Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2557
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
18 พฤษภาคม 2557
 
All Blogs
 
O กลางฝุ่นฝน .. O







เพลง .. ลาวคำหอม
กอไผ่ - สี่แผ่นดิน


O โปรยปรายลงโสรจหล้า .. วรรษาสมัย-
โลมพุ่มใบกิ่งก้านดอกมาลย์หอม
ราวฝากรื่นรดริน .. ให้ยินยอม-
แยกกลีบพร้อมเกสร .. ออดอ้อนน้ำ
O เกลื่อนหยาดเม็ดเกล็ดแก้วเห็นแวววับ
ใต้ฟ้าหม่นมืดอับคลุมสรรพ .. ส่ำ
ลมแผ่วลูบโลมสุคนธ์กลางฝนพรำ
เมื่อใจคร่ำครวญชู้ .. ไม่รู้วาย
O แต่เมื่อพบ .. ผูกพัน .. เจ้าขวัญน้อย
จนเคลื่อนคล้อยลุกลามเป็นความหมาย
กอปรอาวรณ์แรงชู้ .. ไม่รู้วาย
เฝ้าแต่ว่ายเวียนอยู่ไม่รู้แล้ว
O งดงามความสัมพันธ์แห่งวันวาน
ราวพลิ้วผ่านห้อมห่ม .. ด้วย-ลมแผ่ว-
ที่ซ่านรสหอมรับ .. อยู่กับแวว-
ตาผ่องแผ้ว .. เมื่อชม้อยชม้ายเมิน
O กำดัดรูป, ผกากรอง, ละอองฝน-
ค่อยหลั่งหล่นส่ายซัด, ความขัดเขิน-
ก็ก่อรูปเหิมระลอกเข้าหยอกเอิน-
ความจำเริญเสน่หาแต่ครานั้น
O ดูเถิด .. ริ้วเลือดแต้มเนียนแก้มใส
พร้อมแววตาอาลัย .. วาบไหว .. สั่น
โดยอาการอ่อนไหวของใครกัน-
เฝ้าส่งมาล้อมขวัญ .. ล่ามพันธนา ?
O ชวาลวชิระเฟื้อย .. แสงเลื้อยแล่น
ก้องกาหลจากแถนถึงแผ่นหล้า
รอบถวิลแรงชู้ก็รู้วา-
ระโถมถาอารมณ์เกินข่มลง
O วาบวับแสงบนฟ้า, แววตานั่น-
ก็วาบสั่นเร้ารุมให้ลุ่มหลง
กลางลมแผ่ว .. ฝนพรำ .. คล้ายจำนง-
ลอบเร้นบ่งบอกนัย .. ออกให้รู้
O ระยิบเอยดาวพร่าง .. ยามร้างฝน
บัดนี้หล่นลับรอย .. ให้คอยอยู่
สบ .. สองดาวแฝงเร้น-ก็เอ็นดู-
แววหวงชู้อ่อนไหวที่ในดวง
O ดูรา .. แรงโอภาสบำราศสิ้น
เหลือเพียงน้ำหยาดรินจากถิ่นสรวง
ฤๅ-นี่คือรอยคำ .. เคยบำบวง
เติมแรงชู้โชนช่วงกลางห้วงใจ ?
O กระนั้นแล้ว .. คงสมปรารมภ์ก่อน-
ตามคำบวงสรวงอ้อน .. เคยวอนไหว้
จึงผ่านรูปปรารถนา .. ล้อมอาลัย-
ดักขวางไว้ท่ามกลางเส้นทางจร
O ก่อนคงเคยตั้งจิตอธิษฐาน
แต่เมื่อกาลลาลับ .. รูปอัปสร
ทุกวงรอบชาติภพ .. ขอสบอร-
ร่วมอาวรณ์เสน่หา .. ทุกคราครั้ง
O จึงวันนี้ .. ละห้อยเห็นไม่เว้นว่าง
อยู่ท่ามกลางคลื่นฝน .. ที่ .. หล่น .. หลั่ง
ฤๅนี่คือแรงถวิล .. ก่อนภินท์พัง-
รูปกายฝังฝากชาติ .. บำราศนวล
O น้ำหล่นเม็ดกลางพลบ, เสียงกบร้อง-
ราวแซ่ซ้องฉ่ำชื่น .. เมื่อคืนหวน
พร้อมฝนโปรย, ลมร่ำ .. ความคร่ำครวญ-
หวัง .. แต่ล้วนโอบกล่อมในอ้อมตระกอง
O วาบวก-สายฟ้าตื่นล้อมคืนค่ำ
เมื่อลมร่ำสายโบก .. โลมโลกผอง
วาบวก-โดยหัวใจ .. รู้-ใฝ่ปอง
ก็แต่พร้องพร่ำชู้ .. ไม่รู้วัน
O โดยภาพและโดยพจน์ .. ก่อบทบาท-
เป็นภพชาติรายล้อม .. อยู่พร้อมนั่น
ก็เช่นบ่วงบาศก์ชู้ .. เกินรู้-กัน-
เมื่อล้อมพันผูกรัด .. อาจตัดฤๅ
O โอ .. สายใยล้อมช่วงเป็นบ่วงบาศก์
เงื่อนสวาทซ่อนปลาย .. อาจคลายหรือ ?
เหลือแต่รอรัดเหนี่ยวด้วยเรียวมือ-
ร่วมยุดยื้อกักล้อมด้วยอ้อมทรวง
O รูปนามเอย .. ควรคิดรับผิดชอบ-
โอนใจมอบ, ตอบแทน-ความแหนหวง
เผยอาวรณ์อาลัย .. ที่ในดวง-
ตาคู่ห่วงใยล้ำ .. แทนน้ำใจ
O ทุกคำนึงแนบขวัญ .. ในวันนี้
หวังเพียงแต่ตัวพี่ .. เจ้ามีให้
จะห่างรูปหวนร่างสู่ทางใด
อย่าร้างไร้ถวิลชู้แม้ครู่ยาม
O ป่านฉะนี้รูปน้อย .. อาจคอยอยู่-
ด้วยอาวรณ์แรงชู้เกินรู้ห้าม
บรรจถรณ์หมอนข้างแนบร่างงาม
หรือ .. ข่มข้ามเปล่าเปลี่ยวอย่างเดียวดาย ?
O ถวิล .. เสียงพร่ำพลอดอ้อนออดเจ้า
แผ่ว .. รุมเร้าลุกลาม .. สื่อ-ความหมาย
หวัง .. โอบรูปงามล้ำ .. ให้รำบาย-
เสียงลมหายใจนั้น .. ค่อย .. สั่นสะท้าน
O โปรยปรายลงโสรจหล้า .. วรรษาสมัย
ความอ่อนไหวใจคน .. ฤๅ-พ้นผ่าน ?
ลมแล่นริ้วโหมระลอก .. ดวงดอกมาลย์-
ก็ช้อยกลีบช่อบาน .. หอมซ่านแล้ว !
O ลมผ่านริ้วลูบฟ้า .. ฝนปร่าโปรย
แว่วก็เสียงแหบโหย .. อย่างโผยแผ่ว-
ผ่านให้โสต .. จักขุ .. โชนคุแวว-
ด้วยผ่องแผ้วพรรณา .. ตรงหน้านั้น
O ครืนครั่นวิชชุบน .. วาบ-วนวิ่ง
แววกลอกกลิ้งในตาก็พร่า .. สั่น
สิ้นหยาดฝนพรมพรำ .. สิ้นรำพัน
เหลือเพียงขวัญสั่นรัว .. ไปทั่วตน !





Create Date : 18 พฤษภาคม 2557
Last Update : 4 มกราคม 2563 19:11:25 น. 5 comments
Counter : 1739 Pageviews.

 
ดายุ..

โอย..นี่ หลบฝนจากอักษะมาในเวป ก็ยังเจอ"กลางฝุ่นฝน" อีกรึนี่..!

ตอนนี้พยายามจะเป็นสาวที่"มีมันสมอง"ระดับ คุยกับสดายุในเรื่อง
สตีเฟน ฮอว์คิง ได้..สงสัยสดายุจะเลิกรักแล้วล่ะ...
เพราะ ไปสะดุดที่ Hawking radiation เรื่อง การแผ่รังสีของวัตถุดำ (Blackbody Radiation)ที่หลุมดำ ( black holes)จะปล่อยออกมา..
ตามที่ฮอว์คิงเสนอในปี1974 จนมีการพนันกันในวงนักทฤษฎีฟิสิกส์ ลั่นโลก ..
Thorne–Hawking–Preskill bet ว่า คำนวนบนกระดาษในทางคณิตศาสตร์น่ะได้..แต่ใน"ปรากฎการณ์ จริง"( phenomena)น่ะ เป็นไปไม่ได้..

นักดาราศาสตร์ (astronomer)รุ่นที่ตั้งสาขาวิชาอะตอมมา จึง อธิบายปรากฎการณ์ธรรมชาติด้วยความจริงจากสิ่งที่มีประสพการณ์เห็นมาด้วยตนเอง..'what is experienced is the basis of reality'
แล้วใช้ระบบ ส่วนย่อยและส่วนใหญ่( part-whole)ที่มินตราพูดถึง "mereology" ไงคะ..
อะตอมคือส่วนเล็กที่สุดที่แบ่งแยกไม่ได้อีกแล้ว ในระดับที่มนุษย์จะพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง...และนี่เป็น"ตรรกะ" ในธรรมชาติ(Logic)...มีเหตุ (cause)และมีผล( effect)..Causality

จนมาถึงในศตวรรษที่19 นักคณิตศาสตร์เยอรมันชื่อ เกออก คันทอร์( Georg Cantor 1845 – 1918) ได้ใช้ตัวเลข เป็นตัวพิสูจน์ความจริง..
ตรรกะทางคณิตศาสตร์(mathematical logic)

เมื่อดายุเอ่ยนาม สตีเฟน ฮอว์คิง ขึ้นมา มินตราก็เลยขำว่า ตรรกะทางคณิตศาสตร์(mathematical logic) กำลังเป็นพิษ 555

คือ ฮอว์คิง ใช้ทั้งความยาวของ พลั้งค์(Planck length)
นักทฤษฎีฟิสิกส์เยอรมัน มักซ์ พลั้งค์ (. Max Planck,1858 – 1947) ผู้ตั้ง quantum theoryและได้รับ Nobel Prizeทางฟิสิกส์ในปี 1918 เสนอ..
มาใช้ย้อนรอย"ต่อยอด" เสนอความคิดที่ "ยังพิสูจน์ไม่ได้ด้วยการทดลองจริงแล้วและยังต้องถกกันต่อไป" (สำนวนนักวิชาการที่จะปฎิเสธอะไร)

นักวิทยาศาสตร์จะใช้คำว่า popular science สำหรับผู้เสนอความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้มวลมหาประชาชน รับรู้และเข้าใจได้ง่ายง่าย
นี่คือสิ่งที่ แยกออกจาก science

มี สองทฤษฎี ที่ ฟิสิกส์ปัจจุบันนั้น ใช้คือ General Relativity และ Quantum Mechanics ที่ใช้ในการศึกษาเข้าใจเรื่องจักรวาล (universe)
ก็เป็นอย่างที่ ดายุบอกมาคือ
1.ภาพรวมใหญ่มาก( large-scale and high-mass)
ใช้ General Relativity เป็นกรอบในการศึกษา
1.2.ภาพเล็ก (small scale and low mass) จะใช้ Quantum Mechanicsเป็นกรอบในการศึกษา
และแรงทั้งสี่ที่ว่ามานั้นเป็นแรงพื้นฐาน ( Fundamental Forces)เกิดจาก Big Bang กำเนิดของจักรวาล

ส่วน theory of everything นั้น แปลเป็นไทยว่า "ทฤษฎีร้อยแปด"
เป็นคำขำขัน...

ว่าจะไม่ตอบแล้ว เกรงจะไม่พอใจ แต่มานั่งนึกดูว่า..
การตอบนี่ จะแสดงให้เห็นว่า "วิธีการเรียนรู้ "ที่ต่างกันของเยอรมันที่ต้องไปเริ่มจากแหล่งกำเนิดและวิวัฒนาการของความรู้..จะทำให้เราคิดแบบวิเคราะห์ได้ จึงต้องตอบ..
ไม่รักก็ต้องยอมนะนี่..555


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 วันที่: 19 พฤษภาคม 2557 เวลา:19:32:10 น.  

 
มินตรา ..

ที่โลกยกย่อง เพราะการศึกษาเชิงทฤษฎีแล้วมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ตามคำทำนาย โดยที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นเหตุการณ์จริงได้

หลุมดำ โดยตัวของมันเอง
ทั้งมองไม่เห็นที่แม้แต่แสงยังถูกดูดเข้าไป
และเราใช้การเดินทางของแสง เป็นตัวอ้างอิงการเกิดขึ้น การดำรงอยู่ และการสิ้นสุดไปของกาลเวลา

ณ ที่ที่การเคลื่อนที่ของแสงสิ้นสุด คือถูกดูดเข้าไปในหลุมดำ ณ ที่นั้นก็ไม่มีกาลเวลาหรือ กาลเวลาหยุดนิ่ง

มันน่าทึ่งตรงที่ มันเกิดขึ้นตามคำทำนายทางทฤษฎี รวมทั้งเรื่องอวกาศโค้งงอ และแสงโค้งงอ

การศึกษาเรียนรู้มันต่อยอดกันมาเรื่อยๆ .. สำหรับกลุ่มคนจำนวนหยิบมือเดียวที่ "รู้ในสิ่งที่เป็นกฎเกณฑ์ธรรมชาติ.. แต่ยังคงเป็นความมหัศจรรย์" ของคนอีก 95% บนโลก

Bigbang คือปฐมภาวะที่ กาลเวลาเริ่มต้น และเป็นจุดกำเนิดของสรรพสิ่ง

แล้วก่อนหน้านั้น เป็นอย่างไร ?

ก่อนหน้านั้น ไม่มีกาลเวลา จึงไม่ใช่คำถามที่ควรตอบ
555


โดย: สดายุ... วันที่: 20 พฤษภาคม 2557 เวลา:6:29:15 น.  

 
ดายุ..

ยุคแรกของจักรวาล (the beginning of the Universe) ซึ่งคำนวนในปี2013 ว่า มีอายุ 13.798 ± 0.037 billion ปี
เรียกว่า ยุคพลั้งค์ (Planck era)

ยุคพลั้งค์ (Planck era) เป็นยุค big bang cosmology ซึ่งมีอุณหภูมิสูงมาก จนแรงพื้นฐานทั้งสี่(four fundamental forces)คือ
แรงแม่เหล็กไฟฟ้าelectromagnetism,
แรงดึงดูด gravitation,
แรงนิวเคลียร์แบบอ่อน weak nuclear interaction,
แรงนิวเคลียร์แบบเข้มstrong nuclear interaction
รวมตัวเป็นหนึ่งแรงพื้นฐาน one fundamental force. (singular)

หากใช้ทฤษฎี gravitational singularityนี้อธิบายด้วย
general relativity ร่วมกับ quantum effects. ได้แก่
theories of quantum gravitation เป็น string theory,
loop quantum gravity,
และ causal sets,
จึงจะเข้าใจเรื่องจักรวาลในสมัยแรกเริ่ม

ทฤษฎี"การระเบิดครั้งใหญ่" ( the big bang theory )เป็นคอสโมสโมเดล( cosmological model )แสดงให้เห็นวิวัฒนาการของจักรวาล

Big Bang model บอกว่า ในนาทีหนึ่ง( moment )สาร(matter )ในจักรวาล( universe )รวมตัวกันในจุดเดียว( a single point) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของจักรวาล
พระชาวเบลเยี่ยม Georges Lemaître (1894 -1966)เป็น ผู้เสนอเรื่อง Big Bang theory ในปี 1927.

ส่วนกรอบงาน(framework )สำหรับ Big Bang model นั้นมาจากทฤษฎีของไอชไตน์( Albert Einstein's general relativity)ในปี1915

นักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน Karl Schwarzschild ( 1873 – 1916)เป็นผู้เสนอวิธีแก้ปัญหา( solution )ในปี 1916 หนึ่งเดือนหลังจากที่ ไอชไตน์เสนอทฤษฎี(Einstein's theory of general relativity)
เรียกว่า หลุมดำชวาสชิลด์ Schwarzschild black hole.

ดาราศาสตร์( cosmology) จะรวม space และ timeเป็น หนึ่งเดียวเรียกว่า spacetime คือหนึ่งจักรวาล(universe)ซึ่งตามทฤษฎีคณิตศาสตร์ จะเต็มไปด้วย"events"

ปกติ เป็นที่ยอมรับกันว่า ความยาว กว้าง สูง (length, width, height)เป็นสามมิติทางพื้นที่ ( spatial dimensions) และ เวลา(time)เป็นมิติทางเวลา (temporal dimension)
เวลาจะหาตำแหน่งบนพื้นโลก (a location) เราจะใช้เส้นรุ้งเส้นแวง( latitude and longitude) บอกตำแหน่ง
แต่ในจักรวาล ( spacetime) เราจะใช้ 3+1 dimensions เป็นตัวกำหนดจุดตำแหน่ง( events)

จนมาถึงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อเรามีหลักคิดว่า time ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหว(motion) :เวลาจะช้าลงในจุดที่"วัตถุหนึ่ง" (reference frame) มีความเร็วมากกว่า อีก"วัตถุหนึ่ง"(reference frame)ทีมาเปรียบกัน... ใน theory of relativityเรียกว่า "ความแตกต่างของเวลา"(time dilation) ซึ่ง"การช้าของเวลา"มีอธิบายใน special relativity theory.

ฉะนั้นจึงถือว่าspacetime เป็น เรื่องของ spatial dimension มิใช่ มิติของเวลา(temporal dimension) เช่น เวลา(time)


นักฟิสิกส์อเมริกัน Howard Georgiและ Sheldon Glashow ตั้งทฤษฎีการรวมตัวของสามแรง...
unification of the strong, weak, and electromagnetic forces
เรียกว่า Grand Unified Theories (GUTs)ในปี1974.

และทฤษฎีที่รวมแรงดึงดูด (gravity )เข้ามาเป็น แรงเดียว จากแรงพื้นฐานทั้งสี่ เรียกว่า Superunified Theories.
นี่คือ theory of everythingที่ ฮอว์คิงบอกว่าเป็นทฤษฎีเดียวที่ตอบปัญหาเรื่องจักรวาล

นักฟิสิกส์ทฤษฎีค้านว่า พลัง(power) ที่ออกมาจากหลุมดำที่เรียกว่า
Hawking radiation สามารถจะตอบได้ด้วยทฤษฎี Schwarzschild black hole

การวิเคราะห์เรื่อง complete analysis of the singularity structure ที่ นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันDavid Hilbert (1862 – 1943)เสนอหนึ่งปีหลังจากไอชไตน์ ประกาศทฤษฎี (Einstein's theory of general relativity)
เป็นการเสนอ ในมิติใหญ่(large extra dimensions)ใช้ values of Planck constants เป็น formulas ตอบเรื่อง Hawking radiation ได้เช่นเดียวกัน..( หมายความว่า ทุกคำตอบมีอยู่แล้วในทฤษฎีที่ มัก พลั้ง เสนอมา) ในขณะที่ ฮอว์คิง ยังไม่เสนอเรื่องHawking radiationในมิติใหญ่เลย..

ฮอว์คิง โด่งดังมาก ในฐานะ popular science writer
...............................................
หากไม่เขียนยาวยาวจะไม่มีความเข้าใจที่ตรงกันน่ะนะ


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 22 พฤษภาคม 2557 เวลา:0:02:25 น.  

 
มินตรา ..

ที่เขียนมามีประโยชน์มากต่อผู้สนใจอย่างผม ..
เราไม่อาจลงลึกในรายละเอียดทางทฤษฎีต่างๆ แต่อย่างน้อยเราสามารถมองภาพรวมของกระบวนการของความคิดที่ต่อยอดกันมาได้

ผมไม่แปลกใจว่าทำไมคนจึงยกย่องความรู้ในสาขาฟิสิกซ์เป็นอัจริยะ มากกว่าสาขาอื่นใด

รางวัลโนเบลมี 6 สาขา คือ
มอบรางวัลกันมาตั้งแต่ 1901 คือ
1.สาขาเคมี
2.สาขาฟิสิกส์
3.สาขาแพทยศาสตร์และสรีรวิทยา
4.สาขาวรรณกรรม
5.สาขาสันติภาพ

ส่วนรายการสุดท้ายเพิ่งมอบเมื่อ 1969
6.สาขาเศรษฐศาสตร์

จะเห็นว่าวิชาวิทยาศาสตร์ทั้งสามคือ เคมี ฟิสิกซ์ ชีวะ (แพทย์ สรีระ) นั้นมีอยู่ทั้งสามวิชาในรางวัลอันทรงเกียรตินี้ .. ทั้งสามส่วนนี้รวมทั้ง เศรษฐศาสตร์ เป็นเรื่อง iq

ส่วน วรรณกรรม สันติภาพ เป็นเรื่อง eq


โดย: สดายุ... วันที่: 22 พฤษภาคม 2557 เวลา:6:20:00 น.  

 
ดายุ..

ใช้ภาษาไทยเขียนวิชาการนั้นยากนัก...
นี่แค่เล่าสู่กันฟังข้างโต๊ะ นักวิชาการเท่านั้น..
(อายอายนักฟิสิกส์ไทยเล็กน้อย)

พยายามทำpopular science ช่วย ฮอว์คิง เอาใจสดายุ นะนี่..
ตกลงจะรักไหม..!


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 22 พฤษภาคม 2557 เวลา:15:24:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O งามละมุน .. กับกรุ่นข้าวหอม .. O





O ดั่งยูงที่สูงส่งด้วยวงศา
ล้อมแววตาเพื่อจรด .. ความสดใส
เบิกรุ่งสางหม่นดำ ด้วยอำไพ-
แห่งดวงไฟเลื่อนชั้น .. ขึ้นบัญชา
O พอแว่วเสียงสาธุ .. บรรลุโสต
ความปราโมทย์หัวใจผู้ใฝ่หา-
ก็ซ่านความผ่องแผ้วสู่แววตา
เมื่อรูปหน้ารูปจริต .. เผย-ติดตรึง
O เกิดแต่เมื่อกรประนม .. หน้าก้มน้อม
ผมหล่นล้อมวงหน้า, แววตาหนึ่ง-
ก็คล้ายถูกกรเรียวนั้นเหนี่ยวดึง
แววหวานซึ้งมั่นหมาย .. ก็ฉายทอ
O โอ ราศีรูปงาม .. แห่งยามเช้า
คอยรุมเร้าใจอยู่, ท่านผู้ขอ-
ย่อมอุ้มบาตรเอ่ยธรรม .. ลงย้ำ .. ยอ-
ยกอารมณ์ทดท้อ .. พ้นทรมาน
O สบรูป .. รูปละม่อมก็ล้อมสิ้น-
แต่ผัน-ผินรูปพักตร์ .. เข้าหักหาญ
จิตวิญญาณตื่นรู้ .. จึงรู้พาน-
ความอ่อนหวานอ่อนโยน .. ที่โชน-แวว
O พาโลกในแวดล้อม .. งามพร้อมอยู่
พร้อมแรงชู้อาลัยเริ่มไหว .. แว่ว
อาวรณ์เคยซ่อนเร้น .. ก็เห็นแนว-
ความผ่องแผ้วตอบเต้น .. ไม่เว้นวาง
O โอ อำนาจเนตรพรับ .. ราวจับจูง-
สบรูปยูงอกแอ่นรำแพนหาง
เหลื่อมลายขนสีสัน .. ขึ้นกั้นกลาง
หยัดรอยขวางเพรียกถวิล ..ให้ดิ้นรน
O งามวงสีเลื่อมลาย .. ก็คล้ายว่า
เผยคุณค่าออกแล้วผ่านแววขน
พร้อมอ่อนหวานอ่อนไหวของใจคน-
เริ่มเผยตน .. ออกแล้วที่แววตา
O วาบวับ-นั้น .. แววตา .. แม้-ตาหลับ-
แววระยับ .. ก็ยังคง .. อยู่ตรงหน้า
ราวอยู่ล้อมห้อมขวัญคอยบัญชา-
ให้ตอบรับคุณค่า .. ด้วยอาวรณ์
O วาบวับแววขนยูง .. อันสูงค่า-
ก่อรูปพา .. งดงามติดตาม-อ้อน
จนงามนั้นลามรุกไปทุกตอน
สะทกสะท้อนสั่นทั่วทั้งหัวใจ
O จึงโลกในแวดล้อม .. ราวน้อมรับ-
แววพริ้มพรับออดอ้อน .. ผู้อ่อนไหว
ความผูกพันอุ่นเอื้อแห่งเยื่อใย-
ก็รัดรึงเอาไว้ .. อยู่ในวัน
O งามเงื่อนหางยูงฟ้าในป่าแดด
ผ่านลงแวดล้อมช่วง .. ทาบทวง-ขวัญ
งามรูปลักษณ์ชาติภพ .. ก็ครบครัน-
แทรกลงฝันฝากรอย .. ให้คอยรอ
O เช้านั้น .. คำข้าว .. เนตรวาววาม
กอปร-คำ .. ความ .. ผ่านหูจากผู้ขอ
พร้อมอีกการรุมเร้าพะเน้าพะนอ
ของรูปลักษณ์งามลออ .. อยู่ต่อตา
O เช้านั้น .. คำข้าว .. อกผ่าวร้อน-
กับอาวรณ์รูปองค์ .. ที่ตรงหน้า
สบ-สัมผัส .. ฉับพลันก็บัญชา-
เสน่หาให้อุบัติขึ้นรัดรึง
O เช้านี้ .. แรงอาลัยผู้ใฝ่หา
คอยบัญชาดวงจิต .. แต่คิดถึง-
รูปแพงน้อยอบร่ำในคำนึง
เจ้าเอย .. พึงรับรู้นัยชู้ .. ชาย
O ส่งมาเถิด .. อบอุ่นและคุณค่า
ผ่านแววตาอ่อนโยน .. ออกโชนฉาย-
แววอ่อนหวานดื่มด่ำ .. พึง-รำบาย-
ออกเปื้อนป่ายล้อมโลก .. แล้วโยกคลอน
O มอบมาเถิด .. เสน่หาความอาลัย
สุมลงให้ใจชาย .. สุดถ่ายถอน-
ทั้งจากรูป, คุณค่าความอาวรณ์
ตราบม้วยมรณ์ชีพลงเป็นผงคลี
O รูปยูงเอย .. ขาบเขียวทุกเรียวขน
เปล่งปลาบบนคุณค่า .. แห่งราศี
เพรียกละห้อยแหนหวงเป็นท่วงที-
อาวรณ์ที่ - ตราบวาย .. ยากคลายลง !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.