Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2557
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
24 พฤษภาคม 2557
 
All Blogs
 
O โสมกลางสรวง .. O









ลาวดวงดอกไม้ - อัศวลีลา



-1-
O ทอดทอแดดอุ่นอ่อนลงอ้อนไม้
ลมแผ่วไหว, เสียงแว่วก็แผ่วหวาน
ของนกเช้าพรั่งพร้อม .. ขับกล่อมกาล
แตะตื่นความชื่นบานให้ผ่านวน
O อ้อยอิ่งนัก-โคมสรวงเมื่อช่วงฉาย
โอบรำบายห้อมเห่ห้วงเวหน
ก็เมื่อรอบอาลัย, น้ำใจคน-
ค่อยค่อยล้นเอ่อแล้วที่แววตา
O ลับล่มสิ้น-หมอกเช้าแต่เข้าสาย
เหลือใจว่าย-เวียนคอยรูปรอยหน้า
จะแฝงฝากเปล่าเปลี่ยวเข้าเยียวยา-
ความละห้อยคอยท่า-ผู้อาวรณ์
O ปีกผีเสื้อโบกผ่านดอกมาลย์สี
ลมไหววีห้อมเห่ช่อเกสร
โอบจบกลีบเบาบางในต่างตอน
เหมือนจบอ่อนนุ่มปราง .. โอบร่างไว้
O แทนอ้อมโอบลมพลิ้ว-คือริ้วแก้ม-
โอบจบแต้มผูกขวัญ-ผู้ฝันใฝ่
เพียงเพื่อการสั่นรัวของหัวใจ
จะผ่านเสียงสั่นไหว .. แว่วให้ฟัง
O งดงามสี, ลวดลายที่ปลายปีก
บินหลบหลีกแดดเช้า .. ด้วยเฝ้าหวัง-
จะแทรกกายจ่อมจมใต้ร่มบัง
เพื่อหวานหอมหลอมหลั่ง .. สุมสั่งรส
O ละม่อมหน้าเนียนแก้มก็แซมภาพ
กลางกำซาบหวานหอมพรั่งพร้อมบท
เกสรช่อลมร่ำ-ถ้อยคำพจน์
น้อมลงจดอารมณ์ .. กลางลมวี
O ปีกผีเสื้อ-ยอร่าง, เงาร่างนั้น-
ก็ยอร่างแนบขวัญในฝันพี่
ล่องลอยผ่านอาลัย, เพรียกไมตรี
แล้วค่อยลีลาศบท .. ลงกดดัน
O พลิ้วลมแผ่วโผยผ่านช่อมาลย์หอม
ก็เมื่องามพักตร์ละม่อมรายล้อมขวัญ
โบกปีกกลางหมู่มาลย์ก็ปานกัน
กับการผันรูปล่วงรับห่วงใย
O กรุ่นหอมรื่นรวยรินในถิ่นที่
พร้อมลายผีเสื้อโบก .. ปีกโยกไหว
ขณะวันลอยดวง, อีกดวงใจ-
ก็แกว่งไกว .. ด้วยถวิลอันดิ้นรน
O ลายดำแฝงแดงเหลืองอยู่เบื้องหน้า
โบกปีกช้าเฉื่อยล่วงฝ่าห้วงหน
เคลื่อนคล้อยร่างผันผก .. ลอย-วกวน
ก็เช่นใจของคน .. คิด .. วน-วก
O มีหอมและมีหวานสุมาลย์หมู่
มีรอบชู้วาบไหวอยู่ในอก
มีดวงตาไหวสั่น .. แววหวั่นสะทก
ด้วยสุดปกป้องใจจากใครนั้น
O ผีเสื้อยังว่อนบินในถิ่นที่
กลางเรื่อยรี้ลมวก, หัวอก-หวั่น
แรงอาวรณ์อาลัยของใครกัน
หนอ-ช่างมั่นคงอยู่ไม่รู้คลาย
O โบกปีก-เบาบางพาร่างน้อย
บินล่องลอยผ่านเช้าจนเข้าสาย
เมื่ออาวรณ์อาลัยแห่งใจชาย
ค่อยค่อยว่าย-วนรอบ .. รอมอบตัว
O พลิ้วผ่านมวลแมกไม้ .. ฝ่าไอแดด-
อยู่ในแวดล้อมห่ม .. ของร่มหลัว
ผ่านแล้วหนอไหวหวั่น .. ใจสั่นรัว
กับเย้ยยั่วอาลัย .. ด้วยนัยน์ตา
O พลิ้วผ่านเงาม่านใบ .. ดอกไม้หอม-
ลงแนบน้อมรูปคอยละห้อยหา
มอบใจและมอบขวัญในฉันทา
รับบัญชานิรมิตจากฤทธิ์พรหม
O รวยรวยรสหอมมาลย์, รูปคราญเจ้า-
ก็รุมเร้าแรงถวิล .. รับกลิ่นฉม
จนเผยผ่านแววตา-ห้วงอารมณ์-
ก็จ่อมจมด้วยนัย .. จากใจนั้น
O ปีกผีเสื้อบอบบาง .. ลับร่างแล้ว
เหลือเพียงแววอาลัย .. วาบ-ไหว-สั่น
โอ-งามเห็นจะงามไปตามกัน
เมื่อยิ้มนั่น, เนตรพรับ .. ตอบ - รับรู้ !

-2-
O ไม้แกว่งกิ่ง ลมวูบ .. หนึ่งรูปรอย
ที่แม้นวันเดือนคล้อย .. ยังคอยอยู่
กี่ครั้ง-ที่เพียบเพ็ญด้วยเอ็นดู
ตรึง-รับรู้ .. ในอกเกินยกพ้น
O เผยดูหรืออาวรณ์ .. เจ้าอ่อนน้อย
ให้ล่องลอยลอดทรวง .. มาร่วงหล่น-
กลางอาวรณ์อาลัย .. อีกใจคน-
ที่หวานล้นหอมล้ำ .. เกินทำลาย
O โอ-แววตาคู่ไหน .. หนอไหวสั่น-
ด้วยผูกพันอาวรณ์เกินซ่อนหาย
ร่องรอยเคยเก็บงำ .. เต้น-รำบาย-
ความมุ่งหมายเร้ารัวจากหัวใจ
O วาบหวามความอาลัยอยู่ในทรวง
ด้วยเงื่อนบ่วงอาวรณ์เกินถอนไหว
ถวิลคอยละห้อยเห็น .. ล้วนเป็นไป-
ตามวงรอบอาลัย .. ที่ไหวตัว
O รับรู้รอบอาวรณ์เจ้าอ่อนน้อย
เผยรูปรอยผ่านออก .. มาหยอกยั่ว
ช่วยแกว่งรอบหัวใจเต้นไหว .. รัว
พาม่านมัวในตาให้ล้าเลือน
O สื่อ .. รับรู้ .. อาลัย .. จากใจนั้น
ราวภาพฝันรำบายลงป่ายเปื้อน-
รูปงดงามในนิมิต .. คอยติดเตือน
จนเกินใจบิดเบือนให้เคลื่อนคล้อย
O รับรู้ความเงียบงันแห่งวันวาน
เลื่อนพ้นผ่านรูปเยาว์อย่างเหงาหงอย
ลมอบอุ่นผ่านล้อ, การรอคอย-
ผ่านชั่วยามแต่ละห้อย .. ด้วยน้อยใจ
O เอ็นดูนัก .. อาวรณ์เจ้าอ่อนน้อย
แฝงร่องรอยซ่อนอยู่เกินรู้ได้
ดูเถิด .. เสน่หาความอาลัย-
เพียงสั่นไหวเร้ารัว .. กับตัวเอง
O ฤๅจัก .. เหมือนคนบาปใจหยาบช้า
ที่เหมือนตาบอด-ปิด .. ไม่พิศเพ่ง
ไม่แว่วเสียงไหวดังกลางวังเวง
เสียง .. แกว่งเร่งเร้ารัว-บางหัวใจ
O ฤๅว่า .. ใจดวงน้อยจะพลอยระส่ำ
กับความคำอ่อนหวาน .. เกินต้านไหว
เมื่อแต่คอยคิดตามเนื้อความใคร
ล้ออาลัย .. แหนหวงผ่านช่วงวัน
O ฤๅว่า .. ใจดวงน้อยจะคอยเฝ้า-
ความ, รุมเร้ารายล้อมคอยกล่อมขวัญ
ด้วยอารมณ์สมยอมจะยอมกัน-
ความเงียบเหงาทั้งนั้น .. ให้ผันตัว
O รับรู้เถิดอ่อนน้อย .. ทุกรอยคำ
จะคอยย้ำความบอก .. เข้าหยอกหัว
เพื่อล่มล้างสับสน-แววหม่นมัว-
เคยทอดตัวในตา .. ให้ล้ารอย
O กว่าจะเผยความนัย .. ออกให้รู้
ก็นานอยู่เกินงาม .. ทุกความถ้อย
กว่าจะเผยรอบชู้ .. ว่าอยู่คอย
ก็แทบลอยหลุดมือเกินยื้อครอง
O เห็นไหมว่าซ่อนเร้นอยู่เช่นนั้น
ย่อมบีบคั้นใจคนให้หม่นหมอง
รู้ไหมว่ารูปเงาที่เฝ้าปอง-
อยู่ทั้งห้องหัวใจ .. คือใครกัน ?
O รับรู้เถิดอ่อนน้อย ที่คอยอยู่
คือ-แรงชู้ อกอ้อม .. โอบกล่อมขวัญ
คะนึงหา .. ละห้อยเห็นไม่เว้นวัน
เพื่อเคียงคู่ตราบนิรันดร์ .. ตามสัญญา !




Create Date : 24 พฤษภาคม 2557
Last Update : 24 มีนาคม 2562 17:38:56 น. 7 comments
Counter : 1543 Pageviews.

 
ดายุ..

O โสมกลางสรวง .. O
ทำไมไม่ โสมกลางทรวง ล่ะคะ..


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 24 พฤษภาคม 2557 เวลา:14:16:10 น.  

 
มินตรา ..

โสม คือดวงจันทร์
สรวง คือท้องฟ้า

บนท้องฟ้ามีจันทร์ดวงเดียว
เปรียบเหมือนในความคิดคำนึงมี"เจ้า"เพียงคนเดียว

เป็นอุปมาอุปไมยเชิง โวหาร
ในแง่ ความเป็นหนึ่งเดียว เป็นจุดสำคัญ

(เอ้า .. มีแอบยิ้ม ด้วย)


โดย: สดายุ... วันที่: 24 พฤษภาคม 2557 เวลา:23:21:31 น.  

 
ต๊าย..สดายุ..

ทราบไงว่าแอบยิ้ม..
ขำคนเจ้าชู้ จีบผู้หญิงน่ะ


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 25 พฤษภาคม 2557 เวลา:0:26:24 น.  

 
ดายุ...

"O กว่าจะเผยความนัย .. ออกให้รู้
ก็นานอยู่เกินงาม .. ทุกความถ้อย
กว่าจะเผยรอบชู้ .. ว่าอยู่คอย
ก็แทบลอยหลุดมือเกินยื้อครอง "

นี่..สู้ผบทบ.ไม่ได้..ท่านตัดสินใจรวดเร็ว..
"ตกลงกันได้ไหม.. ไม่ได้ รึ..ผมยึดอำนาจ"..
.แอ่น แอ้น..แอ๊น.. "บัดนั้น !"
ไม่ต้องมา "เมื่อเอยเมื่อนั้น" แบบสดายุ..555



โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 25 พฤษภาคม 2557 เวลา:16:49:34 น.  

 
มินตรา ..

เยอรมันใช้คำว่า "condemn" ซึ่งแปลว่า ประณาม ความหมายแรงกว่า "กังวล" มากมาย

แสดงว่าสังคมเยอรมันน่าจะจัดอันดับ รัฐประหาร เป็นความต่ำทรามของระบบปกครองที่ควรสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้ว ระดับเดียวกับ อเมริกา แคนาดา

ตอนนี้เรากำลังจะได้ หัวหน้ายามบริษัท มานั่งตำแหน่ง Managing Director และอาจมียามลูกน้องมานั่งควบผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรม บัญชี การตลาด ซ่อมบำรุง บุคคลและธุรการ

บริษัทสยามจำกัดนี้ อาจถึงขั้นต้องฟื้นฟูกิจการหลังจากนี้

เดี๋ยวนี้คนหนุ่มสาวตื่นตัวทางการเมืองมาก ..
เห็นความน่ารักบนช่วงการเปลี่ยนผ่านทางโลกทัศน์ ของคู่แฝดสยาม .. ไหม ?


โดย: สดายุ... วันที่: 25 พฤษภาคม 2557 เวลา:20:58:11 น.  

 
ดายุ..

คำว่า "condemn" ในพจนานุกรมไทยนั้น แปลว่า "ด่าทอ"
มินตราเห็นว่าผิดนิสัยเยอรมันที่ผู้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศเช่น รัฐมนตรี ชตายมัยเยอร์Frank-Walter Steinmeier จะออกมา"ด่าทอ"
จึงไปดูต้นข่าวเยอรมัน ท่านใช้คำว่าv erurteilt
คำว่าverurteilenเป็นภาษาทางกฎหมาย..ที่เน้นไปทาง"ความผิด และ โทษ"

ที่รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมันออกมาประกาศ"ตัดสินลงโทษ" นั้น ใช่ว่าท่านจะถือสิทธิ ก้าวร้าวประเทศไทย..
ท่านสุภาพเกินกว่าจะทำเยี่ยงนั้น แต่สาเหตุมาจากที่ว่า สหภาพยุโรปและอเมริกา กล่าวไว้ตั้งแต่ก่อนจะประกาศกฎอัยการศึกว่า ในรูปการณ์ทางการเมือง ดูจะออกมาเป็นการ"รวบอำนาจ ทางการทหาร" จึง"ขอร้อง"กันไว้ว่า อย่าทำ มิฉะนั้น จะมีการ"บอยคอต" ประเทศไทย..
บอยคอต ที่แปลว่า " การต่อต้านผู้หนึ่งผู้ใดด้วยการไม่ยอมสนทนาหรือประกอบกิจกรรมใด ๆ ."..

ฉะนั้น ถือว่า การทำรัฐประหารในครั้งนี้ จึงเป็นการ"ท้าทายอำนาจมหาอำนาจ" อย่างเด่นชัด

ท่านจึงใช้คำว่า "ตัดสินลงโทษ"...เพราะ กระทำการอย่างผิดกฎหมาย และ ท้าทาย..โลก..

ทรงพระเจริญ !

(ชอบถามสั้นสั้น แต่ต้องตอบยาวยาว ไปซะทุกทีซินะ..)



โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 26 พฤษภาคม 2557 เวลา:11:49:13 น.  

 
มินตรา ..

condemn (คันเดมน์')
{condemned, condemning, condemns}
vt. ประณาม, ตำหนิ, ตัดสินว่ามีความผิด
VT. ประกาศว่าทำผิด relate:{กล่าวโทษ} syn:(convict)
VT. วิจารณ์อย่างแรง syn:(criticize)

//th.w3dictionary.org/index.php?q=condemn

เขาแปลถูกแล้ว ..
ไม่มีด่าทอ .. แต่ความหมายมันไปในทำนองเดียวกัน คำว่า"ประณาม" เป็นคำที่วงการทูตใช้กันในภาษาไทย

ถูกวิจารณ์อย่างแรง หรือ ถูกตำหนิ เป็นคำที่ในระดับวงการทูตจะถือว่าน่าอับอายขายหน้า

มินตราดูใน G7 ก็แล้วกันว่ามีประเทศใด ประณาม หรือ กังวลอย่างยิ่ง หรืออื่นใดบ้าง

1. สหรัฐอเมริกา - ประธานาธิบดี
2. แคนนาดา - กษัตริย์อังกฤษ
3. อังกฤษ - กษัตริย์
4. ฝรั่งเศส - ประธานาธิบดี
5. เยอรมัน - ประธานาธิบดี
6. อิตาลี - ประธานาธิบดี
7. ญี่ปุ่น - กษัตริย์

หรือมีประเทศใด "สรรเสริญ" บ้าง ?

และทำไมถึงไม่สรรเสริญ "การทำเพื่อบ้านเมือง" ครั้งนี้ ?


โดย: สดายุ... วันที่: 27 พฤษภาคม 2557 เวลา:6:43:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.