Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2556
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
17 พฤษภาคม 2556
 
All Blogs
 
O ฝนเดือนหก .. O








จระเข้หางยาว ทางสักวา



O หยาดมาเถิดฝุ่นฝน .. สีหม่นเทา-
ลงปกคลุมรุ่งเช้าให้เหงาหงอย
ปีกเบาบางเคยขยับ .. ก็ลับรอย
ท่ามกลางน้ำฟ้าย้อย .. ลงเยี่ยมพื้น
O ร่วงหยดไหลหล่นล่าง .. หยาดพร่างพร้อย
ลงห่มเกสรสร้อยให้ช้อย-ตื่น
รับฉ่ำเย็นถ้วนตอนที่ย้อนคืน
ยามเสียงฟ้าครั่นครื้นอยู่อลเวง
O ไร้ปีกผีเสื้อบางสะบัดโบก
กลางฝนโชกฟ้าวาบ .. แสงปลาบเปล่ง
อติรูปในฝัน .. ก็บรรเลง-
สังคีตเพลงยั่วเย้า .. ในเช้าวัน
O อ้อยอิ่งกลางเม็ดฝนที่หล่นหยาด
ลดามาศก็ช้อยช่อร่ำรอหัน-
เรียวกลีบรับน้ำสรวงหล่นร่วงบรร-
โลมความชื่นฉ่ำนั้น .. เช้าวันนี้
O เจิ่งนองแผ่นพื้นโลกจนโชก-ชุ่ม
น้ำฟ้าร่วงผ่านพุ่ม .. โกสุมสี
ปีกล้อลมรำเพย .. อันเคยมี
จำปลีกลี้ฝุ่นฝนสีหม่นเทา
O ไหนเล่าดวงจำรูญ .. ในพู้นที่-
พร้อมรังสีเปลวแดด .. เคยแผดเผา
ฤๅ-บัดนี้ลับล่มใต้ร่มเงา-
ของเงียบเหงาเมฆทึมอันครึ้มมัว
O มืดอับพยับฝน .. เมฆหม่นแต้ม
ราวจะแย้มยั่วทาให้ฟ้าหลัว
งามรูปแพงทองเอย .. ฤๅเคยกลัว-
ความสั่นเร้าเร่งรัวของหัวใจ
O มืดอับพยับฝน .. เมฆหม่น-แกม
กลับแต่งแต้มรอบระยับขึ้นขับไข
ร้อยรวมความมั่นหมายจากภายใน-
ด้วยสายใยอาวรณ์ .. แสนอ่อนโยน
O พาตรู่เช้าลอยล่อง .. ละอองทิพ
ความ-คำแผ่วกระซิบ .. สู่ลิบโพ้น
อบอุ่นแห่งความหมาย .. ค่อยถ่ายโอน-
เข้าหักโค่นเปลี่ยวเหงาแห่งเช้าวัน
O ฝุ่นฝนสีหม่นเทา .. แห่งเช้ายาม
จึงเติมเต็มงดงาม .. เชื่อมความฝัน
ปีกผีเสื้อโบกบินกลางถิ่นพรรณ
ค่อยโบกขวัญฝากไว้ .. ที่ในทรวง
O หยาดน้ำฟ้า .. หยดย้อยเป็นสร้อยสาย
พร้อมความหมายในคน .. นั้นหล่นร่วง
แววนัยน์ตาวาบหวัง, ใจทั้งดวง-
ก็ผ่านช่วงหม่นเทา .. แห่งเช้าวัน
O หยาดน้ำค่อยสิ้นหยด, เหลือบทบาท-
พิสวาดิรายล้อมเข้ากล่อมขวัญ
ความนัยรู้รับรอง .. เมื่อพ้องกัน
ย่อมซาบซึ้งผูกพัน .. นิรันดร
O สิ้นหยดน้ำร่วงหยาด, สองชาติผู้-
ร่วมตอบรับนัยชู้ .. เกินรู้ถอน
แรงถวิลเสน่หา, รอบอาวรณ์-
ก็แทรกตอนจำนง .. เข้าบงการ
O ร้างหยดและไร้หยาด, ฝนขาดช่วง-
หากความหวง-ห่วงใย .. ยิ่งไพศาล
ลมเอย..ฝากเย็นรื่นของชื่นบาน
ห่มดวงมานผู้ถวิล .. อย่าสิ้นเลย
O ร้างหยดจนไร้หยาด .. ฝนขาดเม็ด
เหลือรุ้งเพชรรูปพลอยที่ค่อยเผย-
รอวันทอดทอสิทธิ์ลงชิดเชย
และสายลมรำเพยมาแผ่วพาน
O เพื่อจะไหวบทกระเพื่อมเป็นเหลื่อมรับ
ไว้ประดับธรณินทั่วถิ่นฐาน
เช่นแววตาจบจูบด้วยรูปคราญ
สั่นสะท้านสะเทือนทั่วทั้งหัวใจ -
O – ที่จักไหวส่ายรัว .. เพียงชั่วยาม-
ที่รูปนามรูปนั้น .. คอยสั่นไหว-
ยั่วหยอกความแหนหวง .. ความห่วงใย
เพรียกอาลัยวาดหวังอยู่ทั้งเป็น
O สิ้นแล้วหรือ .. ฝุ่นฝนสีหม่นเทา
เลื่อนรูปเงาพาโลกพ้นโศกเข็ญ
หรือ-เพียงรอถมเทียบความเยียบเย็น-
เข้าบีบเค้นอาลัย .. แห่งใจนี้
O ไร้ปีกผีเสื้อบางสะบัดโบก-
กลางแหล่งโลก-บินบ่ายอวดลายสี
ปีกเล่นลมรำเพยอันเคยมี
ราวปลีกลี้ลับสิ้นจากดินแดน
O เหลือแต่ปีกอาวรณ์เวียนว่อนอยู่
ด้วยแรงชู้ในทรวง, ด้วยหวงแหน-
รูปนามอันปรากฎเข้าทดแทน-
ติดตรึงแน่นในอก .. เกินยกแล้ว !





Create Date : 17 พฤษภาคม 2556
Last Update : 17 พฤษภาคม 2560 19:18:19 น. 0 comments
Counter : 1690 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.