Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
28 กรกฏาคม 2555
 
All Blogs
 
O แรกอรุโณทัย .. O








O เมื่อแสงเรื่อรองงามแห่งยามรุ่ง
ค่อยค่อยฟุ้งฟายอณูเพรียกตรู่สาง
คลี่ปลายปีกปักษินล้อมถิ่นทาง
โลกเบื้องล่างก็ค่อยฟื้นขึ้นตื่นตัว
O ดอกดวงมวลน้ำค้าง .. หยาดวางเม็ด
ดั่งพลอยเพชร-พรึบบน .. ความหม่นหลัว
ลมโรยริ้วเรียวใบ, ดอก-ไหวรัว
รับรื่นเย็นเกลือกกลั้วอยู่ทั่วใบ
O มัวหมอกค่อยค่อยจางลงกลางแดด
ร่ำรอแวดล้อมรับ .. การขับไข-
ของอำนาจพราวพริบจากลิบไกล
แห่งยามอรุโณทัยสมัยนั้น
O จึงเห็นปีกผีเสื้อบินเหนือพื้น
คลี่ปีกขืนลมร่ำ .. เมื่อน้ำกลั่น-
ค่อยหยาดรูปหล่นร่วง .. เมื่อดวงวัน-
ลอยดวงขึ้นบังจันทร์ในชั้นฟ้า
O พร้อมเหน็บหนาวอวลอณูล้อมตรู่สาง
คือหมอกพรางแทรกตัวอยู่ทั่วป่า
จนแสงแรกเบิกคาบลงทาบทา
ก็รู้ว่า .. วันเคลื่อนสู่เดือนปี
O หอมเมื่อดวงดอกไม้ .. แกว่งไกวช่อ-
หวานย่อมรอจบจีบแทรกกลีบสี
ปีก-ลายต้องลมโกรก .. ก็โบก .. วี
กลางหอมที่ .. รายล้อมให้ยอมตัว
O ตื่นหอม .. เข้าตฤปหวาน .. จนหวานหยด-
กลั่นรูปอวลกลิ่นรสคอยหยดยั่ว
โลกยามแรกเมื่อนั้นค่อยสั่นรัว-
ไปกับการเกลือกกลั้วของตัวตน
O ลมเหนื่อยอ่อนโรยตัวอยู่ทั่วแหล่ง
พารื่นล้ำแทรกแฝงทุกแห่งหน
พื้นหญ้าไหวเรียวลู่ .. ก็ลู่จน-
น้ำค้างหล่นร่วงดินจนสิ้นรอย
O ระบัดเรียวเขียวรอ .. แดดทอทาบ
ลงลบภาพเย็นเยียบแสนเงียบหงอย
เพื่อปลุกโลกให้ตื่นขึ้นยืนคอย-
การปลดปล่อยรังสี .. ให้ปรีดา
O แตะตื่นพื้นโลกเคยโชกชุ่ม
ด้วยแดดรุมรอบล้อมอยู่พร้อมท่า
จนสรรพเสียงรอบด้านแว่วผ่านมา
ปรารถนาทั้งปวงก็ช่วงแรง

O หมุนโลก - พลิกบท .. พางดงาม-
ล้อม, คุกคามไม่เว้น .. ก่อนเร้นแฝง-
เป็นรูปพักตร์งามล้ำคอยสำแดง-
ล่มเงียบเหงาปรับแปลงให้แฝงรอย !
O จนเรียวหญ้าระบัดใบขึ้นไหวรับ-
แสงระยับผ่องแผ้วอย่างแผ่วค่อย
ปวงโลกอันแวดล้อม .. ก็พร้อมคอย-
รับรู้แรงห่วงละห้อยทุกรอยใจ
O ริ้วแห่งลมร่ำผ่านอยู่นานเนิ่น
ยั่วหยอกเอินอาวรณ์ผู้อ่อนไหว
ลมร่ำสายโอบเนื้อ .. สายเยื่อใย-
เหมือนคลี่ผูกพันไว้ .. ทั้งใจนี้ !
O เบื้องบน .. ปีกนกคลี่โบกบิน
เมื่อถวิลในคนเริ่มล้นปรี่
ผ่านรูปรอย, อิริยา ผ่านท่าที-
เยี่ยงปีกนกเหยียดคลี่ .. วาดวีลม
O โผผกวกร่าง .. อยู่กลางหาว
ให้แดดวาววับพร้อม .. ลงล้อมห่ม
เยี่ยงรูปรอยปรารถนา .. ล้อมอารมณ์-
ค่อยค่อยถมลงทับ .. เกินยับยั้ง !
O ปีกผีเสื้อลวดลายยังบ่ายบิน-
สืบเสาะกลิ่นมธุรสให้รด .. หลั่ง-
หอมหวานอวลอบใต้ .. ร่มใบบัง-
เพื่อแทรกหวานลงฝัง .. ลงฝากรส
O หอมหวานอีกผู้ที่จู่โจม-
ผ่านรูปโฉมเอี่ยมลออลงจ่อ .. จด
เห็นปีกบางเกาะเกี่ยวคลานเลี้ยวลด
เมื่องามชดช้อยร่างลงกลางคะนึง
O รูปรสจากไหนเล่าจะเข้าขวาง-
ปีกหรุบกลางเรณู ของภู่ผึ้ง
ลมโรยริ้ว, ปฏิพัทธก็รัดรึง-
รสหวานซึ้งลดาชาติ ฤๅอาจเทียม ?
O เมื่อมีรูป .. มีใจ-หวั่นไหวรูป
สบตาวูบแววคล้ายจะอายเหนียม
อิริยารูปละม่อม .. ใช่-จ่อมเจียม
หากเต็มเปี่ยมจริตนวลให้ชวนชม
O จน-ท่ามกลางแสงช่วงแห่งดวงดาว
ริ้วลมหนาวเหน็บพร้อมก็ล้อมห่ม
ยิ้มรับท่าเอียงอาย, เมื่อสายลม-
ล้ออารมณ์ชายชาญ .. ว่าหวานนัก !
O ไม่มีปีกผึ้งภู่ .. เรณูหอม
เหลือเพียงรูปพักตร์ละม่อม .. เข้าล้อมกัก
อีกแววตาเหลือบอ้อน .. ไม่ผ่อนพัก
การณ์ก็ชักชวนงามเข้าล่ามตรึง
O เมื่อมีรูป .. เผยรอยให้คอยหา
ทั้งรูปหน้า, รูปจริต .. ให้คิดถึง
กลางสายลมโลมพัด .. ที่รัดรึง-
คือความซึ้งหวานซาบลงอาบทรวง !
O หมื่นแสนล้านดวงดาวย่อมพราวพร่าง
ส่องโลกต่ำเบื้องล่าง .. จากกลางสรวง
ที่เผยแววผุดผ่อง .. อีกสองดวง-
คล้ายโชนแววจนช่วง .. กว่า-ดวงดาว !

O หัวใจผู้ .. เฝ้าคอยละห้อยเห็น
จึงเหมือนเต้นแกว่งรับ .. เพื่อขับหนาว
ทั้งรออุ่นโอบคืนให้ยืนยาว
พร้อมรอก้าวย่างเดียว .. ก้อยเกี่ยว .. เดิน !





Create Date : 28 กรกฎาคม 2555
Last Update : 17 พฤษภาคม 2562 16:20:07 น. 6 comments
Counter : 2540 Pageviews.

 


รอ... ^^


โดย: witch IP: 118.172.118.97 วันที่: 30 กรกฎาคม 2555 เวลา:8:09:10 น.  

 
จบแล้วขอรับ แม่มดตัวน้อย ..
รอนานไหม ?


โดย: สดายุ... วันที่: 2 สิงหาคม 2555 เวลา:23:28:05 น.  

 

อ่ะ!! คิม กลับมาแล้วววว?

ถือว่าไม่นานค่ะ ^^

ขอบคุณค่ะ


โดย: witch IP: 118.172.127.66 วันที่: 3 สิงหาคม 2555 เวลา:10:29:48 น.  

 

กำลังหารูปที่ถูกใจอยู่ ..
ยังอยู่ในกระบวนการคัดเลือกขอรับ


โดย: สดายุ... วันที่: 3 สิงหาคม 2555 เวลา:11:02:42 น.  

 

สวัสดีค่ะ...

มารี น่ารักค่ะ ชอบ... ^^



โดย: witch IP: 118.172.112.149 วันที่: 4 สิงหาคม 2555 เวลา:13:44:44 น.  

 
ใช่ .. มารีออกไปทางน่ารัก
ไม่ถึงกับสวยมาก ขอรับ


โดย: สดายุ... วันที่: 5 สิงหาคม 2555 เวลา:9:00:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !









New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.