Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2557
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
13 มิถุนายน 2557
 
All Blogs
 
O พินทุกล แห่ง สุคนธรส .. O








ลาวสวยรวย
ชัยภัค ภัทรจินดา


-1-
O โลก-จึงปรากฏ .. ความงดงาม
เมื่อแววตาวาบวาม .. สื่อความหมาย-
ออกยั่วล้อต่อตา .. ด้วยตาชาย
จึง-อุ่นอายแดดร้อน หรือผ่อนลง ?
O เร้นแฝงนัยอ่อนหวาน .. เมื่อผ่านสู่-
ย่อมงามอยู่ .. เยี่ยงยูงผู้สูงส่ง
คล้ายเผยผ่านเงื่อนงำแห่งจำนง
ให้ดำรงร่องรอย .. อยู่คอยที
O นามธรรมแฝงเร้น .. ย่อมเป็นไป-
จากหัวใจถูกกักด้วยศักดิ์ศรี
จะเผยผ่านอาลัย .. เยื่อใยมี-
ก็เกินที่เจตจินต์จะยินยอม
O งดงามความสัมพันธ์ในวันผ่าน
จึงดั่งเกสรมาลย์ .. รสหวานหอม
สืบผ่านรูปบริบท .. คอย-อดออม-
รอรายล้อมสายใย .. รัดใจคน
O ค่อยถักทอ .. ม้วนปลายจนคล้ายบ่วง
แทนความห่วงใยวางที่กลางหน
งามก็คล้ายหวานหอมที่ยอมตน-
ลงเปลื้องปรนเปรอค่าความอาลัย
O โดยท่าทีซ่อนเร้น .. ความเป็นจริง
คือทุกสิ่งเหมาะควร .. และล้วนใช่-
ล้วนกรอบเกณฑ์ขีดสร้าง .. รอย่างไป-
ตามหัวใจกำกับ .. ปล่อย, ยับยั้ง
O ฟังเถิด .. ถ้อยคำวอน .. เจ้าอ่อนน้อย
ความละห้อย .. อาลัย, ล้วนไหลหลั่ง-
จากอารมณ์ตื่นชู้ .. ยากรู้ฟัง-
ว่าเสียงดังเสียดทรวง .. นั้น-ห่วงใคร ?
O ฟังดูเถิด .. ทุกจังหวะเสียงสะท้อน-
เผลอ -พร่ำวอนโดยถวิล .. แว่วยินไหม ?
เผยความออก .. ว่าหวง .. ว่าห่วงใย-
จากหัวใจร่ำรอ .. เฝ้าทรมา
O จากคลายตัวเคลื่อนไป สายใยนี้
จนแผ่คลี่ .. ม้วนวงที่ตรงหน้า
ก็เหลือเพียงเรียวร่าง .. ก้าวย่างมา-
หยั่งคุณค่าลงวางที่กลางวง
O แววตาแสนรุ่งเรื้อง .. บอกเรื่องราว-
ว่าถึงคราว .. พรหมลิขิตแผ่พิษสง
มองดูเถิดหวานล้ำ .. คล้าย-ดำรง-
อย่างมั่นคง .. ในอกเกินยกย้าย
O สร้อยสุมาลย์ช้อยช่อ .. ร่ำรอหอม-
กำจายล้อมภุมรินเมื่อปีนป่าย
แววตาเอยตื่นตอบ .. เฝ้าลอบชาย-
เหมือนรอผ้ายความเผย .. ออกเย้ยคน
O แววขัดเขินในตา .. น้อมมาให้-
ความอ่อนไหวเวียนประดังอีกครั้งหน
พร้อมอารมณ์อ่อนหวาน .. เผยผ่านปรน-
เปรอ-ใจคนรื่นล้ำ .. อยู่ค่ำเช้า
O โอ แววตาวาบน้ำ, ความคร่ำครวญ-
ช่วยเกลื่อนส่วนอาดูร .. จนสูญเปล่า
แต่เมื่อความอ่อนไหว .. ของวัยเยาว์-
ค่อยสุมเร้างามรุกไปทุกตอน
O เกสรบนกลีบสุมาลย์ .. เชิดต้านลม
กำจายรสหวานฉม .. แอบลม-อ้อน
ฤๅ-ต่างอกครวญคร่ำ .. ถ้อยคำวอน-
แอบแฝงความอาวรณ์ .. สะท้อนสะท้าน
O นุ่มนวลรูปชาติเชื้อ .. นั้น-เหลืออ้าง
แต่หยั่งร่างลงแล้ว .. สุดแล้วผ่าน-
ไปจากห้วงเจตจินต์, เมื่อวิญญาณ-
สัมผัสคราญ, เสน่หา – ฤๅ .. ฝ่าพ้น ?
O กลีบพะยอมนิ่มเนื้อ .. นั้นเหลือนุ่ม
ลมแผ่วรุมไหวระรัว .. ก็กลัวหล่น
รอ - โน้มแนบด่ำดอม .. กรุ่นหอมปรน-
เปรอใจวนว่ายหอม .. เพื่อ-น้อมรับ !

-2-
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยชู้ .. ล้อม จู่ จับ
อิริยารูปนาม .. ย่อมสำทับ
ลงกำกับพรับพริ้ม เพื่อพิมพ์ใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์ฤๅข่มไหว
เห็นแต่เฝ้าจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. พลอยไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
หวัง-ตอบเต้นนัยมีด้วยทีท่า-
ของดวงแก้วเหลื่อมแสงเข้าแยงตา
ที่-ร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามก็ตามว่า .. ดั่งตาสบ
แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสรอย
เหลื่อมแสงพร้อยพร่างมาให้ตาเหลียว
จำรัสรูปให้เห็น .. ราวเส้นเกลียว-
สายใยแทรกรัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวไว้
O ดั่งมณีแทรกวางที่กลางทรวง
เพื่อเป็นบ่วงโอบขวัญ .. แนบฝันใฝ่
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยเร้ารุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาฉายโฉบกันนับพันหน
โอ้ละหนอ .. หวั่นไหว .. และใจคน
จะหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรฤๅ
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
หากไม่คิดคว้าไว้จะได้หรือ
ใครเล่าจะเหนี่ยวดึง .. ส่งถึงมือ
มีแต่ยื้อยึดครอง .. เป็นของตัว
O เหลื่อมแสงสีพร่างอยู่ไม่รู้สิ้น
เชื่อมสองจินต์ด้วยระลอก .. นัยหยอก-ยั่ว
มณีเนตรแฝงเร้น .. ค่อยเต้น-รัว-
อยู่โดยทั่วดวงมณี .. ณ ที่นั้น
O เห็นโชนช่วงดวงวิเชียรที่เวียนว่าย
พร้อมแววฉายเนตรใคร .. หนอ-ไหวสั่น
ดูเถิด .. ที่ก่ำแก้ม .. ราวแต้ม-ปัน-
ด้วยหวามหวั่นจบพักตร์ .. จำหลักไว้
O อันมณีน้ำระยับงามจับจิต
ฤๅโดยฤทธิ์เทพส่งให้หลงใหล
พามอบสอดแทรกวางถึงกลางใจ
เป็นดวงแก้วส่องพิสัย .. รอ-ไขว่คว้า
O รับรู้คร่ำครวญคะนึง ..
รับรู้ถึงรูปนามเกินข้าม .. ฝ่า
จักยอขวัญดวงมณีด้วยปรีดา
รอคุณค่าคืนมอบ .. มา-ตอบแทน
O รับรู้ความออดอ้อน ..
ด้วยอาวรณ์โอบล้อม .. ดั่งอ้อมแขน-
เอื้อม-ปกป้องไว้เอง .. อย่าเกรงแกลน
อกนี้แสนทะนงอยู่ .. อย่างรู้ตน
O ลมเหนือที่เหน็บหนาว ..
เมื่อโหมฝ่าห้วงหาวทุกคราวหน
เถิด-ทุกครั้งยอหอม .. เข้าล้อมลน
ร่วมอุ่นปรนเปรอสาวให้หนาวคลาย
O เจ้าดวงมณีเอย ..
ราวสูรย์เย้ยยั่วแหล่งด้วยแสงฉาย
แววออดอ้อนยั่วย้ำเจ้ารำบาย
เกรงว่า-สายเกินการณ์จักต้านแล้ว !




Create Date : 13 มิถุนายน 2557
Last Update : 17 พฤษภาคม 2562 9:30:07 น. 13 comments
Counter : 1349 Pageviews.

 
สดายุ..

"O รับรู้ความออดอ้อน ..
ด้วยอาวรณ์โอบล้อม .. ดั่งอ้อมแขน-
เอื้อม-ปกป้องไว้เอง .. อย่าเกรงแกลน
อกนี้แสนทะนงอยู่ .. อย่างรู้ตน"

คำว่า "อย่าเกรงแกลน" นี่ แปลไม่ถูกค่ะ ไม่เข้าใจ..

"O พินทุกล แห่ง สุคนธรส .. O นี่ ก็ แปล ไม่เป็นนะ


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 14 มิถุนายน 2557 เวลา:18:42:47 น.  

 
มินตรา ..

เกรง [เกฺรง] ว. นึกกลัวไปเอง, นึกวิตกไปเอง, เช่น เกรงว่าเขาจะเดือดร้อน

แกลน [แกฺลน] (โบ; กลอน) ก. คร้าม, กลัว, เกรง, เช่น ฤๅแกลนกําลังศร (สรรพสิทธิ์).

ความหมายเดียวกัน คือ แต่ละตัวแยกกันก็มีความหมายในตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่จับมาเข้าคู่ แบบเดียวกับ ขาดแคลน

แคลน [แคฺลน] ว. ขัดสน, อัตคัด, มักใช้ประกอบคําอื่น เช่น ขาดแคลน = ทั้งขาดทั้งแคลน หมายความว่า อัตคัด, ขัดสน ดูแคลน = ดูหมิ่น เพราะเห็นเขาขัดสน ดูหมิ่นถิ่นแคลน = ดูถูกว่ามีฐานะตํ่าต้อย.

ส่วน .. พินทุกล
พินทุ น. หยาดเช่นหยาดนํ้า, จุด, จุดที่ใส่ไว้ใต้ตัวอักษร; ลายแต้มสีที่หน้าผากระหว่างคิ้ว; รูปวงเล็ก ๆ; รูปสระ ดังนี้ ?;

กล, กล- [กน, กนละ-] น. การลวงหรือล่อลวงให้หลงหรือให้เข้าใจผิด เพื่อให้ฉงนหรือเสียเปรียบ เช่น เล่ห์กล, เล่ห์เหลี่ยม เช่น กลโกง; เรียกการเล่นที่ลวงตาให้เห็นเป็นจริงว่า เล่นกล; เครื่องกลไก, เครื่องจักร, เครื่องยนต์, เช่น ช่างกล. ว. เช่น, อย่าง, เหมือน, เช่น เหตุผลกลใด; เคลือบแฝง เช่น ถ้าจําเลยให้การเป็นกลความ. (กฎหมาย)

หยาดน้ำเพื่อการลวงให้ภู่ผึ้งบินเข้ามาหา ..
หมายถึงหยาดเรณู ที่มีกลิ่นหอมหวานของ ดอกไม้
คือ สุคนธรส

ความงามของสตรีวัยสาว ปรากฎผ่านรูปลักษณ์และจริตท่วงที เปรียบได้กับ ความงามของดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม

ภู่ผึ้งจึงจำต้องรับบทโดยลูกผู้ชายอกผายไหล่ผึ่งทั้งปวง แต่ไม่ใช่หลงสีสันกลิ่นหอม แต่หลงรูปสวยและจริตงดงาม

เป็นความหมายเดียวกับ คันธาแห่งมาลี

แค่ชื่อกลอน ยังอธิบายได้ยืดยาวปานนี้ .. 55



โดย: สดายุ... วันที่: 14 มิถุนายน 2557 เวลา:19:50:22 น.  

 
ดายุ...

"แค่ชื่อกลอน ยังอธิบายได้ยืดยาวปานนี้ .. 55"

นี่ไงคะ ความเป็นอารยะ ของไทย มีหลักฐานอยู่ในภาษา

ทราบไหมว่า นักโบราณคดี และ นักภาษาศาสตร์ (linguist)โลก.. ศึกษาวัฒนธรรมของมนุษยชาติที่เก่าแก่มาจาก รามายณะ และ มหาภารตะ (ศตวรรษ ที่๔ ก่อนคริสตกาล)
คนไทยสมัยก่อนได้นำทั้งสองเรื่อง จาก วัฒนธรรมพราหมณ์ และ ฮินดู ในอินเดียมาให้เราใช้ฝึกอ่านเขียน เรียนรู้ทั้งทางภาษา ปรัชญา และความเชื่อ..
แล้วยังมี การเมืองการปกครองมาเพิ่ม ในเรื่องสามก๊ก จากจีน...
ทำไม..
เพราะสยามเป็นเส้นทางผ่าน(transit)ของการค้าระหว่างยุโรป(เปอร์เซีย) กับ เอเซีย (จีน ญี่ปุ่น)
โอกาสที่ประชาชนจะได้รับภาษาและวัฒนธรรม ระหว่างประเทศ ที่มาพร้อมกับสินค้า จึงสูงมาก..
แล้วเราก็คัดเลือกสิ่งที่ดีงามไว้
ตอนตั้งรัตนโกสินทร์ใหม่ใหม่ ตำรับตำราที่หายไปในสงครามเราก็ มานั่งคัด นั่งเขียนกันใหม่ ถนอมรักษาไว้

การศึกษาเราเพิ่งจะมาเสียตรงที่ "มหาวิทยาลัยการศึกษา"
เข้ามามีอำนาจบริหารจัดการ ระบบการศึกษา
ประกอบกับ มีการทำ Education Business สอนพิเศษกันจนร่ำรวย..นี่คือที่มาแห่งความเสื่อม..






โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 14 มิถุนายน 2557 เวลา:23:43:30 น.  

 

สงสัยสดายุ จะ ลาเสาร์อาทิตย์ ไปหา "คันธาแห่งมาลี"
หรือ มี รถฮัมวี่ มารับ...


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 15 มิถุนายน 2557 เวลา:18:25:07 น.  

 
มินตรา ..

เมื่อพูดถึงพัฒนาการของชาติ

อีกครั้งที่จำเป็นต้องชี้ให้เห็นความผิดพลาดของนโยบายหรือแนวคิดแบบ อนุรักษ์นิยม+ชาตินิยม บุพกาลบรรพกาล แบบเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย ต่อเนื่องเรื่อยมา

จากจำนวนพลเมืองประมาณ 30 ล้านคนในยุคถนอม ประภาส ช่วงเดียวกับที่สิงคโปร์ประกาศตั้งประเทศนับ 1 มาจนบัดนี้ประมาณ 40 ปี กลายเป็น 65 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว .. ยังด้อยพัฒนาไม่รู้จบด้วยค่าแรงขั้นต่ำ
300 บาท ประมาณ 10 US$ ต่อ 8 ชัวโมงทำงาน

(ขณะที่สิงคโปร์ตอนแยกตัวจากมาเลย์เซียมีคน 3ล้าน และบัดนี้น่าจะประมาณ 5-6 ล้าน แต่เต็มไปด้วยคุณภาพของทั้งสถานศึกษา (สิงคโปร์ยู อันดับ 6 ของโลก) รายได้ต่อหัวของพลเมือง ความโปร่งใสของผู้ทรงอำนาจในแผ่นดิน ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นประชาธิปไตยจ๋า)

เป็นความผิดพลาดจากนโยบายที่ว่าหากมีลูกไม่ถึง 4 คนห้ามทำหมัน ! - สมองน้อยๆ รอยหยักไม่ค่อยมี ช่างคิดออกมาได้

พลเมืองที่มากไปด้วยปริมาณแต่ไร้คุณภาพจึงถูกผลิตออกมามากมาย และผลติดตามมาคือ อาชญากรรม !
ยาเสพติด !

โทษสิ่งใดไม่ได้
ต้องโทษ "ความดีที่ไม่มีจริง" ของผู้มีส่วนจัดการประเทศอย่างยาวนานตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2490 มาจนปัจจุบัน

สายตาสั้นแค่หางอึ่ง แล้วยังกอดรัดอำนาจไว้แน่น ..

หากจีนไม่ทำลายล้างระบบเก่าอันเน่าเฟะต่อเนื่องมาจากยุค ซูสีไทเฮา (จนชาวบ้านอดตายต้องลงสำเภาหนีมาตายเอาดาบหน้าสู่เมืองไทยและดินแดนโดยรอบ) ลงแล้วสถาปนาอำนาจรัฐใหม่เพื่อมวลชนขึ้นมา บัดนี้คงเป็นขี้โรคแห่งเอเชียอยู่เหมือนเดิม ไหนเลยจะพัฒนารวดเร็วจนขนาดเศรษฐกิจกำลังจะแซงหน้าอเมริกา

ปูลิตบูโร ที่ทรงอำนาจมากหากทำเพื่อสังคม ไม่ใช่พวกพ้อง ญาติพี่น้องสายโลหิต แล้ว ย่อมได้รับการยอมรับแม้ว่าจะไม่ได้มาตามวิถีเลือกตั้งแบบตะวันตกก็ตาม

ระบบราชการที่เน่าเฟะ ไร้ประสิทธิภาพ ภายใต้กฎระเบียบของศตวรรษก่อน มันไม่มีความความหวัง

สมัยก่อนหากมินตราไปถอนเงินที่ธนาคาร ต้องเขียนสาระพัดที่ไม่จำเป็น .. พอเอาคนที่คิดเป็นมานั่งพิจารณาก็เลยตัดลงหมดเหลือแค่เซ็นต์ชื่อกับกรอกตัวเลข และแสดงบัตรประชาชน ก็พอ

ทำไมต้องเขียนตัวหนังสือ กำกับตัวเลขจำนวนเงิน ?
คำถามแบบนี้สังคมไทยไม่เคยตั้ง ไม่เคยตอบ
สิ่งไหนมีโอกาสผิดมากกว่ากัน ?
สิ่งไหนอ่านง่าย เข้าใจง่าย มากกว่ากัน ?

เอกชนคือ ธนาคาร เปลี่ยนแล้ว นี่คือการทำให้ดีขึ้นง่ายขึ้นเร็วขึ้น เรียกว่า ปฏิรูป

แต่ .. ราชการยังใช้เลขไทยอยู่เลย
เป็นเลขไทยที่เด็กรุ่นใหม่อ่านไม่ออก ๕๕๕๕
แล้วบอกว่าจะปฏิรูป ?





โดย: สดายุ... วันที่: 15 มิถุนายน 2557 เวลา:18:45:29 น.  

 
ดายุ..

เข้ามาก็รัวใส่เป็นM16 เลย

แต่ดีใจนะคะ ที่รถฮัมวี่ ยังไม่ให้เกียรติมารับถึงบ้าน
เยี่ยงรัฐมนตรีทั้งหลาย


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 15 มิถุนายน 2557 เวลา:19:35:04 น.  

 
ดายุ..

"O อันมณีน้ำระยับงามจับจิต
ฤๅโดยฤทธิ์เทพส่งให้หลงใหล
พามอบสอดแทรกวางถึงกลางใจ
เป็นดวงแก้วส่องพิสัย .. รอ-ไขว่คว้า"

บทนี้ ระยิบระยับวิบวับ ในสายตา ด้วยคุณค่าแห่งความงดงาม...
"ความดี คนเรานี่ดีใด..ดีน้ำใจที่ให้แก่คนทั้งปวง"

หนึ่งในร้อย !
ขอให้ความดีงามมีเพิ่มขึ้นเรื่อยเรื่อยจนความเลวร้ายไม่มี
พื้นที่จะอยู่...




โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 16 มิถุนายน 2557 เวลา:11:18:17 น.  

 
มินตรา ..

ผมพยายามมองในมุมที่ดีว่า หากหัวหน้า คสช เป็นตัวของตัวของตัวเองมากพอ ..
ไม่จำเป็นต้องไปฟังคนอายุ 93 บ้านสี่เสาที่จะอยู่อีกไม่นานและหลุดจากจอ ทัชสกรีนของสมาร์ชโฟน รวมทั้งสมาร์ชทีวีไปแล้ว 555 .. รวมทั้งพี่ใหญ่เสือตะวันออกอะไรนั่นด้วย .. แต่จัดการปัญหาที่มองเห็นมาตลอดตามวิธีที่จะเป็นผลดีต่อชาติอย่างแท้จริงด้วยตนเอง .. ก็จะชื่นชมยินดีได้เต็มปาก

ผมไม่สนใจประชาธิปไตยที่กินไม่ได้ แต่สนใจวิธีการที่จะทำให้ไทยผ่านพ้นไปสู่ความพัฒนาแล้วแบบที่ ลี กวน ยู จัดการสิงคโปร์ และด้วยความโปร่งใสที่ติด top 10 ของโลก

ประเทศนี้ หากมีอำนาจเด็ดขาดในมือแล้วตั้งใจทำ มันจัดการไม่ยาก .. แค่โละเหลือบ ที่เป็นบอร์ด วิสาหกิจออกทิ้งทุกองค์กร ก็ได้เสียงเชียร์แล้ว เพราะประหยัดเงินแผ่นดินมากมาย

รื้อมันให้หมด และเลิกระบบอุปถัมภ์ พวกด้อยความสามารถกันเสียที
เอาหางมาเป็นหัวเพราะเส้นใหญ่ ชาติไทยมันถึงไปไหนไม่รอด
คนด้อยความสามารถ อย่าพยายามปั้นแต่งขึ้นมา เพราะมันคือการทำลายชาติโดยตรง ..



โดย: สดายุ... วันที่: 16 มิถุนายน 2557 เวลา:21:14:04 น.  

 
ค่ะ สดายุ

บทต่อไปฟังเพลง ทรัพย์ทรวง ของ แจ้ แล้วใช้เนื้อเพลงนั้น ลงเป็นกลอน ดีไหมคะ
"ล้นแดน ท่วมดิน
.มีทรัพย์สินเนืองนอง
.เอาทรัพย์แสน มากอง
.ร้องชวนแลก ร่างเธอ
.ฉันยัง ไม่ยอม
.นำรักน้อมบำเรอ"


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 16 มิถุนายน 2557 เวลา:22:58:16 น.  

 
ดายุ..

หายไปไหน ใครใครเป็นห่วง..
ยิ่งระยะนี้ คนนั้นหาย คนนี้เงียบไป ยิ่งควรจะ แวบเข้ามาให้ชื่นใจบ้าง..

หรือหอบกระเป๋าไปเที่ยว สวีเดน เดนมาร์ค แล้ว
ช่วงนี้ เป็นช่วงท่องเที่ยวด้วย


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 17 มิถุนายน 2557 เวลา:15:04:31 น.  

 
มินตรา ..

อยากไปอยู่มาก สองประเทศที่ว่า ..
อยากอยู่ในประเทศที่มี well organized ผู้คนมีระเบียบ มีความรู้ คุยอะไรก็รู้เรื่อง

เชื่อว่าจะไม่มีภาพตาสีตาสานั่งยองๆยกมือไหว้"ผู้มีบุญท่วมหัว"ผู้มาเยี่ยมตามสองข้างทางให้อุจาดสายตา 555

ผมชอบพวกติดทะเลเหนือ มากกว่า เมดิเตอรเรเนียน
และชอบเมืองหนาว มากกว่าเมืองร้อน

มินตราไปอยู่เยอรมันได้ยังไง
เรียน ?




โดย: สดายุ... วันที่: 17 มิถุนายน 2557 เวลา:20:44:28 น.  

 
สดายุ

คนแถบสแกนดิเนเวีย หรือประเทศริมทะเลด้านนั้น รวมทั้งประเทศเยอรมันตอนเหนือ จะใช้ กฎหมายของพวกเดินเรือ ซึ่งเป็นคนละกฎหมายจากพวก ภาคพื้นยุโรป(continent)

ความเป็นระเบียบจึงไม่เหมือนกัน
ชีวิตประเทศเหล่านั้นจะ เรียบง่าย วัฒนธรรมในการ อยู่ การกิน ก็ไม่เคร่งครัด แล้วการขอเป็นพลเมืองก็ง่าย
ความหนาแน่นของประชากร ก็หลวมหลวม นอกจากตามเมืองหลวง

อีกไม่นานมหาวิทยาลัยก็จะปิดเทอมแล้ว
"สาวน้อย"จากออสเตรเลีย คงจะได้ชวนกันมาเที่ยว
แถบนั้น ค่าใช้จ่ายก็ไม่แพง ชีวิตก็อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ
มี ป่า มีเขา อากาศดี ไม่เหมือนในภาคพื้นยุโรป

ดีใจที่ไม่หายไปเฉยเฉย ...
แม้นแต่อาจารย์ เช่นอาจารย์วรเจตน์ซึ่งทำหน้าที่รักษาทฤษฎีทางวิชาการให้ถูกต้อง ก็ยังหาความปลอดภัยในชีวิต ไม่ได้...
จึงห่วงใยนัก เกรงจะมีใครสนใจให้ "กวี "ไปรายงานตัว..




โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 18 มิถุนายน 2557 เวลา:2:04:47 น.  

 
มินตรา ..

จริงเหรอ ..ว่ากลุ่มสแกนดิเนเวียร์ขอความเป็นพลเมืองง่าย
เห็นแต่ละประเทศพื้นที่กว้างใหญ่กว่าไทย แต่คนไม่ถึง 10 ล้าน .. โดยเฉพาะ สวีเดน นอรเวย์ แบบนั้นน่าอยู่

เพราะเวลารัฐบาลทหารของสวีเดนประกาศให้ดูหนังฟรีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จะได้ไม่แห่กันออกไปแบมือขอเข้า"โปรแกรมกล่อมให้รักชาติ รักแผ่นดิน" จนล้นหลามออกมานอกถนน .. 555

ส่วน สาวน้อย คงยังไปเที่ยวไม่ได้เพราะเทอมแรกเรียนหนักปรับตัวเยอะ ยังไม่มีโอกาสทำงานเก็บเงิน คงรอจนปีสุดท้ายค่อยไปกัน

ไว้จะไปเที่ยวเยอรมันด้วย
ผมมันพวกสาวก"อำนาจนิยม"ต้องไปคารวะปรมาจารย์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ สักหน่อย

555


โดย: สดายุ... วันที่: 18 มิถุนายน 2557 เวลา:5:49:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.