Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2557
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
24 สิงหาคม 2557
 
All Blogs
 
O เพียงหนึ่งคำ .. O







เพียงหนึ่งคำ


O รูปเอย .. รูปแพงเจ้า
ค่ำจดเช้าแต่ละห้อยเฝ้าคอยเห็น
ในดวงจิตเหงาเงียบก็เพียบเพ็ญ-
ความเอื้อเอ็นดูล้ำ .. คอยค้ำคา
O เคยหรือใจ-หยุดคิด-แม้นิดหนึ่ง
หยุดซาบซึ้งความวอน .. ออดอ้อนหา
ทุกหลับฝัน .. คำนึงก็ตรึงตรา-
แต่รูปหน้าท่าที .. ผู้มีใจ
O แต่บัดนั้นจนบัดนี้อย่างที่เห็น
สุดเลือนเร้นรูปรอย .. ทุกรอยให้-
ถอยเคลื่อนจากเจตจินต์จนสิ้นไป
กลับสดใสขึ้นขจ่างที่กลางทรวง
O เมื่อมีรูป .. มีใจ-หวั่นไหวรูป
อาวรณ์วูบวาบรุก .. ไปทุกห้วง-
ลมหายใจผ่าวร้อน .. ก็ย้อนดวง-
ใจ, ทาบทวงปฏิพัทธ์เต็มอัตรา
O เคยหรือใจ-หยุดคิด-แม้นิดหนึ่ง-
หยุด-ซาบซึ้งละเมียดละมุน .. กับคุณค่า-
ของรูปแพงรูปฝัน .. จากสัญญา-
แต่เพรงกาละขันธ์ .. ถึงบรรลัย
O เมื่อมีรูป .. มีใจ-หวั่นไหวรูป
เหมือนอารมณ์ถูกสูบ .. จนวูบไหว
ละห้อยหา, แหนหวง .. ความห่วงใย-
ก็โถมนัยสำทับให้รับรู้
O อาวรณ์ในสำนึก .. อันลึกล้ำ
ค่อยเผยความดื่มด่ำ .. ออกย้ำสู่
หมายเนตรผู้อาทร .. เมื่อย้อนดู-
เสพทราบอยู่ด้วยใจ .. จักไหวตาม
O เติบเต็มด้วยคุณค่าจนปรากฏ-
เป็นรูปรสประณีตลักษณ์ .. สุดหักห้าม
หนึ่งคน .. หนึ่งดวงใจก็ไหววาม-
ไหวอยู่กลางบทนิยามแห่งความรัก
O เวิ้งว้างห้วงมหรรณพ .. ภาคภพนี้
พรหมขีดชี้ .. ดวงชะตาเกินฝ่าหัก
แต่รูปหนึ่งเลื่อนเลยมาเผยพักตร์
ก็จำหลักอาวรณ์ .. เกินซ่อนนัย
O จากฝน .. หนาว .. ร้อนผ่าว .. จนเข้าฝน-
ต้องรายล้อมเวียนวน .. สุดพ้นได้
หลบฤๅพ้น .. บาศก์บ่วง .. หนอดวงใจ-
เมื่อสายใยผูกพัน .. แสนมั่นคง
O สดับเถิดความแสดง .. เจ้าแพงเอย
ความเอื้อนเอ่ยแต่งเติม .. เพื่อเสริมส่ง-
ให้อาวรณ์เสน่หา .. ไหลบ่าลง-
ร่วมจำนงเสกมนต์มาดลใจ ..
O .. ว่าอ้อมอก .. อาทร .. รออ้อนซบ-
แนบหน้าอบอุ่นขวัญ .. ทอนหวั่นไหว
รอกล่อมเกล้าโอบกาย .. คลี่สายใย
รัดพันไว้ .. สุดวิถีแห่งชีวัน
O หาก-เมินเฉยซ่อนเร้น .. ไม่เห็นหน้า
ใคร .. อาจท่วมทรมาถึงอาสัญ
หากรอคอย .. ละห้อยเห็น .. ไม่เห็นกัน
จักโศกศัลย์สุดเทวษทวีทรวง
O รับรู้เถิด .. รอถนอมละม่อมพักตร์
รอโอบกอดกุมกัก .. ด้วย..รัก-หวง
เพียงหนึ่งรูปรอยหวัง .. ที่ทั้งดวง-
ใจ, คอยหน่วงเหนี่ยวรับแนบกับใจ
O แว่วยินไหม-รำพัน .. นะขวัญพี่
ค่ำคืนนี้ .. ดาวดับเดือนหลับใหล
จะแทรกห้วงนิทรา .. เจ้า-ฝ่าไป-
กล่อมขวัญให้ .. รมยาทั้งราตรี !
O ด้วยหวัง-แว่วรำพึงรำพันอ้อน-
ด้วยอาวรณ์อาลัยอยู่ในที่
เพรียก-รูป..รส .. ปรารถนาแห่งมาลี-
ให้คล้อยคลี่หวานหอม .. ลงน้อมรอ !
O เมื่อประทิ่นกลิ่นสุคนธ์ .. ที่บนกิ่ง
ต้องลมวิ่งวนผ่านทั้งก้าน-ช่อ
หอมจักยิ่งรุมเร้า .. พะเน้าพะนอ-
ให้แอบออหวานล้ำ ..ทั้งค่ำคืน
O เมื่อประทิ่นกลิ่นพะยอม .. เริ่มหอมล้ำ
รสแห่งคำงามพิสุทธิ์ย่อมสุดขืน
แรงอาวรณ์ปฏิพัทธ์จักหยัดยืน
แวดล้อมให้รมย์รื่น .. จนตื่นตา !
O เพียงหนึ่งคำ .. หมื่นคอย-ยังน้อยนัก
เมื่อคำรัก ..แผ่วค่อย .. มาคอยท่า
นั่นย่อมเกินหมื่นถ้อยที่คอยมา
หนึ่งคุณค่า คือเจ้า ..ที่เฝ้าคอย !




Create Date : 24 สิงหาคม 2557
Last Update : 11 พฤษภาคม 2562 18:09:59 น. 7 comments
Counter : 1485 Pageviews.

 
สดายุ..

"O เพียงหนึ่งคำ .. หมื่นคอย-ยังน้อยนัก
เมื่อคำรัก ..แผ่วค่อย .. มาคอยท่า
นั่นย่อมเกินหมื่นถ้อยที่คอยมา
หนึ่งคุณค่า คือเจ้า ..ที่เฝ้าคอย !"

"หมื่นถ้อย"...อยู่แนวหน้าค่ะ...

"เพียงหนึ่งคำ....หนึ่งคุณค่า คือเจ้า ..ที่เฝ้าคอย !" คงกำลัง ยุ่งกับการเรียนหนังสือ นะ...


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 25 สิงหาคม 2557 เวลา:14:51:27 น.  

 
มินตรา ..

บทที่ยกมานั้น เขียนใหม่ เอามาปิดท้าย
เพราะของเก่ามันจบไม่หวานซึ้งพอ ..

การใช้ "อติพจน์" มันจะทำให้คนอ่าน "จำได้" .. เหมือนนิราศนรินทร์ที่ใช้ "คำใหญ่คำโต" ในบทเอกที่จำได้กันข้ามภพข้ามชาติ ดังความว่า ..

๑๔๐. ตราบขุนคิริข้น - - - ขาดสลาย แลแม่
รักบ่หายตราบหาย - - - หกฟ้า
สุริยจันทรขจาย - - - จากโลก ไปฤา
ไฟแล่นล้างสี่หล้า - - - ห่อนล้างอาลัย

บทนี้เชิงโวหารดีมากอีกบทหนึ่งถือเป็นบทเอก...ในนิราศนรินทร์
บาท ๑...ตราบจนขุนเขาพังทลายลง
บาท ๒...ตราบจนฟ้าทั้งหก หายไป แต่รักของพี่ไม่หาย
บาท ๓...พระอาทิตย์ พระจันทร์จะหายไปจากโลก
บาท ๔...ไฟบัลลัยกัลป์เผาโลกทั้งสี่ก็ตาม แต่จะล้างความรักอาลัยของพี่มิได้เลย

ศัพท์...
- ขุนคิริ....ขุนเขา หมายถึงเขาพระสุเมรุ หรือ เขาไกรลาศ
- หกฟ้า.....คือสวรรค์ทั้งหก ๖ ชั้น มีชื่อดังนี้ สวรรค์ในแนวคิดฮินดูมี หกชั้น คือ จตุมหาราชิก, ดาวดึงส์, ยามะ, ดุสิต, นิมมานรดี, ปรนิมมิตตวสวัตดี
- สี่หล้า....ทวีปทั้ง ๔ (ดูในโคลงบทที่ ๑๓๔)
สรุปความว่า....
แม้นว่าภูเขาสูงใหญ่จะเปื่อยยุ่ยขาดหายถล่มลงไปก็ดี...
แม้นว่าสวรรค์ทั้งหกจะแตกดับสูญไปก็ดี...
แม้จนดวงตะวันดวงจันทร์ถูกห้วงหาวสูบหาย
สูญดับจากโลกไปก็ดี...
แม้จนไฟนรกแล่นเข้าล้างโลกทั้งสี่ก็ดี...
หาได้..ล้างความรักที่พี่มีอยู่ต่อเจ้าลงได้เลยแม้แต่น้อย


โดย: สดายุ... วันที่: 25 สิงหาคม 2557 เวลา:22:35:01 น.  

 
สวสัดีค่ะ

ช่วงนี้สอบค่ะ T T

เครียด มาฟังเพลงค่ะ เรื่องเลือดหงส์ จำได้ว่าชอบดูมาก

นางเอกถูกเปลี่ยนตัวกับลูกคนใช้ ติดละครสองคนกับคุณยาย ^^


โดย: medkhanun IP: 94.23.252.21 วันที่: 26 สิงหาคม 2557 เวลา:4:57:16 น.  

 
ดายุ...

หวานเอง..แล้วยังใช้นายนรินทร์ มาหนุนอีก..
ใครใครย่อมละลาย นะ...

"แม่บอกว่า" พวกขี้ผึ้ง...ละลายง่าย.. 555


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 26 สิงหาคม 2557 เวลา:5:57:09 น.  

 
ดายุ...

"O อาวรณ์ในสำนึก .. อันลึกล้ำ
ค่อยเผยความดื่มด่ำ .. ออกย้ำสู่
หมายเนตรผู้อาทร .. เมื่อย้อนดู-
เสพทราบอยู่ด้วยใจ .. จักไหวตาม "

"ผู้อาทร"..คงดีใจนะ ที่มีใครรับ คลื่น แห่งความอาวรณ์
ที่ส่งไปได้...

คลื่นวิทยุ ลอยอยู่ในอากาศ ..หากมีเครื่องส่ง..แต่ไม่มีใครเปิดเครื่องรับ..คลื่นวิทยุ ก็จะ ไม่มีความหมายใดใด.....

หากแต่เมื่อ กวี รับคลื่นวิทยุได้..ก็จะกลายเป็นงานวรรณศิลป ทิ้งไว้ให้ คนรุ่นหลังได้ดื่มด่ำต่อไป
เยี่ยง นายนรินทร์ หรือ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศวร์
แล้ว..สดายุ...



โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 26 สิงหาคม 2557 เวลา:15:11:27 น.  

 
เม็ดขนุน ..
อากาศที่อังกฤษน่าจะกำลังดีเพราะเป็นหน้าร้อน
เพียงแต่อยู่ไกลบ้านจึงอาจเหงาอยู่สักหน่อย
พี่ไม่แน่ใจว่าวันอาทิตย์จะปิดกันเรียบทั้งเมืองเหมือนเมืองเล็กๆในเยอรมันหรือเปล่านะ




มินตรา ..
คนเขียนกลอนได้ อาจไม่ใช่กวี
แต่กวีนั้นแน่นอนว่า เขียนกลอนได้ทุกคน

งานเขียนมันเป็นงานความคิด ..
และความคิดที่เกิดจาก bird eye view เท่านั้นจึงจะน่าอ่าน ..

คนไทย โดยภาพรวม อ่านหนังสือน้อย โดยเฉพาะหนังสือความรู้ ..จึงไม่มีวัตถุดิบในสมองจะเขียนได้ลุ่มลึกมากนัก .. แต่กลับชอบแสดง ความเห็น มากมาย

ในทางการเมืองและศาสนาจะสะท้อนภาพคนไทยได้ดีมากว่าที่พูดมานั้น เป็นจริงแค่ไหน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลกีฬาสีอันยาวนานมาตั้งแต่หลัง กันยา 2549

การปกป้องตนเอง
ความรู้สึกที่ต้องการบังคับคนอื่นให้รักสิ่งที่ตนเองรัก

ล้วนเป็นเรื่องน่าหัวร่อ
บ่งบอกถึงโลกทัศน์ที่คับแคบ ไม่เหมาะที่จะทำงานทางด้านความคิดเลย

บางคนเป็นกวี ซีไรต์ซะด้วยนา 555


โดย: สดายุ... วันที่: 26 สิงหาคม 2557 เวลา:21:35:09 น.  

 
กลิ่นประทีป กลีบหอม ย้อมใจฉัน
สุดหวานใน ไหวนัก ประจักษ์คำ
สุดดื่มด่ำ ก้ำกานท์ งานวลี
ส่องจากฟ้า ค่าคำ นำเป็นแสง
สว่างแห่ง ห้วงหัน กวรรณศรี
ดังผกา พาอรุณ สุนทรีย์
ระเริงรี่ ลอยฟ้า ถลาลม.....



โดย: กฤษณา เวชศิลป์ IP: 27.55.27.3 วันที่: 22 ตุลาคม 2558 เวลา:21:00:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.