Group Blog
 
<<
เมษายน 2559
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
3 เมษายน 2559
 
All Blogs
 
O ยอมเถิด .. ดวงใจ ! O







เพลง .. ลาวดวงดอกไม้
อัศวลีลา


O คงละห้อยคอยหาแต่ตาตื่น
ในความรื่นรมย์ตอนแสนอ่อนหวาน
วนเวียนคอยผ่านช่วงล้อมดวงมาน
ให้เบิกบานวาบหวาม .. รับความนัย
O ทั้งดวงตาหลับพริ้ม .. คงยิ้มรื่น
ด้วยอกใจแช่มชื่นเกินฝืนไหว
ถวิลคอย, ถ้อยปวง, ความห่วงใย-
คงวุ่นวายวูบไหว .. กลางใจนั้น
O หมอกหม่นมัวโอบเช้า อีกเช้าหนึ่ง
กับหวานซึ้งอีกใจ, อีกไหวหวั่น-
คงไหวกลางแสงสี, มาลีพรรณ-
เมื่อต้องลมลูบ .. สั่น .. ดั่ง-ขวัญน้อย
O ยิ้มรับความรุมเร้า .. แห่งเช้าวัน
ลูบโลมขวัญผ่องแผ้ว, จากแผ่วค่อย-
จนรับรู้, รับรอง .. ความล่องลอย-
ของดวงใจดวงน้อย .. จากถ้อยคำ
O โอ หวานหอมรื่นถิ่น .. หนอ-กลิ่นแก้ว
กับผ่องแผ้วอารมณ์, สายลมร่ำ-
โปรยปรายภาพงดงามจากความจำ
เอาล่วงล้ำอยู่ล้อ .. การรอคอย
O แว่วยินไหมกระซิบเสียง .. หมายเพียงว่า-
ล่มเหว่ว้าทุกบทให้ถดถอย
เพื่อจุนเจืออกใจเอาไว้ลอย-
ล่องตามถ้อยกระซิบนั้น .. แล้วพันธนา
O แทนอ้อมกอด, สายลมจักพรมผ่าน
หอบหอมหวานล้อมให้คอยใฝ่หา
รอรับเถิดนัยถ้อย .. เรียงร้อยมา
จักตรึงตราอกใจ .. ผู้ใยดี
O แล้วหอมจักน้อมรอ .. ความพ้อพร่ำ-
แฝงผ่านสายลมร่ำ .. ถ้อยคำพี่
บอกอาวรณ์อาลัยหัวใจมี
อย่างเรื่อยรี้โอบขวัญ .. รับฉันทา
O ทั่วถ้วนความละห้อยเห็น .. เคยเร้นซ่อน
จักเริ่มอ้อนออดคอยละห้อยหา
รูปใครเล่าจะผ่องแผ้วที่แววตา
ยิ้มตอบรับเดียงสา .. ผู้อาลัย
O พริ้มหลับลงเถิดหนา .. นัยน์ตานั้น
เก็บงำแววพร่าสั่น .. อย่าสั่นให้-
บีบเค้นการสั่นรัวอีกหัวใจ
ที่จักคอยสั่นไหว .. ล้อนัยน์ตา
O แม้นอารมณ์แช่มชื่นเกินฝืนไหว
อาจงำให้ความถ้อยแสร้งพลอยว่า
ที่วาบแววอาวรณ์แอบซ่อนมา
ด้วยเกินกว่ากีดกั้นได้ทันการณ์ !
O ภายใต้ความเรียบเฉย .. อย่าเผยเลศ-
ให้ดวงเนตรเผลออ้อน .. แววอ่อนหวาน
เกรงลมร่ำแสงช่วงจักหน่วงกาล
ให้เบิกบานอารมณ์ .. รับสมยอม
O อาจละห้อยคอยเห็นตราบเย็นย่ำ
เยี่ยงอบร่ำกุสุมาลย์ .. กลิ่นหวานหอม-
ที่แรงซึ้งซ่านรส, เกินอดออม-
ด้วยยากพร้อมพาใจ ออกไกลกัน
O ในความรื่นรมย์ตอนแสนอ่อนหวาน
วนเวียนคอยล้อมผ่าน .. รุกรานฝัน
พึงเบิกบานวาบหวาม .. กับยามวัน
เมื่อกีดกันทั้งปวง .. ได้ล่วงร้าง
O ในความรื่นรมย์ตอนออดอ้อนนั้น
จักอุ่นขวัญโอบอยู่ไม่รู้ห่าง
เด็ดดึงความเปล่าเปลี่ยวในเที่ยวทาง
ปูลาดให้ก้าวย่าง .. ลงกลางใจ !





Create Date : 03 เมษายน 2559
Last Update : 14 พฤษภาคม 2560 16:05:42 น. 10 comments
Counter : 1490 Pageviews.

 

สดายุ...

เห็นมีความสนใจเรื่องการแต่งงาน ในระบบศาสนาฮินดู :

การแบ่งประเภทของการแต่งงานในศาสนาฮินดู สามารถแบ่งได้ 8 ประเภทดังนี้
1. พรหม วิวาหะ เป็นการแต่งงานที่ชาวฮินดูยกย่องว่าประเสริฐที่สุด โดยบิดาได้ยกลูกสาวของตนให้แก่ชายผู้มีความประพฤติและการศึกษาดี ฝ่ายชายเองก็ยอมรับหญิงเป็นภรรยาอย่างเต็มใจโดยไม่เรียกสินสอดใดๆทั้งสิ้น

2. ไทวะ วิวาหะ คือการแต่งงานที่บิดาของฝ่ายหญิงได้มอบบุตรสาวแด่ฤษีเพื่อเป็นของขวัญที่ฤษีมาประกอบพิธีบูชายัญให้

3. อารษะ วิวาหะ คือการแต่งงานโดยที่ฝ่ายชายมอบโคหรือกระบือหรือทั้งสองอย่างแก่บิดาฝ่ายเจ้าสาว

4. ประชาปัตยะ วิวาหะ คือการแต่งงานที่ฝ่ายชายกับบิดาของฝ่ายหญิงตกลงกันอย่างมีเงื่อนไข เช่น แต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกัน เป็นต้น

5. อสูร วิวาหะ คือการแต่งงานที่ฝ่ายชายให้ทรัพย์สินเงินทองแก่ฝ่ายหญิง แล้วได้แต่งงานกับหญิงนั้น

6. คนธรรพ วิวาหะ คือการแต่งงานโดยที่ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงตกลงปลงใจจะอยู่ด้วยกัน โดยบิดามารดาทั้งสองฝ่ายไม่ได้รับรู้

7. รากษส วิวาหะ คือการแต่งงานที่ฝ่ายชายใช้กำลังบังคับให้หญิงมาเป็นคู่ครอง มักจะเกิดการทำร้ายญาติฝ่ายหญิงก่อนที่จะชิงตัวหญิงมาได้

8. ปีศาจ วิวาหะ คือการแต่งงานที่ฝ่ายหญิงถูกมอมยา ล่อลวง เป็นการแต่งงานที่ชาวฮินดูรังเกียจที่สุด

เอกสารอ้างอิง
วิทยา ศักยาภินันท์. ศาสนาฮินดู. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ : กรุงเทพฯ. 2549
Tags: การแต่งงานของชาวฮินดู, ภาษาฮินดู, แปลภาษาฮินดู


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 4 เมษายน 2559 เวลา:10:14:01 น.  

 
มินตรา ..
ผมชอบแบบแรกนะ .. ไม่คิดจะเรียกร้องสินสอดใดๆทั้งสิ้นจากฝ่ายหญิง .. ทำกับข้าวเป็นแค่ 2-3 อย่าง
ก็ไม่เป็นไร .. 55

พอดีเพิ่งไปอ่านประวัติศาสตร์ไทย “นอกกรอบประวัติศาสตร์ชาตินิยม” ที่ถูกฝังหัวมานาน
เกี่ยวกับพระนเรศวร .. อ่านแล้วก็อยากจะเอามาเขียนโคลงดูเหมือนกันนะ ..
เป็นด้านโรแมนติกของราชานักรบ

ที่เรียกว่า นอกกรอบประวัติศาสตร์ชาตินิยม เพราะเป็นการบันทึกของต่างชาติรอบๆบ้านเรา
ซึ่งหากมีการบันทึกตรงกันกับของไทย ก็แปลว่ามีเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นจริง แต่หากเหตุการณ์ไหน
ของเขาไม่มี แสดงว่า ทางไทยเราเขียนขึ้นเองด้านเดียว ก็ไม่น่าเชื่อถือ

หนังสือเล่มนั้นคือ “จากวังจันทน์ถึงเวียงแหง” ที่ระบุว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ที่ อ.เวียงแหง เขตเชียงใหม่
มิใช่เมืองหาง ดังที่เรารับรู้กันมานาน – และค่อนข้างน่าเชื่อถือเมื่อคำนึงถึงบริบทแวดล้อม ..


โดย: สดายุ... วันที่: 4 เมษายน 2559 เวลา:16:08:39 น.  

 
ดายุ..

1. พรหม วิวาหะ..."ยกลูกสาวของตนให้แก่...ชายผู้มีความประพฤติและการศึกษาดี... ฝ่ายชายเองก็..ยอมรับหญิงเป็นภรรยาอย่างเต็มใจ...โดยไม่เรียกสินสอดใดๆทั้งสิ้น "
โอ้โฮ ..นี่กำลังสนทนากับ .."ชายผู้มีความประพฤติและการศึกษาดี.." รึนี่ !

"น้องเล็ก" โปรดทราบ..555

สำหรับมินตรา นี่ ข้อ 3. อารษะ วิวาหะ คือการแต่งงานโดยที่ฝ่ายชายมอบโคหรือกระบือหรือทั้งสองอย่างแก่บิดาฝ่ายเจ้าสาว.....มิเลวนะ ..อย่างน้อย ..." ทำกับข้าวเป็นแค่ 2-3 อย่าง" นี่ ยังมี "โค หรือ กระบือ" เป็นค่าวิชา 555


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 4 เมษายน 2559 เวลา:17:06:42 น.  

 
มินตรา ..

..............
สมเด็จพระนเรศวร ขณะที่ทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงใช้ชีวิตอยู่ที่พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก จนกระทั่ง พระเจ้าบุเรงนองยกทัพมาตีเมืองพิษณุโลกในสงครามช้างเผือก สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เจ้าเมืองพิษณุโลก ยอมอ่อนน้อมต่อหงสาวดีจึงทำให้เมืองพิษณุโลกต้องเป็นเมืองประเทศราชของหงสาวดีและไม่ขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา

พระเจ้าบุเรงนองทรงขอพระสุพรรณกัลยาและพระนเรศวรไปเป็นองค์ประกันที่หงสาวดีใน พ.ศ. 2107 ทำให้พระองค์ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนตั้งแต่มีพระชนมายุเพียง 9 พรรษา ประทับอยู่กรุงหงสาวดี 8 ปี เสด็จกลับกรุงอโยธาพระชนมายุ 17 พรรษา พ.ศ. 2115

จากวิกิพีเดีย ...
...........................

8 ปีในหงสาวดี .. จากเด็กชายจนเป็นหนุ่มวัยรุ่น ..


โดย: สดายุ... วันที่: 4 เมษายน 2559 เวลา:18:30:54 น.  

 
สดายุ..

รออยู่ตั้งหลายวัน ยังไม่เห็น "ดวงใจ" ออกมาประกาศจุดยืนเลย...

สงสัยคุณภาพของ ."ชายผู้มีความประพฤติและการศึกษาดี.." จะ เท่ากับ...รัฐธรรมนูญฉบับมีชัย !
...................
"รอรับเถิดนัยถ้อย .. เรียงร้อยมา
จักตรึงตราอกใจ .. ผู้ใยดี"

"รับรับไปก่อนแล้วค่อยแก้ไข ทีหลัง"นะคะ
แบบปี50




โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 7 เมษายน 2559 เวลา:17:38:27 น.  

 

มินตรา ..

"ดวงใจ" กำลังโดนหวัดเล่นงานที่ลำคอ .. บอกให้คุยกับมินตราไปก่อน 55

อย่ามาชวนพูดการเมืองเลย กะเดี๋ยวของขึ้น ในวันที่ ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับสยามเมืองรัฐประหาร (ครั้งที่เท่าไรแล้วนี่ .. น่าจะมากที่สุดในโลก !)

ปู่มีชัยแกจะ 80 แล้ว .. พยายามช่วยบรรดาคนแก่ชักกะเย่อไม่ให้สายน้ำไหลลงที่ต่ำอยู่ คาดว่าใกล้หมดแรงเต็มที .. สายน้ำคงยากจะไหลย้อนกลับได้ .. 555


๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว

O เย็นรื่นเพราะคลืนวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
ตรู่สางระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น

O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


โดย: สดายุ... วันที่: 7 เมษายน 2559 เวลา:19:19:16 น.  

 
ดายุ..

เก่ง !

"O ภายใต้ความเรียบเฉย .. อย่าเผยเลศ-
ให้ดวงเนตรเผลออ้อน .. แววอ่อนหวาน
เกรงลมร่ำแสงช่วงจักหน่วงกาล
ให้เบิกบานอารมณ์ .. รับสมยอม"


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 8 เมษายน 2559 เวลา:9:06:03 น.  

 
มินตรา ..

วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ คือความงดงามลงตัวสุดยอดของคำฉันท์ .. ทั้งจังหวะจะโคนและลีลาพลิ้วไหวประดุจสายลมแห่งวสันตฤดู

เห็นด้วยไหมครับ


โดย: สดายุ... วันที่: 8 เมษายน 2559 เวลา:9:17:42 น.  

 
ชื่อคล้ายๆกับกลอนที่อ่านเมื่อเช้า นะคะ


โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 วันที่: 29 มิถุนายน 2560 เวลา:13:23:24 น.  

 


ครับ ..
บางครั้งตั้งชื่อซ้ำกันก็มีครับ


โดย: สดายุ... วันที่: 1 กรกฎาคม 2560 เวลา:14:48:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.