อบริบท .. แห่งพจน์พากย์-
โหมแรงกรากเชี่ยวไหลพาใจเผลอ-
เข้าเสพรสให้คำ .. ล้อมบำเรอ-
พาอ่อนหวานปรนเปรอ .. จนเหม่อลอย
O ดูเอาเถิด .. ล้อมตระหลบเอาภพชาติ-
จนบำราศทุกข์โลกปวงโศกสร้อย
โอนอ่อนหวานแอบออ .. อยู่รอคอย-
จนละห้อยห่วงเห็นไม่เว้นวัน
O งามเจ้าเอย .. ล้อมตระหลบเอาภพชาติ-
จบเพรงวาสน์พาดช่วง .. โลมห้วงฝัน
อิริยารูปสร้างแต่ปางบรรพ์-
คล้ายตรึงรูปลงมั่นในสัญญา
O เมฆหม่นครึ้มทึมทาที่ฟ้าบน
เมื่อใจวนว่ายล้อมละม่อมหน้า
ตรึงรูปความผ่องแผ้วที่แววตา
ปรารถนาในแวว .. ฤๅแล้วเลือน
O วิชชุโชนแสงช่วง, ความห่วงหา-
ก็แทรกฝ่าเส้นสายลงป่ายเปื้อน
เส้นไฟเฟื้อยบนหาวเย้ยดาวเดือน-
เมื่อสุดเกลื่อนกลบรอยรูปรอยนั้น
O ปลาบแปลบเฟื้อยฟาดเต้น .. เรียวเส้นไฟ
พร้อมอีกช่วงดวงใจ .. เต้น .. ไหว .. สั่น
โอ แววตาอ่อนไหวของใครกัน-
ช่วงกว่าไฟบนสวรรค์, ทั้ง-สั่นสะท้าน !
O พร้อมครืนครั่นวิชชุ .. โชนคุ .. แสง-
แววเร้นแฝงสับสนก็พ้นผ่าน
โอบกอดความขัดเขินอยู่เนิ่นนาน
เมื่อรูปคราญในอก .. เกินยกพ้น
O หยาดน้ำล้อริ้วลม .. ห้อมห่มหาว
เมื่อแสงดาวสองดวง .. คล้ายร่วงหล่น
รื่นเย็นสายลมร่ำ, หยาดน้ำบน-
ความอึงอลอกใจ .. อีกใจนั้น
O ผ่านช่วงน้ำร่วงหยาด .. บำราศฟ้า
เมื่อแววตาเสพทราบ .. รอยวาบสั่น-
งามเจ้าเอย .. ผุดผ่องเกินป้องกัน
วิ่งแววหวั่นวาบไหวที่ในดวง
O รูปเยาว์เอย .. ครันครบแล้วภพชาติ
แต่เจ้ารายล้อมสวาทลงพาดช่วง
จดวงรอบความคำเคยบำบวง-
ข้ามภพล่วงล้ำใจ .. เชื่อมไมตรี
O ทั้งอาวรณ์อาลัยที่ในอก-
ก็สุดยกสุดย้ายสุดถ่ายหนี
ดื่มด่ำด้วยน้ำใจเยื่อใยมี-
ก็สุดลี้หลบแล้ว .. ถ้วนแววตา
O โอ งามที่จะตามมาล่ามรัด
คงเกินปัดป่ายใจ .. พ้นใฝ่หา
มีใจ .. ทั้งดวงขวัญ .. คอยบัญชา-
เสน่หาในรูปก็ลูบโลม
O สุดรอคอยค่อยเห็นว่าเป็นเจ้า
สบ, รุมเร้าจบจูบแต่รูปโฉม
อ่อนหวานรูปรอยชู้ .. ก็จู่โจม-
รอบหวานโหมเหิมระลอก .. ยั่วหยอกใจ
O เผยผ่านรูปความคำ .. อยู่ค่ำเช้า
หวังรูปเยาว์อาวรณ์ทั้งอ่อนไหว
รอแววหวานร่ายรำ .. อยู่-ร่ำไร-
จนวาบไหวแววหวาน .. ส่งผ่านมา
O เผยผ่านรูปคำ-ความ .. แห่งยามนี้
ช่วยกิจพรหมขีดชี้ .. บอกทีท่า
จำเผยรูปผ่องแผ้วสู่แววตา-
คืน-รูปรอยคุณค่า .. ล้อตาชาย !
O ภาพนั้น-สู่แววตาอันล้าโรย-
คือ .. เสียงโหยแหบเค้น, และเส้นสาย-
หยาดน้ำตาพราวพร่าง .. ก่อนวางวาย-
ทอดรูปกายจากกันนิรันดร
O ภาพนั้น-รูปละม่อมอยู่ล้อมร่าง
ในท่ามกลางแรงชู้เกินรู้ซ่อน
คล้ายเสียงคำอธิษฐาน .. เจ้าผ่าน-วอน-
กี่มอดมรณ์ชาติภพ .. รอ-พบกัน
O ภาพนี้ .. แววในเนตร .. กอปรเลศนัย
เต้นแววไหววาบพร้อมเข้าล้อมกั้น
อิริยารูปสร้างแต่ปางบรรพ์-
ก็ข้ามพ้นฝั่งฝัน .. เข้าพันธนา
O ดูเถิด .. เผยแย้มยั่วอยู่ทั่วแวว-
ตาผ่องแผ้วอ่อนละมุน .. พร้อมหนุนค่า-
แรงอาวรณ์แทรกขวัญ .. ก่อน-บัญชา-
เสน่หาทั้งนั้น .. ให้สั่นระรัว !
O เจ้าเอย .. รู้ไหมว่าแววตานั้น-
เมื่อไหวสั่นวาบแกมรอยแย้มยั่ว
สองแขนพร้อมอ้อมอก .. รอวกตัว-
โอบกอดร่างสั่นรัว .. ทุกชั่วยาม !




Create Date : 30 มิถุนายน 2556
Last Update : 29 มีนาคม 2562 13:49:26 น. 5 comments
Counter : 1820 Pageviews.

 
....สวัสดีค่ะ.
วันนี้ว่างเพราะขี้เกียจทำงาน
....มานั่งอ่านเรื่องราวต่างๆจนมาจบที่นี่
สนุกมากค่ะโดยเฉพาะ....ความคิดเห็นในบทร้อยกรองแต่ละบท
ยิ่งย้อนไปจะเห็นวิธีคิดของคนที่เข้ามาอ่านมาเขียนและการตอบกลับ
ของเจ้าของบล็อค...ขอบคุณเจ้าของบล็อคและผู้ที่มาแสดงความคิดเห็นทิ้งไว้ด้วยนะคะ....


โดย: แฟนคลับ IP: 49.231.97.213 วันที่: 2 กรกฎาคม 2556 เวลา:9:32:38 น.  

 
สวัสดีครับคุณแฟนคลับ

ยินดีครับที่ทิ้งข้อความทักทายเอาไว้ ..
หากย้อนไปอ่านบทเก่าๆคงเห็นการสนทนาที่หลากหลายในแต่ละบท .. ที่ช่วงหลังจะไม่ค่อยมีแล้ว ..

เข้าใจว่าคงจะเริ่มสูงวัยกัน จนต้องเปลี่ยนไปอ่านบล็อคธรรมะกันหมด .. ห้องนารีปราโมชจึงค่อนข้างเงียบเหงาในระยะหลังๆ .. อิๆๆ

แวะพูดคุยได้ทุกเวลาไม่ต้องเกรงใจครับ
ยินดีที่ได้พูดคุยนะครับ


โดย: สดายุ IP: 118.172.110.222 วันที่: 2 กรกฎาคม 2556 เวลา:10:56:07 น.  

 
ขอบคุณค่ะ....คงจะไม่เกี่ยวกับเกรงใจ
แต่ไม่มีความสามารถเพียงพอ....สังเกตจากการที่เจ้าของบล็อคคุยกับน้องเล็ก..แม่มดหรือบุษบามินตรา...บอกตามตรงนะคะ...ขอเป็นคนอ่านดีกว่าค่ะ
คอยอ่านละกันค่ะ


โดย: แฟนคลับ IP: 49.231.97.213 วันที่: 2 กรกฎาคม 2556 เวลา:16:50:59 น.  

 
ด้วยความยินดีครับ



โดย: สดายุ... วันที่: 2 กรกฎาคม 2556 เวลา:20:33:32 น.  

 
๑.ไพเราะเลิศ มิลืมแล ชะแง้รส
สุรพจน์ พาดพิณ กลิ่นสวรรค์
เก็บกรุ่นเกลี้ยง สำเนียงถ้อย รอยรำพัน
หวานจำนรรจ์ แน่นเนื้อ เอื้อสุนทร
๒.เหมือนข้ามภพ บรรจบใจ ในปางบรรพ์
อุ่นไอขวัญ พันธนา ว่าอักษร
ละมุนมาน หวานละไม ไหวนิวรณ์
ฤาจะถอน อาวรณ์ทาง...ออกกลางใจ


โดย: กฤษณา เวชศิลป์ IP: 223.207.43.167 วันที่: 22 พฤศจิกายน 2559 เวลา:21:10:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !









New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.