Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2557
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
2 พฤษภาคม 2557
 
All Blogs
 
O ฤดูลม .. O










เพลง .. ลาวสองคอน
ชัยภัค


O ลมถั่งไม้เอนลู่ .. ฤดูฝน
ก่อนเม็ดน้ำร่วงหล่น .. ฟ้าหม่นหมอง
หยดพรมพรรณไม้ปวงก่อนร่วงนอง
เมื่อแสงทองบนฟ้า .. ค่อยล้าเลือน
O รวมหยาดที่เบื้องบน .. แล้วหล่นร่วง-
จากฝั่งสรวงแทรกสายลงป่ายเปื้อน
ทีละหยดพรากหาว, เมื่อดาวเดือน-
ค่อยคล้อยเคลื่อนเลื่อนดวง .. หยุดช่วงทอ
O สายลมพลิ้วผ่านบท, ความสดชื่น-
ค่อยแตะตื่นตัวรู้ให้ชูช่อ
แสงวิชชุวาบวามก็งามพอ-
ให้คนรอพิศชมได้สมใจ
O ประจุจลน์วนแล่นเหนือแผ่นฟ้า
อวดวิโรจน์เรขาทาบทาให้-
ผืนฟ้าที่หม่นหมองได้ยองใย-
กับเส้นไฟครั่นครื้น .. ยามตื่นตัว
O คำนึงก็โลดเต้น .. ราวเส้นไฟ
บนความนัยแทรกระลอกเข้าหยอกยั่ว
ภาพแววตาคู่นั้น .. ที่สั่นรัว-
ก็เพียงชั่ว .. สบ .. เมิน .. ขัดเขินนั้น
O ภาพหยาดฝนหล่นเม็ด .. ราวเพชรรุ้ง-
บำราศคุ้งโค้งฟ้า, แววตาหวั่น-
ก็รุ่งเรื้องเปลื้องความ .. ให้ตามทัน-
การไหวสั่น-ปริศนาแห่งอารมณ์
O พร้อมเส้นไฟพุ่งเฟื้อย .. แล้วเลื้อยวาบ
คือเนตรปลาบแววปลั่งเข้าถั่งถม-
อกผู้กรำหวานหอม .. ให้จ่อมจม
ด้วยสุดข่มข้ามเขต .. แห่งเลศการณ์
O คะเนนึกคะนึงอยู่, ความรู้สึก-
ก็จมลึกล่วงลงสู่สงสาร
บนฟ้า-ฟ้าครืนครั่น, แสงวันวาน-
วาบแววหวาน-ครั่นครื้น .. ทั้งผืนทรวง
O น้ำหยาดหล่นโปรยปราย, ภาพสายฝน-
ส่าย-ลูบไล้ลมวน .. แล้วหล่นร่วง
ที่แทรกบทรดหลั่ง .. ใจทั้งดวง-
ก็คือท่วงทีท่า .. แฝงอาลัย
O ป่านฉะนี้แสงวาม .. เคยงามระยับ
จะเร้นดวงพริ้มพรับ .. พร้อมหลับใหล
ฤๅรอคอยละห้อยอยู่ .. ด้วยผู้ใด
ฤๅอยู่ในอภิรมย์ .. ด้วยคมคำ
O ป่านฉะนี้ระยับช่วงแห่งดวงเนตร
จะแฝงเลศปรารมภ์ .. พร้อมลมร่ำ-
ฝากหยาดฝนโปรยปราย .. ให้ร่ายรำ
แทน-ความคำ เร้ารุมลงสุมทรวง ?
O ลมเย็นรื่นร่ำโรย, ฝนโปรยปราย
เมื่อความหมายเร้นแฝง-คือแรงหวง-
ค่อยเผยออกคุกคาม, งดงามปวง-
ก็เผยช่วงภพชาติ .. ในภาษ .. พร้อม !
O ต่อหน้ากาลเวลา .. สายฟ้าแลบ
ก็น้อมแนบจินตการอันหวานหอม
กลางเม็ดฝนหล่นร่วง .. ดอก-ดวงพะยอม-
ราวจะน้อมกลีบรับเข้าซับน้ำ
O สายหยุดนั้น .. หยุดกลิ่นแต่สิ้นสาย
หากเนตรฉายแสงวาน .. กลับ-หวานฉ่ำ
จะหยุดฤๅแววระยับ .. พริ้มพรับนำ-
ด้วยเลศนัยจองจำ .. ให้จำนน
O สิ้น .. ภาพไม้เอนรู้-ฤดูลม
เคยพลิ้วพรมอบอุ่นแทนฝุ่นฝน
เหลือ .. ภาพแววละห้อยหา-ในตาคน-
ที่หวานล้น .. รอถนอม .. อยู่พร้อมแล้ว !





Create Date : 02 พฤษภาคม 2557
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 10:47:18 น. 8 comments
Counter : 1124 Pageviews.

 
หลวงพี่...

"O คะเนนึกคะนึงอยู่, ความรู้สึก-
ก็จมลึกล่วงลงสู่สงสาร
บนฟ้า-ฟ้าครืนครั่น, แสงวันวาน-
วาบแววหวาน-ครั่นครื้น .. ทั้งผืนทรวง"

จังหวะคำ "คะเนนึกคะนึงอยู่" ไพเราะ ค่ะ..

"O ลมเย็นรื่นร่ำโรย, ฝนโปรยปราย
เมื่อความหมายเร้นแฝง-คือแรงหวง-
ค่อยเผยออกคุกคาม, งดงามปวง-
ก็เผยช่วงภพชาติ .. ในภาษ .. พร้อม !"

ลมที่ขับด้วย"แรงหวง" นี่น่าจะเป็น ลมเพชรหึง ( whirlwind) 555

วันนี้ต้องไป เปิด คำว่า "สงสาร" และ "ภพชาติ" ดู ว่าแปลว่ากระไร.จึงจะเข้าใจถึง ธรรมะ 555



โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 3 พฤษภาคม 2557 เวลา:10:59:26 น.  

 
มินตรา ..

สงสาร มี 2 ความหมาย
..........
สงสาร ๑, สงสาร [สงสาน, สงสาระ] น. การเวียนว่ายตายเกิด, การเวียนตายเวียนเกิด; โลก. (ป., ส. สํสาร).

สงสาร ๒ [สงสาน] ก. รู้สึกเห็นใจในความเดือดร้อนหรือความทุกข์ของผู้อื่น, รู้สึกห่วงใยด้วยความเมตตากรุณา, เช่น เห็นเด็ก ๆ อดอยากก็รู้สึก สงสาร เห็นเขาประสบอัคคีภัยแล้วสงสาร.
...........

ความหมายแรกเป็นความหมายดั้งเดิม เป็นนามธรรมในจิต .. ส่วนความหมายที่สองเป็นการดัดแปลงแล้วใช้กับทางโลก เช่นเดียวกับคำว่า "สังขาร" ที่แปลว่าอำนาจปรุงแต่งในจิตคนคนหนึ่ง (ตัวเดียวกับ "creator" ในศาสนาที่มีพระเจ้านั่นเอง)

ในทางโลกเอาคำว่า สังขาร มาใช้แค่ ร่างกายเนื้อหนังมังสา อันเป็นรูปธรรม แค่ความหมายเดียว ทำให้ฟั่นเฟือนและตึความหลักธรรมออกทะเล เป็นมิจฉาทิฏฐิกันโดยมาก

ส่วนคำนี้ ..
สังสารวัฏ [สาระ] น. การเวียนว่ายตายเกิด, สงสารวัฏ หรือ วัฏสงสาร ก็ว่า. (ป. สํสารวฏฺฏ).

ไม่มีความหมายโดดๆ ของคำว่า "สังสาร" .. มีแต่ "สังสารวัฏ" เท่านั้น และเป็นคำแปลเดียวกับคำว่า "สงสาร" ในความหมายแรก

ที่จริงแล้วไม่มีอะไรยากสำหรับหลักธรรมชาติ
วัฏะ คือ รอบการหมุนวน
ก็อะไรเล่าที่หมุนวนไม่จบไม่สิ้น รอบแล้วรอบเล่าตั้งแต่คนเราจำความได้ ?

ก็คือ สิ่งที่เกิดจากการรับรู้ทั้ง 6 ทาง

อะไรที่วนรอบ ?
คือ การรับรู้ที่ "ปรุงแต่งต่อ" อย่างอัตโนมัติและควบคุมไม่ได้ของจิต

ทำไมถึงอัตโนมัติและควบคุมไม่ได้ ?

เพราะ "การรับรู้ ทั้ง 6 ทาง" ถูก activate โดยความไม่รู้ ไม่เข้าใจใน"ธรรมชาติของภาวะการณ์ที่ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ"

"ธรรมชาติของภาวะการณ์ที่ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ" นี้คือ โลก ที่มีลักษณะของ ทุกข์ อนิจจัง อนัตตา ครบ

ความไม่รู้ ไม่เข้าใจในโลกนี้ คือ อวิชชา
activate คือ สังขาร
การรับรู้ทั้ง 6 ทาง คือ วิญญาณ

ถามว่าทำไมถึงไม่เข้าใจ โลก ?

ตอบว่า เพราะหยุดความคิดไม่ทันว่า โลก ไม่เกี่ยวกับตนเอง ..

เพราะ การรับรู้ ที่ไม่เข้าใจ ทำให้เกี่ยวข้องคลุกคลีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งเสมอไป .. อันนี้เป็นธรรมชาติของจิตที่ไม่เข้าใจโลก เป็น default ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

สาธุ คุณโยมเยอรมัน
55


โดย: สดายุ... วันที่: 3 พฤษภาคม 2557 เวลา:21:21:02 น.  

 
เรียนท่านประธาน..

ขอแก้คำว่า"สงสาร" เป็น "รักและห่วงใย "..
ในกรณี"รู้สึกเห็นใจในความเดือดร้อนหรือความทุกข์ของผู้อื่น, รู้สึกห่วงใยด้วยความเมตตากรุณา,"

ก้อ..เรียนมาจากโรงเรียนว่าในกรณีนี้ ต้องใช้คำนี้นี่คะ..กรุณาถอนคำพูด..555

เวลาพูดเรื่องศาสนา ทีไร มินตราจะเป็นพวก อวิชชา ทุกที..
เสมือนจะเข้าใจ แต่ไม่เคยลึกซึ้ง ซักที..อธิบายอีก ก็ลืมอีก..เรื่องอื่นอื่น จะเข้าใจง่าย แต่เรื่อง ทางโลก ทางธรรม แล้ว สับสนทุกครั้ง.. และนี่คือ เหตุแห่งทุกข์


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.5.126 วันที่: 4 พฤษภาคม 2557 เวลา:4:16:14 น.  

 
มินตรา ..

คนที่ผ่านโลกมาพอสมควร แล้วมีโอกาสได้ใช้สมองใคร่ครวญเกี่ยวกับโลกรอบตัว .. จะบรรลุวิฒิภาวะระดับหนึ่ง คือความรู้จากประสบการณ์

วัย นี้เองที่หากต่างกันมากจะมีความเป็นไปได้น้อยที่จะ "ไปกันได้" โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นไทยที่โตช้ากว่าวัยในภาวะวิสัยต่างๆรอบตัว

ego หรือ อัตตา นี่เป็นตัวการหลักที่หากมีมากมายเกินค่าเฉลี่ยแล้วจะมีส่วนสำคัญให้ "โลกหมุนรอบตัวเอง" คือสนใจแต่ตัวเองเรื่องของตัวเองและไม่สนใจความรู้สึกผู้อื่น

โลกที่หมุนรอบตัวเองของผู้หญิงวัยสาว จึงเป็นสิ่งที่ผู้ชายจะต้องหนีไปให้รวดเร็วที่สุด ..

มินตรา เห็นด้วยไหม ?



โดย: สดายุ... วันที่: 4 พฤษภาคม 2557 เวลา:9:00:21 น.  

 
สดายุ...

ขออนุญาต ไม่เห็นด้วยนะคะ..(กรรมการสนาม !..เร้ว..)

"วัยที่ต่างกัน " มิใช่ "โลกที่ต่างกัน" หาก ..มาจากสิ่งแวดล้อม "สังคมเดียวกัน.."

อย่างงั้น พ่อแม่ หรือ คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย ย่อมพูดกับลูกหลานไม่รู้เรื่องซิคะ..
มนุษย์ทุกคน "เห็นแก่ตน"ก่อนเสมอ..
เราจึงต้องถูก"ขัดเกลา" ให้มี ความรัก ความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์..

อาหารที่เรากิน เพลงที่เราฟัง เราเรียนรู้มาจากพ่อแม่..จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
วัฒนธรรม(culture) จึงเปลี่ยนเป็น ประเพณี( tradition) เพราะ ทำซ้ำซ้ำ ต่อต่อกันมา..

( "วัฒนธรรม(culture)"ตาม คำจำกัดความในศตวรรษที่21นี้ นะคะ..วัฒนธรรม ในการ กิน ..วัฒนธรรมในการฟัง..ดนตรี..)

"ความเหมือน"นี้..หาก ไกลออกจากครอบครัว..ไปสู่สังคม "ระหว่างประเทศ " (interculture) จะเห็นได้จาก คนในระดับ การศึกษาเดียวกัน สิ่งแวดล้อมเดียวกัน..สังคมเดียวกัน.. ที่จะ"ไปกันได้" โดยไม่มีปัญหาเรื่องสีผิว.. เรื่องเชื้อชาติ..

ยุโรป ก่อนที่จะวิวัฒนาการมาเป็นประเทศเล็กประเทศน้อยนั้น..เป็นจักรวรรดิ เดียวมาก่อน..คือ "จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์"( Holy Roman Empire : จักรพรรดิออตโต้ที่หนึ่ง Otto I - จักรพรรดิ ฟรันซิสที่สอง Francis II 1806) มีศูนย์กลางการปกครองที่ ราชอาณาจักรเยอรมัน (Kingdom of Germany) แยกเป็นเขตที่ใช้ภาษาละติน ทางยุโรปตะวันตก และ ภาษากรีก ทางยุโรปตะวันออก ใช้วิธีเลือกตั้งจากกษัตริย์ในการแต่งตั้งเป็นจักรพรรดิ โดยผ่านสันตะปาปาที่กรุงโรม..
ฉะนั้น กษัตริย์ แห่งสเปน ( Carlos I;of the Spanish Empire )เป็นองค์เดียวกับ กษัตริย์แห่งดัช ( Dutch: Karel V; ) กษัตริย์ฝรั่งเศส(French: Charles Quint ) กษัตริย์ อิตาลี (Italian: Carlo V;) กษัตริย์เชค (Czech: Karel V.;)
คือ กษัตริย์เยอรมัน ( Karl V) ..
จึงน่าขำขันที่มีใครมาเถียงว่า ยุคอาณานิคมนั้น ไม่เห็นเยอรมันจะเก่งเท่าฝรั่งเศสหรือสเปน เลย..555 เพียงเพราะเรารู้ไม่จริง !
และที่ต้องแยกออกเป็น ประเทศ เพราะ บริหารจัดการง่ายขึ้น..ไม่ต้องมานั่งทำสงครามแย่งอำนาจกัน..

ฉะนั้น "ราชอาณาจักรไทยจะแบ่งแยกมิได้" เพราะ ผู้รวบรวมประเทศ ท่านมิทราบจะแยกความเป็นมอญ ออกจากไทย ออกจากแขก ออกจากจีน..ลาว ..เขมร..เวียตนาม..
แล้วมาทะเลาะกันเรื่องมรดกของพ่อว่า ใครได้รับมรดกตัวจริง เช่นลูกลูกของ
" อพราหมณ์ "( Abraham ) อยู่จนบัดนี้..ได้อย่างไร..

หากจะสู้รบปรบมือกับ สดายุ ต้องพูดเรื่องอื่นที่มิใช่ เรื่องธรรมะ ...555


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.5.126 วันที่: 4 พฤษภาคม 2557 เวลา:12:17:37 น.  

 

( Holy Roman Empire : จักรพรรดิออตโต้ที่หนึ่ง Otto I ..962- จักรพรรดิ ฟรันซิสที่สอง Francis II 1806)


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.5.126 วันที่: 4 พฤษภาคม 2557 เวลา:12:24:37 น.  

 
ดายุ..

เรียนตรีเมืองไทยจากมหาวิทยาลัยภูธร ที่ปัตตานี นี่แหละ..แต่บังเอิญ เป็นรัฐปัตตานีที่อยู่บนเส้นทางการเดินเรือค้าระหว่างประเทศ จนเป็นที่มาของอารยะธรรม และการกำเนิดชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กระมังคะ..

อ้อ ตอนเรียนนั้นยังใช้ หลักสูตรสมัยที่พวก"มหาวิทยาลัยทางการศึกษา"ยังไม่มีอำนาจมา"บริหารจัดการ"ระบบ การศึกษาไทย จนเป็นธุระกิจการศึกษาเช่นในปัจจุบันนี้..

ราชอาณาจักรไทย จะไม่แบ่งแยกหรอกค่ะ
วันนี้ กำนันผู้ใหญ่บ้าน สองหมื่นคน ท่านมาช่วยเรียกคืนกระทรวงมหาดไทย จากลุงกำนัน แล้ว..

เห็นแล้วก็ชื่นในหัวใจนัก..ที่บ้านนี้เมืองนี้ มิได้ปกครองด้วยผู้ไร้คุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม จนมองทุกอย่างในโลกด้วยดวงตาเพียงดวงเดียว..

เห็นไหม..ประเทศไทย คนไทยนั้น ยังมีเชื้อสายของอารยะชนอยู่..จะเขียนประวัติศาสตร์ ประเทศเช่นไร..
ความเป็นไทย ความเป็นชาวพุทธ ก็ยังอยู่เต็มตัว..ด้วยการแสดงออกเยี่ยง อารยะชน..ที่รังเกียจ ความผิดศีลธรรม ไร้ ซึ่งทศพิธราชธรรมของชนชั้นปกครอง และ ศีลห้า สำหรับชนชั้นถูกปกครอง..

ขอกราบขอบพระคุณท่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั้งปวง ด้วยความเคารพอย่างสูง ในคุณธรรมที่ท่านมี..


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 4 พฤษภาคม 2557 เวลา:13:28:47 น.  

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
มาตรา ๑ (รูปแบบรัฐ)
ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 4 พฤษภาคม 2557 เวลา:13:38:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.