Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2558
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
18 กุมภาพันธ์ 2558
 
All Blogs
 
O อาวรณ์ .. O







เพลง .. บังใบ



O เยี่ยงไรหนอคิดย้อน .. แล้วร้อนรุ่ม-
กับเพลิงขุมอาวรณ์ .. เกินผ่อนหาย
หน้าผากเนียนแก้มหน้า .. นัยน์ตาชาย-
สบ-แพ้พ่าย .. ละห้อยเห็น .. อยู่เช่นนั้น
O อาจรู้ฤๅ .. คะนึงหาบรรดามี-
จากวาดวีห้วงใจ .. ค่อยไหวสั่น-
จนคล้อยเคลื่อนความสู่ .. ให้รู้กัน
ด้วยสุดกั้นกีดงามที่ลามทรวง
O หวังถึงเนตรอ่อนโยน .. แววโชนฉาย
จักวาบคล้ายโลดแล่น-ด้วยแหนหวง
เพื่อว่ารอบบุญบาป .. จักทาบทวง
ผูกเป็นบ่วงรัดขวัญ .. ล้อม-พันธนา
O ลับรูป .. หากคะนึงยังตรึงอยู่
จากรับรู้ .. เฝ้าคอย .. ละห้อยหา
อบอุ่นด้วยอ่อนหวานวาบผ่านตา
ที่เหมือนว่าสื่อสู่ .. จนรู้ทัน
O ลบเลือนฤๅ .. เพียงพรับคล้ายกับว่า
เรียวรูปหน้าผุดขวางขึ้นกลางฝัน
จะฝ่าพ้นอาลัย .. เยี่ยงไรกัน
เมื่อกางกั้นทิศทาง .. ทุกย่างเดิน
O พร้อมกับที่-หมดสิ้นแรงดิ้นรน-
คือตาคนสัมผัส .. แววขัดเขิน
พ่ายแพ้ แรงอุ่นล้ำ .. ที่ก้ำเกิน
ก่อนลุกลามจำเริญ .. อยู่เนิ่นนาน
O โหดร้ายกันจริงหนอ .. ลออลักษณ์
เผยรูปพักตร์เนียนละม่อม .. เพรียกหอมหวาน-
ให้อบอวลอารมณ์จนซมซาน
จนสุดต้านทานอยู่ .. แม้น-ครู่เดียว
O สุดป้องแล้วนฤมิต .. จริต-โฉม
ดลรอบโสมนัสเคลือบ .. ทุกเหลือบเหลียว
เร้าอาวรณ์เลื่อนแล่น .. ดั่งแขนเรียว-
โอบ - รั้งเหนี่ยวคลอเคล้า .. ให้เฝ้ารอ
O ผ่านมาให้อบอุ่นและคุณค่า
เร่งฤทธาลามช่วง .. เป็นบ่วงช่อ-
สายเยื่อใยสวาดิเยาว์-พะเน้าพะนอ
ก่อนทอดทอแรงรักจำหลักลง
O จึง-ทุกห้วงคำนึง .. แม้นกึ่งคาบ
ราวเพรงสาปเคยสุม .. พาลุ่มหลง-
ตามช่วงลมหายใจ .. สั่นไหว-บง-
การ-เรื้องแรงจำนง .. ข้ามวงวัฏฏ์
O แหนหวงการพร่ำพลอด .. ความออดอ้อน-
แผ่ว-เว้าวอนเพราะพร้อง .. เกินป้อง-ปัด
กุมอารมณ์แนบน้อม .. ละม่อมลักษณ์
ผู้จำหลักแรงถวิล .. ลงจินตนา
O เอ็นดู-ความอาวรณ์แสนอ่อนไหว-
อันแฝงนัยบ่งชี้ .. ในทีท่า
แหนหวงความหอมหวานแห่งมารยา
เจ้าเอยรู้ไหมว่า .. ใคร-อาวรณ์ ?





Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2562 9:08:48 น. 8 comments
Counter : 1163 Pageviews.

 
งามทั้งกายและใจเยี่ยงนั้น…มีรึ จะไม่อาวรณ์และอาลัย


โดย: อาวรณ์ IP: 27.55.66.147 วันที่: 3 มีนาคม 2562 เวลา:5:30:41 น.  

 


ใช่ .. เป็นไปไม่ได้เลย


โดย: สดายุ... วันที่: 3 มีนาคม 2562 เวลา:8:30:10 น.  

 
น่าเสียดาย…นะ


โดย: อาวรณ์ IP: 223.24.190.77 วันที่: 3 มีนาคม 2562 เวลา:13:10:16 น.  

 


เอาไว้ชื่นชมก็พอแล้ว


โดย: สดายุ... วันที่: 3 มีนาคม 2562 เวลา:15:32:56 น.  

 
เห็นด้วยอย่างยิ่ง


โดย: อาวรณ์ IP: 223.24.174.206 วันที่: 3 มีนาคม 2562 เวลา:20:56:43 น.  

 



ไว้ให้หนุ่มสาวเขาสืบทอดสัมพันธ์กันไปดีที่สุด


โดย: สดายุ... วันที่: 4 มีนาคม 2562 เวลา:13:15:15 น.  

 
คนมักเดือดร้อน…เพราะสืบสัมพันธ์ที่สับสนและผิดวัยนี่ละน๊า


โดย: อาวรณ์ IP: 223.24.185.126 วันที่: 5 มีนาคม 2562 เวลา:9:25:28 น.  

 


ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้น
มีข้อยกเว้นบ้างสำหรับบางคน ที่เด็กมาแอบชอบ


โดย: สดายุ... วันที่: 6 มีนาคม 2562 เวลา:6:29:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.