Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
13 กรกฏาคม 2555
 
All Blogs
 
O หนาวลมฝน .. O






ลาวสวยรวย


O ล่มสิ้นแล้วทุกเสี้ยว .. ความเปลี่ยวเปล่า
ด้วยรูปเงาบรรเจิด .. แสนเฉิดฉาย
ผ่านกรองร้อยถ้อยคำ .. โบกรำบาย
งามก็ผายรูปทองให้มองเมียง
O เมื่อเยื่อใยถักบ่วง .. คล้องดวงขวัญ
จึงเมื่อนั้นแรงถวิล .. เคยสิ้นเสียง-
ก็เริ่มเร้ารัวย้ำส่งสำเนียง-
ผ่านร้อยเรียงปรารถนาแทนมาลัย-
O -สวมสอดเร่งมารยาให้อาวรณ์
หอมหวานก็ปรุงป้อน.เพื่ออ่อนไหว-
แฝงแววตาหวั่นสะทกแทรกอกใคร
สืบผ่านให้เจตจินต์ .. ต้องยินยอม
O แอบซ่อนเถิดแฝงเร้น .. อยู่เช่นนั้น
จะเสกสรรค์กรองกานท์ .. ที่หวานหอม-
ด้วยความในอกพร่ำ .. ให้ด่ำดอม
เพื่อเหนี่ยวน้อมใจคน .. ให้อลเวง
O เสพเถิด .. ความหมายที่หมายว่า-
จะพรรณนาห้วงจิตให้พิศเพ่ง
ให้ความนั้นเร้ารัวใจตัวเอง-
เพื่อคร่ำเคร่งติดตามทุกยามไป
O ใช่ไหมว่า .. บนแผ่นกระดานเดียว
มีน้ำใจข้องเกี่ยว .. กรากเชี่ยว-ไหล
ความหมายมุ่งปรุง-ปอง .. จากห้องใจ
พร้องความนัยยอกย้อน .. สุมซ้อนกัน
O พลิ้วไหวรอบปฏิพัทธ์ .. สะบัดผืน
โลมอกใจหวานชื่นในคืนฝัน
ลมร่ำริ้วอ่อนแรงใต้แสงจันทร์
เมื่อร่องรอยภาพฝัน .. เริ่มบรรเลง
O แว่วโดยคลื่นสังคีตประณีตหวาน
ค่อยแผ่ซ่านเร้ารุมเข้ากุมเหง
งดงามเอยหยัดหยั่ง .. ในวังเวง
ให้อกหนึ่งคร่ำเคร่ง .. ฟังเพลงครวญ
O สายลมฝนพลิ้วผ่าน .. อยู่นานเนิ่น
เข้าหยอกเอินอาวรณ์ให้ย้อนหวน
ใจเจ้าเอย .. ลมเห่ก็เรรวน
ทั้งอบอวลหอมอยู่ .. ไม่รู้จาง
O ลมฝน .. ระลอกน้ำไหลลามฝั่ง
เหมือนใครหลั่งหวานหอม .. เข้าล้อม-ขวาง
อักษรกรองความวอน .. ออดอ้อนวาง
เพื่อ-รอ .. ย่างเหยียบรอย .. นัย-ร้อยเรียง
O ใช่ไหมว่า .. บนแผ่นกระดานนั้น
มีใฝ่ฝันจำนง .. คอยส่งเสียง
อ้อยสร้อยพะเน้าพะนอ .. นั้นรอเคียง
เผยสำเนียงผ่านนัย .. มอบให้ตรอง
O ใช่ไหมว่า .. กลางห้วงใจดวงขวัญ
อ่อนหวานนั้นรุมเร้าเป็นเจ้าของ
ผ่านมาเถิดเลศแฝง .. เจ้าแต่ง-กรอง
จะเผยเลศทั้งผอง .. ให้พ้องกัน
O เมื่อแฝงเร้นอ่านอยู่ .. พึงรู้ว่า-
ถ้อยพรรณนา .. รอพร้อมเข้ากล่อมขวัญ
เพื่อว่าต่อแต่นี้ .. อย่ามีวัน-
หยุดเสพถ้อยรำพัน .. ตราบวันวาย
O จาก-แฝงเร้นอ่านอยู่ .. จนรู้ว่า-
เสน่หาในทรวง .. เริ่มช่วงฉาย
หลังเสพรับสื่อรู้ .. เชิงชู้ชาย-
แววขัดเขินเอียงอาย .. ย่อมหมายชม
O แล้วทุกเสี้ยวส่วนแก้ม .. ย่อมแซมซับ-
ด้วยเลือดฝาดเรื่อจับ .. เกินขับข่ม
เพื่อสัมผัส-แววตา .. ให้อารมณ์-
หล่นลิ่วลงจ่อมจม ด้วย รมยา !
.
.
เพื่อสัมผัส-เสน่หาแห่งอารมณ์-
ที่ยากข่มขับล้าง .. ให้จางแล้ว !




Create Date : 13 กรกฎาคม 2555
Last Update : 2 พฤษภาคม 2562 18:45:37 น. 1 comments
Counter : 1960 Pageviews.

 
เพลงนาง

ระรินแผ่วแว่วหวานซ่านดวงจิต
ห้วงความคิดติดตามยามกรายผ่าน
ฉากความหลังฉากหนึ่งซึ้งดวงมาน
พลุ่งพล่านจารจดบทเพลงนั้น

นางคลอพอเบาคราก้าวผ่าน
ก็ซึมช่านผ่านเพลงบรรเลงสรร
ที่นางคลอมิใช่เพลงบรรเลงกัน
แต่คือฝันอันผู้คนมิลืมลง

งามครับท่าน

ก้าวแรกฯ...



โดย: ก้าวแรกของหมื่นลี้ วันที่: 20 กรกฎาคม 2555 เวลา:10:00:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !









New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.