Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2557
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
2 พฤษภาคม 2557
 
All Blogs
 

O ฤดูลม .. O










เพลง .. ลาวสองคอน
ชัยภัค


O ลมถั่งไม้เอนลู่ .. ฤดูฝน
ก่อนเม็ดน้ำร่วงหล่น .. ฟ้าหม่นหมอง
หยดพรมพรรณไม้ปวงก่อนร่วงนอง
เมื่อแสงทองบนฟ้า .. ค่อยล้าเลือน
O รวมหยาดที่เบื้องบน .. แล้วหล่นร่วง-
จากฝั่งสรวงแทรกสายลงป่ายเปื้อน
ทีละหยดพรากหาว, เมื่อดาวเดือน-
ค่อยคล้อยเคลื่อนเลื่อนดวง .. หยุดช่วงทอ
O สายลมพลิ้วผ่านบท, ความสดชื่น-
ค่อยแตะตื่นตัวรู้ให้ชูช่อ
แสงวิชชุวาบวามก็งามพอ-
ให้คนรอพิศชมได้สมใจ
O ประจุจลน์วนแล่นเหนือแผ่นฟ้า
อวดวิโรจน์เรขาทาบทาให้-
ผืนฟ้าที่หม่นหมองได้ยองใย-
กับเส้นไฟครั่นครื้น .. ยามตื่นตัว
O คำนึงก็โลดเต้น .. ราวเส้นไฟ
บนความนัยแทรกระลอกเข้าหยอกยั่ว
ภาพแววตาคู่นั้น .. ที่สั่นรัว-
ก็เพียงชั่ว .. สบ .. เมิน .. ขัดเขินนั้น
O ภาพหยาดฝนหล่นเม็ด .. ราวเพชรรุ้ง-
บำราศคุ้งโค้งฟ้า, แววตาหวั่น-
ก็รุ่งเรื้องเปลื้องความ .. ให้ตามทัน-
การไหวสั่น-ปริศนาแห่งอารมณ์
O พร้อมเส้นไฟพุ่งเฟื้อย .. แล้วเลื้อยวาบ
คือเนตรปลาบแววปลั่งเข้าถั่งถม-
อกผู้กรำหวานหอม .. ให้จ่อมจม
ด้วยสุดข่มข้ามเขต .. แห่งเลศการณ์
O คะเนนึกคะนึงอยู่, ความรู้สึก-
ก็จมลึกล่วงลงสู่สงสาร
บนฟ้า-ฟ้าครืนครั่น, แสงวันวาน-
วาบแววหวาน-ครั่นครื้น .. ทั้งผืนทรวง
O น้ำหยาดหล่นโปรยปราย, ภาพสายฝน-
ส่าย-ลูบไล้ลมวน .. แล้วหล่นร่วง
ที่แทรกบทรดหลั่ง .. ใจทั้งดวง-
ก็คือท่วงทีท่า .. แฝงอาลัย
O ป่านฉะนี้แสงวาม .. เคยงามระยับ
จะเร้นดวงพริ้มพรับ .. พร้อมหลับใหล
ฤๅรอคอยละห้อยอยู่ .. ด้วยผู้ใด
ฤๅอยู่ในอภิรมย์ .. ด้วยคมคำ
O ป่านฉะนี้ระยับช่วงแห่งดวงเนตร
จะแฝงเลศปรารมภ์ .. พร้อมลมร่ำ-
ฝากหยาดฝนโปรยปราย .. ให้ร่ายรำ
แทน-ความคำ เร้ารุมลงสุมทรวง ?
O ลมเย็นรื่นร่ำโรย, ฝนโปรยปราย
เมื่อความหมายเร้นแฝง-คือแรงหวง-
ค่อยเผยออกคุกคาม, งดงามปวง-
ก็เผยช่วงภพชาติ .. ในภาษ .. พร้อม !
O ต่อหน้ากาลเวลา .. สายฟ้าแลบ
ก็น้อมแนบจินตการอันหวานหอม
กลางเม็ดฝนหล่นร่วง .. ดอก-ดวงพะยอม-
ราวจะน้อมกลีบรับเข้าซับน้ำ
O สายหยุดนั้น .. หยุดกลิ่นแต่สิ้นสาย
หากเนตรฉายแสงวาน .. กลับ-หวานฉ่ำ
จะหยุดฤๅแววระยับ .. พริ้มพรับนำ-
ด้วยเลศนัยจองจำ .. ให้จำนน
O สิ้น .. ภาพไม้เอนรู้-ฤดูลม
เคยพลิ้วพรมอบอุ่นแทนฝุ่นฝน
เหลือ .. ภาพแววละห้อยหา-ในตาคน-
ที่หวานล้น .. รอถนอม .. อยู่พร้อมแล้ว !





 

Create Date : 02 พฤษภาคม 2557
8 comments
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 10:47:18 น.
Counter : 1142 Pageviews.

 

หลวงพี่...

"O คะเนนึกคะนึงอยู่, ความรู้สึก-
ก็จมลึกล่วงลงสู่สงสาร
บนฟ้า-ฟ้าครืนครั่น, แสงวันวาน-
วาบแววหวาน-ครั่นครื้น .. ทั้งผืนทรวง"

จังหวะคำ "คะเนนึกคะนึงอยู่" ไพเราะ ค่ะ..

"O ลมเย็นรื่นร่ำโรย, ฝนโปรยปราย
เมื่อความหมายเร้นแฝง-คือแรงหวง-
ค่อยเผยออกคุกคาม, งดงามปวง-
ก็เผยช่วงภพชาติ .. ในภาษ .. พร้อม !"

ลมที่ขับด้วย"แรงหวง" นี่น่าจะเป็น ลมเพชรหึง ( whirlwind) 555

วันนี้ต้องไป เปิด คำว่า "สงสาร" และ "ภพชาติ" ดู ว่าแปลว่ากระไร.จึงจะเข้าใจถึง ธรรมะ 555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 3 พฤษภาคม 2557 10:59:26 น.  

 

มินตรา ..

สงสาร มี 2 ความหมาย
..........
สงสาร ๑, สงสาร [สงสาน, สงสาระ] น. การเวียนว่ายตายเกิด, การเวียนตายเวียนเกิด; โลก. (ป., ส. สํสาร).

สงสาร ๒ [สงสาน] ก. รู้สึกเห็นใจในความเดือดร้อนหรือความทุกข์ของผู้อื่น, รู้สึกห่วงใยด้วยความเมตตากรุณา, เช่น เห็นเด็ก ๆ อดอยากก็รู้สึก สงสาร เห็นเขาประสบอัคคีภัยแล้วสงสาร.
...........

ความหมายแรกเป็นความหมายดั้งเดิม เป็นนามธรรมในจิต .. ส่วนความหมายที่สองเป็นการดัดแปลงแล้วใช้กับทางโลก เช่นเดียวกับคำว่า "สังขาร" ที่แปลว่าอำนาจปรุงแต่งในจิตคนคนหนึ่ง (ตัวเดียวกับ "creator" ในศาสนาที่มีพระเจ้านั่นเอง)

ในทางโลกเอาคำว่า สังขาร มาใช้แค่ ร่างกายเนื้อหนังมังสา อันเป็นรูปธรรม แค่ความหมายเดียว ทำให้ฟั่นเฟือนและตึความหลักธรรมออกทะเล เป็นมิจฉาทิฏฐิกันโดยมาก

ส่วนคำนี้ ..
สังสารวัฏ [สาระ] น. การเวียนว่ายตายเกิด, สงสารวัฏ หรือ วัฏสงสาร ก็ว่า. (ป. สํสารวฏฺฏ).

ไม่มีความหมายโดดๆ ของคำว่า "สังสาร" .. มีแต่ "สังสารวัฏ" เท่านั้น และเป็นคำแปลเดียวกับคำว่า "สงสาร" ในความหมายแรก

ที่จริงแล้วไม่มีอะไรยากสำหรับหลักธรรมชาติ
วัฏะ คือ รอบการหมุนวน
ก็อะไรเล่าที่หมุนวนไม่จบไม่สิ้น รอบแล้วรอบเล่าตั้งแต่คนเราจำความได้ ?

ก็คือ สิ่งที่เกิดจากการรับรู้ทั้ง 6 ทาง

อะไรที่วนรอบ ?
คือ การรับรู้ที่ "ปรุงแต่งต่อ" อย่างอัตโนมัติและควบคุมไม่ได้ของจิต

ทำไมถึงอัตโนมัติและควบคุมไม่ได้ ?

เพราะ "การรับรู้ ทั้ง 6 ทาง" ถูก activate โดยความไม่รู้ ไม่เข้าใจใน"ธรรมชาติของภาวะการณ์ที่ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ"

"ธรรมชาติของภาวะการณ์ที่ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ" นี้คือ โลก ที่มีลักษณะของ ทุกข์ อนิจจัง อนัตตา ครบ

ความไม่รู้ ไม่เข้าใจในโลกนี้ คือ อวิชชา
activate คือ สังขาร
การรับรู้ทั้ง 6 ทาง คือ วิญญาณ

ถามว่าทำไมถึงไม่เข้าใจ โลก ?

ตอบว่า เพราะหยุดความคิดไม่ทันว่า โลก ไม่เกี่ยวกับตนเอง ..

เพราะ การรับรู้ ที่ไม่เข้าใจ ทำให้เกี่ยวข้องคลุกคลีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งเสมอไป .. อันนี้เป็นธรรมชาติของจิตที่ไม่เข้าใจโลก เป็น default ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

สาธุ คุณโยมเยอรมัน
55

 

โดย: สดายุ... 3 พฤษภาคม 2557 21:21:02 น.  

 

เรียนท่านประธาน..

ขอแก้คำว่า"สงสาร" เป็น "รักและห่วงใย "..
ในกรณี"รู้สึกเห็นใจในความเดือดร้อนหรือความทุกข์ของผู้อื่น, รู้สึกห่วงใยด้วยความเมตตากรุณา,"

ก้อ..เรียนมาจากโรงเรียนว่าในกรณีนี้ ต้องใช้คำนี้นี่คะ..กรุณาถอนคำพูด..555

เวลาพูดเรื่องศาสนา ทีไร มินตราจะเป็นพวก อวิชชา ทุกที..
เสมือนจะเข้าใจ แต่ไม่เคยลึกซึ้ง ซักที..อธิบายอีก ก็ลืมอีก..เรื่องอื่นอื่น จะเข้าใจง่าย แต่เรื่อง ทางโลก ทางธรรม แล้ว สับสนทุกครั้ง.. และนี่คือ เหตุแห่งทุกข์

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.5.126 4 พฤษภาคม 2557 4:16:14 น.  

 

มินตรา ..

คนที่ผ่านโลกมาพอสมควร แล้วมีโอกาสได้ใช้สมองใคร่ครวญเกี่ยวกับโลกรอบตัว .. จะบรรลุวิฒิภาวะระดับหนึ่ง คือความรู้จากประสบการณ์

วัย นี้เองที่หากต่างกันมากจะมีความเป็นไปได้น้อยที่จะ "ไปกันได้" โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นไทยที่โตช้ากว่าวัยในภาวะวิสัยต่างๆรอบตัว

ego หรือ อัตตา นี่เป็นตัวการหลักที่หากมีมากมายเกินค่าเฉลี่ยแล้วจะมีส่วนสำคัญให้ "โลกหมุนรอบตัวเอง" คือสนใจแต่ตัวเองเรื่องของตัวเองและไม่สนใจความรู้สึกผู้อื่น

โลกที่หมุนรอบตัวเองของผู้หญิงวัยสาว จึงเป็นสิ่งที่ผู้ชายจะต้องหนีไปให้รวดเร็วที่สุด ..

มินตรา เห็นด้วยไหม ?

 

โดย: สดายุ... 4 พฤษภาคม 2557 9:00:21 น.  

 

สดายุ...

ขออนุญาต ไม่เห็นด้วยนะคะ..(กรรมการสนาม !..เร้ว..)

"วัยที่ต่างกัน " มิใช่ "โลกที่ต่างกัน" หาก ..มาจากสิ่งแวดล้อม "สังคมเดียวกัน.."

อย่างงั้น พ่อแม่ หรือ คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย ย่อมพูดกับลูกหลานไม่รู้เรื่องซิคะ..
มนุษย์ทุกคน "เห็นแก่ตน"ก่อนเสมอ..
เราจึงต้องถูก"ขัดเกลา" ให้มี ความรัก ความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์..

อาหารที่เรากิน เพลงที่เราฟัง เราเรียนรู้มาจากพ่อแม่..จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
วัฒนธรรม(culture) จึงเปลี่ยนเป็น ประเพณี( tradition) เพราะ ทำซ้ำซ้ำ ต่อต่อกันมา..

( "วัฒนธรรม(culture)"ตาม คำจำกัดความในศตวรรษที่21นี้ นะคะ..วัฒนธรรม ในการ กิน ..วัฒนธรรมในการฟัง..ดนตรี..)

"ความเหมือน"นี้..หาก ไกลออกจากครอบครัว..ไปสู่สังคม "ระหว่างประเทศ " (interculture) จะเห็นได้จาก คนในระดับ การศึกษาเดียวกัน สิ่งแวดล้อมเดียวกัน..สังคมเดียวกัน.. ที่จะ"ไปกันได้" โดยไม่มีปัญหาเรื่องสีผิว.. เรื่องเชื้อชาติ..

ยุโรป ก่อนที่จะวิวัฒนาการมาเป็นประเทศเล็กประเทศน้อยนั้น..เป็นจักรวรรดิ เดียวมาก่อน..คือ "จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์"( Holy Roman Empire : จักรพรรดิออตโต้ที่หนึ่ง Otto I - จักรพรรดิ ฟรันซิสที่สอง Francis II 1806) มีศูนย์กลางการปกครองที่ ราชอาณาจักรเยอรมัน (Kingdom of Germany) แยกเป็นเขตที่ใช้ภาษาละติน ทางยุโรปตะวันตก และ ภาษากรีก ทางยุโรปตะวันออก ใช้วิธีเลือกตั้งจากกษัตริย์ในการแต่งตั้งเป็นจักรพรรดิ โดยผ่านสันตะปาปาที่กรุงโรม..
ฉะนั้น กษัตริย์ แห่งสเปน ( Carlos I;of the Spanish Empire )เป็นองค์เดียวกับ กษัตริย์แห่งดัช ( Dutch: Karel V; ) กษัตริย์ฝรั่งเศส(French: Charles Quint ) กษัตริย์ อิตาลี (Italian: Carlo V;) กษัตริย์เชค (Czech: Karel V.;)
คือ กษัตริย์เยอรมัน ( Karl V) ..
จึงน่าขำขันที่มีใครมาเถียงว่า ยุคอาณานิคมนั้น ไม่เห็นเยอรมันจะเก่งเท่าฝรั่งเศสหรือสเปน เลย..555 เพียงเพราะเรารู้ไม่จริง !
และที่ต้องแยกออกเป็น ประเทศ เพราะ บริหารจัดการง่ายขึ้น..ไม่ต้องมานั่งทำสงครามแย่งอำนาจกัน..

ฉะนั้น "ราชอาณาจักรไทยจะแบ่งแยกมิได้" เพราะ ผู้รวบรวมประเทศ ท่านมิทราบจะแยกความเป็นมอญ ออกจากไทย ออกจากแขก ออกจากจีน..ลาว ..เขมร..เวียตนาม..
แล้วมาทะเลาะกันเรื่องมรดกของพ่อว่า ใครได้รับมรดกตัวจริง เช่นลูกลูกของ
" อพราหมณ์ "( Abraham ) อยู่จนบัดนี้..ได้อย่างไร..

หากจะสู้รบปรบมือกับ สดายุ ต้องพูดเรื่องอื่นที่มิใช่ เรื่องธรรมะ ...555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.5.126 4 พฤษภาคม 2557 12:17:37 น.  

 


( Holy Roman Empire : จักรพรรดิออตโต้ที่หนึ่ง Otto I ..962- จักรพรรดิ ฟรันซิสที่สอง Francis II 1806)

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.5.126 4 พฤษภาคม 2557 12:24:37 น.  

 

ดายุ..

เรียนตรีเมืองไทยจากมหาวิทยาลัยภูธร ที่ปัตตานี นี่แหละ..แต่บังเอิญ เป็นรัฐปัตตานีที่อยู่บนเส้นทางการเดินเรือค้าระหว่างประเทศ จนเป็นที่มาของอารยะธรรม และการกำเนิดชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กระมังคะ..

อ้อ ตอนเรียนนั้นยังใช้ หลักสูตรสมัยที่พวก"มหาวิทยาลัยทางการศึกษา"ยังไม่มีอำนาจมา"บริหารจัดการ"ระบบ การศึกษาไทย จนเป็นธุระกิจการศึกษาเช่นในปัจจุบันนี้..

ราชอาณาจักรไทย จะไม่แบ่งแยกหรอกค่ะ
วันนี้ กำนันผู้ใหญ่บ้าน สองหมื่นคน ท่านมาช่วยเรียกคืนกระทรวงมหาดไทย จากลุงกำนัน แล้ว..

เห็นแล้วก็ชื่นในหัวใจนัก..ที่บ้านนี้เมืองนี้ มิได้ปกครองด้วยผู้ไร้คุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม จนมองทุกอย่างในโลกด้วยดวงตาเพียงดวงเดียว..

เห็นไหม..ประเทศไทย คนไทยนั้น ยังมีเชื้อสายของอารยะชนอยู่..จะเขียนประวัติศาสตร์ ประเทศเช่นไร..
ความเป็นไทย ความเป็นชาวพุทธ ก็ยังอยู่เต็มตัว..ด้วยการแสดงออกเยี่ยง อารยะชน..ที่รังเกียจ ความผิดศีลธรรม ไร้ ซึ่งทศพิธราชธรรมของชนชั้นปกครอง และ ศีลห้า สำหรับชนชั้นถูกปกครอง..

ขอกราบขอบพระคุณท่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั้งปวง ด้วยความเคารพอย่างสูง ในคุณธรรมที่ท่านมี..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 4 พฤษภาคม 2557 13:28:47 น.  

 


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
มาตรา ๑ (รูปแบบรัฐ)
ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 4 พฤษภาคม 2557 13:38:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.