Group Blog
 
<<
กันยายน 2556
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
11 กันยายน 2556
 
All Blogs
 
O รูปแพงเอย .. O








เพลง .. จระเข้หางยาว ทางสักวา
กอไผ่


-1-
O สุมาลย์ช้อยช่อห่ม .. สายลมริ้ว
เมื่อห้วงใจปลิดปลิว .. ลอยลิ่วหา-
รูปลักษณ์แพงผู้ถวิลในจินตา
ละครั้งคราวาบสู่ .. ฤๅรู้เลือน
O ออดอ้อนผ่านแววเนตรแฝงเลศ, หมาย-
นิมิตรูปรำบายลงป่ายเปื้อน-
ตราประทับงดงามให้ตามเตือน
จนสุดเคลื่อนคล้อยหวานให้ผ่านพ้น
O มีหัวใจรอคอยละห้อยเห็น
เฝ้าลอบเร้นถึงกันนับพันหน
หมื่นแสนช่วงความคะนึง .. ของหนึ่งคน
จึง-วกวนรอบอยู่ไม่รู้วาง
O แต่คร่ำครวญผูกพันถึงกันอยู่
จนตื่นตารับรู้ .. แสงตรู่สาง
นั้น-เฉกเช่นรอบพิมล .. ท่ามหม่นพราง
โชนช่วงส่องเส้นทางให้ย่างเดิน
O รูปเอย .. รูปละม่อม-ราวล้อมกัก
โดยรูปพักตร์แววอุทธัจ .. ความขัดเขิน
พาหอมหวานโยนระลอกเข้าหยอกเอิน
ก่อนก้ำเกินล้ำล่วงถึงดวงใจ
O เสนาะเสียงสุโนกมี .. ในที่นั้น
ลดาวัลย์ชื่นฉม, สายลมไหว
พึงโอนบทบาทล่วง .. พร้อมห่วงใย
โอบกล่อมให้ .. รับถวิลด้วยยินยอม
O ในแวดล้อมสุรศัพท์ .. พึงรับรู้
ว่านัยชู้แอบออเข้าหล่อหลอม-
เพิ่มแรงซึ้งซ่านล้ำ .. ให้ด่ำดอม
ก็เพื่อพร้อมรอสู่ .. อย่างรู้วัน
O ในแวดล้อมแรงคะนึง .. ใครหนึ่งผู้-
เพื่อร่วมคู่เคียงข้าง .. ร่วมสร้างฝัน
พึงผูกใจจดจ่อ .. เพื่อรอกัน
ร่วมสัมพันธ์บุญบาปจนตราบวาย
O รับรู้เถิด .. รูปแพงผู้แน่งน้อย
ว่ารูปรอยอ่อนโยนที่โชนฉาย-
ย่อมเกิดขึ้นโผนผก .. ในอกชาย
เมื่ออุ่นอายหอมหวาน .. เจ้าผ่านมา
O เมื่อประณีตรสสุคนธ์ .. ผ่านปรน .. รู้
ก็เกินกู้กลับให้ .. แรงใฝ่หา-
ลดทอนรสรติฤทธิ์ .. อันติดคา
จนสุดฝ่าหักห้ามเอาตามใจ
O จึงประณีตรสสุมาลย์ .. อันหวานหอม
ก็พรั่งพร้อมกำลัง .. โหม, หลั่งไหล
รอกุมกัก .. เสพรู้ .. หอมผู้ใด
เพื่อสืบสาวกลับไปถึงใครนั้น
O สุมาลย์ช้อยช่อห่ม .. ล้อลมลูบ
ก็เมื่อรูปพักตร์ใคร .. หนอ-ไหวสั่น
แพงทองเอย .. คมคำ .. พี่รำพัน
หมายผูกขวัญเจ้าไว้ .. อยู่ในมือ

-2-
O ลมหนาวผ่านระลอกเพื่อบอกว่า-
ถึงเวลาต้องพลิ้วเสียงหวิวหวือ
เพื่อล่มร้อนรุมขวัญ .. แล้วกรรพือ-
เลศนัยสื่อ, ฝากหนาวอีกคราวครั้ง
O ล่องไหลแล่นระลอกโลมดอกแก้ว
วันผ่องแผ้วทอทาบจนปลาบปลั่ง
ภาพเนียนแก้มยามเขิน .. ย่อมเกินยั้ง-
แทรกขึ้นสั่ง-หวานล้ำ .. ให้รำเพย
O ดวงดอกแก้ว, กิ่ง, ใบ, พลิ้วไหวสั่น-
เมื่อไหวหวั่นเกินกว่า .. จักกล้าเอ่ย
จำต้องเก็บเหนี่ยวหน่วง .. ให้ล่วงเลย
ลำดวนเอ๋ยช่างยากเพียงฝากคำ
O ต้องเก็บไว้, กักกุม-จนรุมเร้า-
ใจอ่อนเยาว์, ครันครบ-การอบร่ำ-
ความอ่อนหวานอ่อนโยน .. ดั่งฝนพรำ-
ละอองเย็นชื่นฉ่ำ .. ซ้ำซ้ำเม็ด
O ก็นั่นแหละ- งดงามที่ตามหา,
ขวากรอฝ่า .. คอยรับอยู่สรรพเสร็จ
ทั้งทุกข์-สุข, ถ้วนสิ่ง .. ทั้งจริง, เท็จ
หอมหวานชื่น, บอระเพ็ด .. รอเด็ดเคี้ยว
O จึง-ความรักผูกพันแห่งวันวาน
ก็เผยผ่านรูปเยาว์ .. ทอนเปล่าเปลี่ยว
จึง-ช่วงต่อรอบฤดู .. ลมกรูเกรียว-
บางส่วนเสี้ยวหัวใจ .. ก็ไหวรับ
O กี่ลมหนาว, ระลอกหนาว .. ในคราวนั้น
ก็ถูกกันจากอก-ต้องวกกลับ
หลังกระแสอุ่นล้ำลงสำทับ
อ่อนหวานก็โจมจับ .. แนบกับใจ
O คาบหนาวจึงมีอุ่นคอยหนุนเนื่อง
ช่วยปลดเปลื้องพิสวง .. ผู้สงสัย
อกเอยเมื่ออ่อนหวานแทรกผ่านไป
ก็อ่อนไหวทุกคราว .. ที่หนาวย้อน
O หมายบอกหนาว .. ฝากหนาวในคราวนี้
ช่วยวาดวี-อีกครั้งอย่ารั้ง-ผ่อน
ให้คนรู้-อุ่นล้ำแห่งคำวอน-
แล้วแทรกซอนฝังทั่วทั้งหัวใจ
O ปล่อยให้หนาวแล่นริ้วจนพลิ้วผ่าน
อ่อนโยนทั้งอ่อนหวานจึงผ่านได้
ผ่านแล้วจักแนบชิดห้วงจิตใคร
โอนอ่อนไหว .. อ่อนหวาน เข้าต้านรับ
O รอเถิด-รอรับรู้ฤดูลม ..
ว่าใช่-รอบอภิรมย์ .. สุดข่ม-ขับ,
ฤๅ-ละห้อยคอยเห็นอยู่เร้นลับ
ด้วยสุดใจจะรำงับหรือดับล้าง
O ฝากดวงใจ- รับรู้ .. ฤดูหนาว
เถิด .. อีกคราว-ดวงใจ .. ที่ไกลห่าง
ว่าลมหนาวโหยหวน .. เสียงครวญคราง-
นั้นอาจอ้าง-ว่าครวญ .. จากส่วนใจ
O ล่องไหลแล่นระลอกโลมดอกแก้ว
มาจักแผ้วผ่านขวัญ .. จนสั่นไหว
จักกัดกร่อนรอนร้าวทุกคราวไป
เพื่อแทรกอุ่นละมุนละไมแนบใจคน
O รอเถิดใจ .. รอรับอยู่กับหนาว
รอคาบคราวยินดัง .. ทุกครั้งหน
ลมจะล่องไหล-วก .. สู่อก .. จน-
เพรียกอึงอลครวญคร่ำ .. ต่อคำนึง
O ลมหนาวพลิ้วผ่านระลอกเพื่อบอกว่า-
คือเวลาห้วงใจต้องใฝ่ถึง-
รูปถวิล, เสน่หา .. ที่ตราตรึง
พร้อมหวานซึ้ง, แรงชู้ .. หอบสู่มือ !





Create Date : 11 กันยายน 2556
Last Update : 8 เมษายน 2562 8:04:15 น. 6 comments
Counter : 1189 Pageviews.

 

ดายุ..

"O มีหัวใจรอคอยละห้อยเห็น
เฝ้าลอบเร้นถึงกันนับพันหน
หมื่นแสนช่วงความคะนึง .. ของหนึ่งคน
จึง-วกวนรอบอยู่ไม่รู้วาง"

"เฝ้าลอบเร้นถึงกันนับพันหน"นี่ใช้อีโม่ทางสไกป ใช่ไหมล่ะ

"O รูปเอย .. รูปละม่อม-ราวล้อมกัก
โดยรูปพักตร์แววอุทธัจ .. ความขัดเขิน
พาหอมหวานโยนระลอกเข้าหยอกเอิน
ก่อนก้ำเกินล้ำล่วงถึงดวงใจ"

"โดยรูปพักตร์แววอุทธัจ .. ความขัดเขิน"
นี่เกิดจากใครทำตาเจ้าชู้ใส่ ทางสไกปแน่เชียวล่ะ

"O ในแวดล้อมแรงคะนึง .. ใครหนึ่งผู้-
เพื่อร่วมคู่เคียงข้าง .. ร่วมสร้างฝัน
พึงผูกใจจดจ่อ .. เพื่อรอกัน
ร่วมสัมพันธ์บุญบาปจนตราบวาย"
เอ...นี่ สารภาพรักผ่านเวปไซด์..นี่นะ

ความรักในศตวรรษที่21 ..online love 555

ดายุ..เขียนอีเมลนัด
"รูปถวิล, เสน่หา .. ที่ตราตรึง"
เลยค่ะ ว่าจะมี" แรงชู้ .. หอบสู่มือ !"ในหนาวนี้

"รูปถวิล"มิกล้ามารับมือดายุหน้าเวป อย่างมินตราแน่เลยล่ะ
กล้ากล้าหน่อยท่านมหา..





โดย: บุษบามินตรา IP: 80.129.223.136 วันที่: 12 กันยายน 2556 เวลา:2:09:12 น.  

 
มินตรา ..

ถามซอกแซกนะนี่ ..
จะทางไหนก็เหอะน่า เอาเป็นว่าคุยกันได้ละกัน - 55

สาวไทยที่ผ่านการอบรมมาจากครอบครัวที่ดีงาม
ควรต้องมีทีท่า ขัดเขิน อยู่บ้าง

เพราะหาก ก๋ากั่น มากเกินไป .. กลอนนารีปราโมชย่อมมิอาจเขียนออกมาได้แน่นอนแล้ว

เวลาอ่านนารีปราโมช มินตราคงนึกถึง "แม่หญิงแบบในภาพที่เลื่อนขึ้นด้านบน" มากกว่า "สาวน้อยเรียวขาอิ่มเต็มในกางเกงยีนส์ขาสั้นแค่คืบเดียว" กระมัง ?

ดังนั้น ..
การได้ยินคำพูดว่า
"นิสัยไม่ดี" ..
"น้อยๆหน่อย" ..

ย่อมให้ความรู้สึกว่าโลกนี้ยังน่ารื่นรมย์อยู่มากมาย จริงไหม ?

หนาวนี้ .. จะให้อีเมล์นัดเลยหรือ
ช้าไป -
ที่เยอรมันยังใช้อีเมล์นัดสาวกันหรืออย่างไร ?


555





โดย: คนนิสัยไม่ดี IP: 118.172.100.28 วันที่: 12 กันยายน 2556 เวลา:12:08:02 น.  

 

ไปไม่ถูกเลย..

มาย..ช่วยมาตอบ คนนิสัยไม่ดี หน่อยซิคะ


โดย: บุษบามินตรา IP: 80.129.249.96 วันที่: 12 กันยายน 2556 เวลา:21:42:12 น.  

 
O เกิดแต่เมื่อช่วงตอนความอ่อนหวาน-
ค่อยเผยผ่านอิริยาให้ตาเห็น
ละม่อมพักตร์รูปเยาว์ลำเพาเพ็ญ-
ก็วาบเต้นตอบตื่น .. ความรื่นรมย์
O ลมแรกสางโชยเอื่อยคล้ายเหนื่อยอ่อน
บนช่วงตอนแสงระยับเริ่มทับถม
บนท้องฟ้าฝูงวิหคบินผกลม
เมื่อปรารมภ์แห่งชาย .. รำบายล้อม !
O มีรูปและมีใจหวั่นไหวอยู่
อารมณ์ชู้รองรับ .. การขับกล่อม
พร้อมหัวใจแสนถวิลที่ยินยอม-
ลงนอบน้อมคันธรส .. เป็นบทเดียว




โดย: สดายุ... วันที่: 12 กันยายน 2556 เวลา:22:29:21 น.  

 

ดายุ..

"ขอยื้ม"หน่อย ..
เกิดอารมณ์จะต่อกร แต่มิบังอาจ...

"O หมายบอกหนาว .. ฝากหนาวในคราวนี้
ช่วยวาดวี-อีกครั้งอย่ารั้ง-ผ่อน
ให้คนรู้-อุ่นล้ำแห่งคำวอน-
แล้วแทรกซอนฝังทั่วทั้งหัวใจ"

แล้วแทรกซอนฝังทั่วทั้งตัวตน... ก็ ได้ใช่ไหมคะ
ผิดฉันทลักษณ์ไหมเอ่ย..


โดย: บุษบามินตรา IP: 80.129.249.96 วันที่: 13 กันยายน 2556 เวลา:0:55:03 น.  

 
มินตรา ..

ใช้ได้ แต่ไม่ดี
เพราะเป็นเรื่องของความรู้สึกใช้"หัวใจ" มีปฏิสัมพันธ์จะดีกว่า"ตัวตน" หรือ "อัตตา"

นั่นเป็นบทเริ่มบทใหม่นะขอรับ


โดย: สดายุ IP: 171.4.250.27 วันที่: 13 กันยายน 2556 เวลา:5:53:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !









New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.