Group Blog
 
<<
กันยายน 2556
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
1 กันยายน 2556
 
All Blogs
 

O ภิรมย์สมัย .. O








เพลง .. ลาวดวงดอกไม้
อัศวลีลา


-1-
O เกิดแต่เมื่อสั่นไหว .. ของใจหนึ่ง
หลังถูกดึงรั้งเหนี่ยวด้วยเสี้ยวหน้า-
และปอยผมงามดำ .. วาบ-ตำตา
ก็ตอกตรึงปรารถนา .. แต่ครานั้น
O บุคคลิกท่วงที .. ก็ที่เห็น
คอยโลดเต้นแห่ห้อม .. เข้าล้อมขวัญ
อิริยาถ้อยคำก็สำคัญ
ค่อยค่อยพันผูกบ่วง .. รัดดวงใจ
O อย่างพลั้งเผลอ เวียนพบ .. คอยสบเนตร
หวังเพียงเลศเผยมา .. ได้อาศัย-
เอาหล่อเลี้ยงเจตนา .. รองอาลัย-
อุ่นอกให้เวียนถวิล .. ด้วยยินดี
O ในระยะ .. ช่วงทาง .. ที่ขวางคั่น
ฤๅอาจกั้นกีดเลส .. จากเนตรที่-
ตอบรับหมายฉายทอ .. คล้ายรอรี-
แลกไมตรี .. ทุกสบ-เมินหลบนั้น !
O ในระยะ .. ช่วงกาล .. อาหารมื้อ
เป็น-อยู่-คือ .. เนตรใคร-วาบไหวสั่น
ลอบเร้นสบ ซ้ำซ้ำ .. ผูกสัมพันธ์
ร่วมแบ่งปันผ่องแผ้ว .. ผ่านแววตา
O แต่ละส่วนพูดจา .. สมาคม-
ราวแฝงลมฝากถ้อยล่องลอยหา
เพื่อรับส่งใฝ่ฝันลงสัญญา
ผ่านแววตาหวานซึ้ง .. ติดตรึงใจ
O เพียงชั่วคาบยามระยะ .. พันธะสร้าง
ช่วงความห่างเหมือนแม้นว่าแสนใกล้
แววอ่อนหวานอบอุ่นละมุนละไม
ยออาลัยหวานล้ำ .. เร่งกำลัง
O สิ้นระยะคาบกาล .. อาหารมื้อ
ผ่านพร้อมคืองดงามและความหวัง
มีความนัยบรรเลงเป็นเพลงฟัง-
ให้แว่วดังในอก .. สุดยกย้าย
O สิ้นระยะคาบกาล .. อาหารมื้อ
ผ่านพร้อมคือ .. พร่ำพร้องทั้งสองฝ่าย-
หนึ่ง .. อาวรณ์อาลัยที่ใจชาย
สอง .. เนตรฉายห่วงหา .. ตอบท่าที
O ในระยะ .. เนตรสบ .. เฝ้าหลบ .. เขิน
ก็เพลิดเพลินท่วงท่า .. รูปราศี
งามเจ้าเอยอิริยา .. แห่งนารี
จักต่อตีด้วยงาม .. ไม่คร้ามเลย
O ในระยะสุดปลาย .. เนตรชายชม้อย
แฝงร่องรอยบรรเจิดออกเปิดเผย
ระลอกหวานพูนเพียบ .. เกินเปรียบเปรย
ก็ผ่านเย้ยยั่วให้หัวใจระเริง
O แต่เมื่อสบ-สั่นไหว .. แห่งใจนี้-
ก็สุดที่จะปลิดปลง .. ความหลงเหลิง
เมื่ออาวรณ์เร้ารุมดั่งขุมเพลิง
หวานก็เจิ่งนองแล้ว .. ทั่วแววตา !

-2-
O คนสองคน, สองใจ .. ความนัย-หนึ่ง
มีซาบซึ้ง, รอคอย, ละห้อยหา-
มีแหนหวง, ห่วงใย, เมื่อไกลตา
อาจพรรณนา .. ฤๅถึง-สักครึ่งใจ
O โสตเอย .. เมื่อสดับ .. ย่อมรับรู้-
ที่เต้นอยู่ .. แว่วสั่น .. จากหวั่นไหว-
อันเร่งรัวเร้าสิทธิ์ .. สู่จิตใคร
กระซิบส่งความนัย .. เพื่อให้รู้
O จึงแม้นหนาวยาวนานสักปานไหน
อ้อมอกใครที่ละโมภ .. หมายโอบสู่
กลบหนาวด้วย - อุ่นอายแอบกายตรู
หนาว-ฤๅรู้เนื้อละมุน .. อันอุ่นล้น
O ลมเอย .. ผ่านระลอกช่วยบอกว่า-
ความห่วงหายกระดับ .. เกินปรับ-ป่น
กระเพื่อมเช่นแผ่นอุทก .. ไหววก-วน
เมื่อลมบนโยนระลอก .. เข้าหยอกเอิน
O หยอกเอินต่อสุจริต .. ในจิตหนึ่ง
ที่ถูกตรึงด้วยหวานอยู่นานเนิ่น
ถ้อยแทนอกอุ่นเอื้อ .. วางเชื้อเชิญ-
รอ-ก้ำเกินเร้ารัว .. ทั้งตัวตน
O งดงามเอย-หวานเคลือบเมื่อเหลือบชม้าย
ผ่องผกายร่ายรำ .. ซ้ำซ้ำหน-
ล่มสิ้นแสงทินกรอันร้อนรน
เหลืออำพนสองดวงกลางห้วงใจ
O เมื่อลับเลยรูปรอย .. ก็คอยหา
ปรารถนา .. รับรู้-ว่าอยู่ไหน
เมื่อห่างเห็นเร้นกาย .. เหมือนหายไป
ห้วงอกใคร .. ราวจะหาย-วอดวายตาม
O ถวิลถึงก็แต่ทอดฤทัยถอน
หลังอาวรณ์เคลื่อนรุดจนสุดห้าม
ครวญคะนึงแววระยับที่วับวาม
ที่วาบหวามซึ้งอยู่ .. แต่ผู้เดียว
O จึงร่วมสันถวะพร้องครรลองคู่
ร่วมรับรู้ - รับรอง, ร่วมข้องเกี่ยว
ร่วมร่ำร้อยอภิรมย์ .. ร่วมกลมเกลียว
ร่วมโน้มเหนี่ยวคำนึง .. จดถึงกัน
O ถึงแผ่นดินแยกภพ, อรรณพกว้าง-
อยู่ท่ามกลางใจสอง .. ผู้ปองฝัน
ใช่อาจขวางเงื่อนงำ - ความสัมพันธ์
ที่มุ่งมั่นเหนี่ยวภพ .. บรรจบ-วง
O แต่รามราชคะนึงหาสีดาน้อง
หลังราพณ์พาลับล่อง-รูปปองหลง
เทียบ-เศษเสี้ยวคะนึงหาพี่บ่าลง-
ล้อมรอบใจโฉมยง .. ณ ตรงนี้
O ใจเจ้าเอยค่ำดึก .. รำลึกบ้าง
อย่าปล่อยทิ้งปล่อยขว้างระหว่างที่ -
อีกใจหนึ่งละห้อยหาทุกนาที
คือใจนี้-ที่ถวิล, พล่าน, ดิ้นรน
O ที่ฝั่งฟ้าแสนใกล้, เถิด .. ใจหนึ่ง -
รอซาบซึ้ง-ฝากดาวฝ่าหาวหน
เพื่อรุมร้อยรัดรึง-ใจหนึ่งคน
ให้อึงอล-คำวอนอย่าผ่อนคลาย
O เมื่อหลับตาให้จิตเฝ้าคิดย้อน
ด้วยอาวรณ์, ด้วยรัก-เกินหักหาย
หลับอยู่ใน-ร่มฤดีแห่งพี่ชาย
แอบอุ่นอายก่ายกอด .. ฟังพลอดความ
O ให้คะนึงเหลือคณาในอากาศ
แทนสวาดิทับทาบ .. ให้วาบหวาม -
ตรึงติดทรวงเร้ารุกไปทุกยาม
จนรุมลามใจอยู่อย่ารู้เลือน
O แม้น .. แสนทุกข์ สุดทุกข์กว่าทุกครั้ง
เพราะสุดยั้งคิดถึง-ประหนึ่งเหมือน-
ว่า -เดิน, ยืน, นั่ง, นอน, ยังย้อนเตือน
จักกลบเกลื่อน .. คะนึงหา - เกินกว่าคิด
O จึง .. แม้นทุกข์ แสนทุกข์ กว่าทุกครั้ง
ยอม-แม้นยัง .. ทุกข์หน่วงทั้งดวงจิต
ขอเพียงใจอีกใจ .. ยอม"ใกล้ชิด"
ยอม-แม้นทุกข์ท่วมมิด .. ไม่คิดแล้ว !






 

Create Date : 01 กันยายน 2556
11 comments
Last Update : 27 พฤษภาคม 2563 23:00:09 น.
Counter : 1797 Pageviews.

 


ดายุ..

ตรงนี้ชอบการใช้คำ..
"O คนสองคน, สองใจ .. ความนัย-หนึ่ง
มีซาบซึ้ง, รอคอย, ละห้อยหา-
มีแหนหวง, ห่วงใย, เมื่อไกลตา
อาจพรรณนา .. ฤๅถึง-สักครึ่งใจ"

ตรงนี้ชอบที่ส่งความ..
"O โสตเอย .. เมื่อสดับ .. ย่อมรับรู้-
ที่เต้นอยู่ .. แว่วสั่น .. จากหวั่นไหว-
อันเร่งรัวเร้าสิทธิ์ .. สู่จิตใคร
กระซิบส่งความนัย .. เพื่อให้รู้"


ตรงนี้ชอบเนื้อความ..
"O เมื่อลับเลยรูปรอย .. ก็คอยหา
ปรารถนา .. รับรู้-ว่าอยู่ไหน
เมื่อห่างเห็นเร้นกาย .. เหมือนหายไป
ห้วงอกใคร .. ราวจะหาย-วอดวายตาม
O ถวิลถึงก็แต่ทอดฤทัยถอน
หลังอาวรณ์เคลื่อนรุดจนสุดห้าม
ครวญคะนึงแววระยับที่วับวาม
ที่วาบหวามซึ้งอยู่ .. แต่ผู้เดียว"

ตรงนี้ชอบความเจ้าชู้..
"O แม้น .. แสนทุกข์ สุดทุกข์กว่าทุกครั้ง
เพราะสุดยั้งคิดถึง-ประหนึ่งเหมือน-
ว่า -เดิน, ยืน, นั่ง, นอน, ยังย้อนเตือน
จักกลบเกลื่อน .. คะนึงหา - เกินกว่าคิด"

ขอเลือกทั้ง..ก. ข. ค. ง.ได้ไหมเอ่ย..555
(ทำข้อสอบแล้วสอบไม่ผ่านเพราะ.."ถูกทุกข้อ" ..นี่ล่ะค่ะ)

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.174.106.159 2 กันยายน 2556 18:15:34 น.  

 



ดายุ..

กิ่งไม้ที่นางแบบ ถืออยู่น่ะ กิ่งแก้ว ใช่ไหม..
ทำไม"ดวงใจพี่"จึงชอบทำตา ดุ๊ดุ เหลือเกินนะ..
ไหนว่าทั้งอ่อนหวานทั้งอ่อนไหวไงล่ะ..เฮอะ..เฮอะ..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.174.106.159 3 กันยายน 2556 0:41:43 น.  

 

มินตรา ..

ว่าด้วยกายวิภาค ..
ใหม่ ดาวิกา เป็นดาราที่รูปหน้าสวยมากเพราะตาคมกริบบาดอกบาดใจหนุ่มนี่แหละ ..

เมื่อ คอเคซอยด์ ผสมกับ มองโกลอยด์ ก็งามขนาดแบบนี้แหละ

ทำไมถึงมองว่าตาดุได้นะ .. ?
อยู่กับแขกปัตตานี
แล้วไปอยู่กับฝรั่งเยอรมัน
มีตาเรียวๆที่ไหนกัน - 55


ว่าด้วยวรรณศิลป์ ..
วรรคนี้ -
.. ถวิลถึงก็แต่ทอดฤทัยถอน
เป็นการเล่นสัมผัสอักษร ท-ถ อันเป็นที่นิยมของเจ้าฟ้ากุ้ง
.. ปางพี่มามาดสมานสุมาลย์สมร - ม

สัมผัสระ เพิ่งมาเน้นกันโดดเด่นในงานของสุนทรภู่
ยุคต้นรัตนโกสินทร์

แต่วรรณกรรมยุคอยุธยาส่วนมากเล่นอักษรมากกว่าสระ
123 45 678 .. ปกติจะเล่นอักษรเดียวกัน ที่ตำแหน่ง 3 5 8 ..


แววอาวรณ์เยาว์วัยค่อยไหววาด
ก่อนแต่ฉันทาชาติใกล้ขาดช่วง
นับภาพซึ่งสุมใส่อยู่ในทรวง
คือรูปพวงดวงพักตร์จำหลักพร้อม

ลองเล่นดูสิ - ม่วน !

 

โดย: สดายุ... 3 กันยายน 2556 15:24:46 น.  

 



ดายุคะ..

แปลกนะ ..มินตราชื่นชมสัมผัสอักษร มากกว่าสระ
มีความรู้สึกว่าสัมผัสสระน่ะ ใครใครก็ทำได้ง่าย ความรู้เรื่องความของคำ ไม่ต้องมีสูง..
"จ้าวนาย"ที่ทรงความรู้จะชอบเล่นอักษรมากกว่า นี่เองที่มินตรารักนักรักหนากับงานของเจ้าฟ้ากุ้ง..

สุนทรภู่นั้น เป็นเด็กอยู่ในวังหลัง เป็นคนของพวกบุนนาค ซึ่งมักจะเลี้ยงคนให้มีความรู้ความสามารถทั้งทางทหาร ทางงานวรรณศิลป์และการดนตรี..
เคยตั้งข้อสังเกตุไหมว่า ประวัติศาสตร์ไทยในหลายจุด หาที่มาที่ไปไม่ได้ เช่น หนังใหญ่นี่ ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ให้กำเนิด..ทราบกันแต่ว่า เจ้านายชั้นสูงระดับกษัตริย์ แล้วเรื่องที่เล่นก็จะเป็นเรื่องแขก..รามเกียรติ์

วุ๊ย..ไม่"ม่วน" ด้วยหรอก เชิญท่านม่วนของท่านไปคนเดียวเถอะ555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.174.107.22 3 กันยายน 2556 16:16:31 น.  

 


มินตรา ..
วรรณกรรมไทยที่นับเป็นเลิศโดยเฉพาะอย่างยิ่งโคลง
ต้องยกให้อยุธยาตอนต้น ช่วงพระบรมไตรโลกนาถ
พ.ศ. 1991-2031 เป็นยุครุ่งเรืองของโคลงดั้นเลยทีเดียว

.....................................

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 มีพระนามเดิมว่า พระบรมราชา เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์มีพระเชษฐา คือ สมเด็จพระอินทราชา และมีพระอนุชาต่างพระมารดา คือ สมเด็จพระเชษฐาธิราช (ต่อมา คือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2)

ในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนั้น เป็นช่วงเวลาที่กรุงศรีอยุธยาทำสงครามกับอาณาจักรล้านนาหลายครั้ง พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จไปเสวยราชสมบัติ ณ เมืองพิษณุโลก เพื่อที่จะไปป้องกันหัวเมืองเหนือจากล้านนา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2006 ดังนั้น เมืองพิษณุโลกจึงกลายเป็นเมืองราชธานีในสมัยนี้

ส่วนทางกรุงศรีอยุธยา พระองค์ทรงสถาปนาให้พระบรมราชาขึ้นครองราชสมบัติมีพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราช (ที่ 3) ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงมีพระมหากษัตริย์พร้อมกัน 2 พระองค์ นอกจากนี้ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถยังโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเชษฐาธิราชที่พระมหาอุปราชด้วย

เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2031 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 ซึ่งครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้นได้ย้ายราชธานีกลับมาที่กรุงศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนเมืองพิษณุโลกนั้น สมเด็จพระเชษฐาธิราช ผู้เป็นพระอนุชาได้ปกครองอยู่ในฐานะพระมหาอุปราช

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 เสด็จสวรรคต เมื่อพ.ศ. 2034 ครองสิริราชสมบัติได้ 3 ปี สมเด็จพระเชษฐาธิราชเจ้า ผู้เป็นพระอนุชาได้ขึ้นครองราชย์ต่อมีพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2

วิกิพีเดีย

..........................................

โอรสองค์โต พระนามว่า สมเด้จพระบรมราชาธิราชที่ 3 องค์นี้ นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าจะเป็นผู้นิพนธ์ ..

.. โคลงทวาทศมาส
.. โคลงยวนพ่าย (ยวน หมายถึง โยนก - ไม่ใช่ ญวน เวียดนาม)
.. โคลงกำสรวลสมุทร (เดิมเรียกกันผิดๆว่า กำสรวลศรีปราชญ์)

แถมโคลงให้สักบท .. อุตส่าห์มาคุยเป็นเพื่อน นะมินตรา

O แรกเช้ามาลย์ช้อยกลีบ.....ก้านรอ-
รับแดดอ่อนทอดทอ............กระทบไล้
เมื่อลมรื่นแอบออ-..............โอบผ่าน
งามย่อมงามอยู่ได้..............แต่ด้วยใจเกษม ฯ

O มาลีอวลกลิ่นเชื้อ-...........เชิญภมร
จนกระพือปีกสลอน.............สลับสล้าง
หมายเสพรสเกสร...............หวานสุด
เกินจะร่ำลาร้าง...................รสน้ำหอม-หวาน ฯ

O อำไพโอภาสเรื้อง............รอยสูรย์
ยอโลกรับจำรูญ.................แรกเช้า
ข่มหมองหม่นอาดูร.............ดับมอด เชื้อแฮ
เหลือรื่นรมย์รุมเร้า..............ร่วมคล้อยเคลื่อนสมัย ฯ

O ยามสายสุริยะแปล้...........ปลาบสรวง
พระธาตุลำปางหลวง............เหลื่อมสะท้อน
ถ้อยคำเทียบความบวง-........บอกทิพ เทพนา
ขอทุกคำ-ความย้อน............แทรกย้อมใจขวัญ ฯ

O กบมือกุมมาศน้อม...........วันทนา
นิ่งนึกขอเมตตา..................ช่วยแต้ม-
แต่งรสเล่ห์เสน่หา................ละห้อยห่วง
ให้ทุกคำคอยแย้ม...............จิตย้อมแรงถวิล ฯ

O หวังสามโลกรับรู้.............แรงถวิล
แต่อ-บายจ-รดดิน..............ตราบฟ้า
แรงช่วงแห่งดวงทิน-............กรแผด เผาเฮย
ฤๅเทียบแรงไขว่คว้า............ฝากถ้อยอธิษฐาน ฯ

O กรประนมก้มกราบ...........กอปรพร พระเอย
หวังช่วยอำนวยกลอน..........กล่าวให้-
จับจิตจับใจอร....................อวลแต่ ความนา
คำทุกคำกล่าวไว้................อย่ารู้เลือนสลาย ฯ

O คงกรรมพาร่วมพ้อง..........พบกัน
จึงภาษกรองรำพัน..............แผ่ล้อม
ขวยเขินแต่โลมขวัญ............ฝากเลศ นัยแม่
ใจเมื่อหวามจึ่งน้อม.............แนบเนื้อความเสนอ ฯ

O จำรูญจำรัสเบื้อง..............บูรพา
เมื่อหัตถ์ทิพนำพา...............พบพ้อง
โอนฤทธิ์แห่งอิฏฐา..............ทอดบท
สัมผัสเนื้อความต้อง............แต่ละห้อยคอยเห็น ฯ

O รอคอยแต่ภพเบื้อง...........บุพกาล
เริ่มเมื่อชีวาตม์ลาญ..............ลับเจ้า
จำพรากสู่ทรมาน…..............มืดหม่น
ลอยช่วงวิญญาณเฝ้า............ฝ่าเวิ้งไฟสวรรค์ ฯ

O รูปเอยหวังอาจเอื้อม..........โดยใจ
รอเถิดรอความใน-...............อกฟ้อง
ขวากหนามมรรคาใด.............มุ่งฝ่า
เช้าค่ำจักพร่ำพร้อง...............ผ่านถ้อยถวิลถึง ฯ

O ล่องลอยผ่านฟากฟ้า..........สู่ขวัญ
ผู้ผ่านรังสีพรรณ....................พิลาสให้
คำนึงแต่วงจันทร์..................จางรูป
โอนอบอุ่นแอบไว้.................หว่างห้วงคะนึงหา ฯ

O สุดรอคอยค่อยแย้ม...........เยือนตา
งามรูปงามลักขณา................นุชเจ้า
ลอยรูปทุกอัสสา-.................สะช่วง แม่เอย
จิตย่อมถูกรุมเร้า...................สุดรู้ขัดขืน ฯ

O ใจเอยต่อแต่นี้..................นับนาน
พิมพ์หนึ่งจักเบ่งบาน..............บีบเค้น
ชะลอรูปลงผลาญ.................เผาอก
จนสุดทางลอบเร้น................ล่วงพ้นพิสมัย ฯ

O ข้ามโค้งฟ้าฝากถ้อย...........ถวิลถึง
ผ่านรูปพยางค์รำพึง...............พจน์ไว้
เนตรสบอักษรตรึง-...............ความติด จิตนา
หวานจักหวานมาให้...............ห่วงละห้อยคอยเห็น ฯ

O จำหลักในจิตล้วน..............อาวรณ์
จักเหนี่ยวดึงถอดถอน............ยากแท้
ดั่งนทีสิทันดร......................ดึงร่าง
ลอยล่วงห้วงวัฏฏ์แม้..............มอดม้วยยังหมาย ฯ

O งามเอยงามพักตร์พริ้ง........พรายตา
สบเนตร, เลศนัยพา..............เพ่ง-รู้
เหลือบ-สบ, หลบ-เส-คา........รูปอยู่
อกหนึ่ง, อาวรณ์ชู้.................ตื่น-รู้อภิรมย์ ฯ

O รื่นรมย์กำเริบคล้อย...........รอยคำ
แต่รสพจนารถสัม-................ผัสพร้อง
ธีระอภิวากย์บำ-...................รุงรูป
รูปที่ใจร่ำร้อง......................รบเร้ารอคอย ฯ

O แม้นห่างอย่าห่วงน้อย.........คำนึง
เพียงรูปพอตอกตรึง..............ติดย้ำ
ผ่อนเพียงแผ่วรำพึง...............พร่ำคู่ ใจเอย
แผ่วพร่ำอยู่ซ้อนซ้ำ...............ตรู่เช้าตราบคืน ฯ

O โอนฤทธิ์ออรูปให้…...........ถวิลเห็น
อกดั่งหยาดฝนเย็น...............หยดแต้ม
แต่ภาคอำไพเพ็ญ................เผยออก
ใจยิ่งมาลย์แยกแย้ม.............กลีบแย้มรอฝน ฯ

O ฤๅทิพหนุนส่งให้...............เห็นงาม
ย่อมจักสมพยายาม.............เยี่ยงนั้น
ตรึงอกแต่สบทราม..............สวาดิรูป แก้วเนอ
จักหลบเลี่ยงดื้อรั้น...............ดั่งไร้แรงขืน ฯ

O รุมรุมห้วงอกล้วน.............อาลัย
แต่ลับภาคปราศัย...............สืบถ้อย
ลำดับที่ความนัย.................เนาอยู่
เฉกลำดับความร้อย............รับรู้เถิดสมร ฯ

O คงสุดทางซ่อนแล้ว..........รอยใจ
จักเก็บกดอย่างไร...............ยากรั้ง
แต่เนตรบ่งเยื่อใย...............ระยับผ่าน
ผ่าวผ่านกี่คราวครั้ง..............ทุกครั้งย่อมเผย ฯ

O แรงสุดดินสมุทรฟ้า..........รวมกัน
ยังมิอาจพรากขวัญ..............จากแก้ว
เมื่อใจหนึ่งผูกพัน................เพียงหนึ่ง
อาจพรากให้คลาดแคล้ว.......แต่ม้วยมรณัง


 

โดย: สดายุ... 3 กันยายน 2556 21:08:52 น.  

 


สดายุ..


กราบขอบพระคุณค่ะ
แล้วจะ"อุตส่าห์มาคุยเป็นเพื่อน"บ่อยบ่อย..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.174.107.22 4 กันยายน 2556 7:43:23 น.  

 

สาวลาวอีกเเล้ว ถ้าไม่รักสาวไทยล่ะก็ยกให้ผมนะผมชอบสาวไทย

 

โดย: กบในขวด IP: 49.49.242.253 8 มิถุนายน 2559 10:31:02 น.  

 

ถ้าแต่งปีนี้ คนอ่านคงใจแทบขาด

 

โดย: ภิรมย์ IP: 223.24.152.146 14 เมษายน 2562 19:38:49 น.  

 


ทำไมต้องแต่งปีนี้ด้วยล่ะ
แต่งปีที่แล้วได้ไหม

 

โดย: สดายุ... 15 เมษายน 2562 8:43:39 น.  

 

แต่งปีนี้ คนที่เขาเพิ่งเข้ามาอ่าน เขาอาจจะ……(ปลื้มใจ)

 

โดย: ภิรมย์ IP: 223.24.94.249 15 เมษายน 2562 10:18:11 น.  

 


อ้อ .. ถ้ารู้คำในวงเล็บแต่แรก ..
อาจลองเขียนใหม่บ้าง
หลังๆ แทบไม่ได้เขียนใหม่เลย ขาดเชื้อเพลิง

 

โดย: สดายุ... 15 เมษายน 2562 18:34:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O งามละมุน .. กับกรุ่นข้าวหอม .. O





O ดั่งยูงที่สูงส่งด้วยวงศา
ล้อมแววตาเพื่อจรด .. ความสดใส
เบิกรุ่งสางหม่นดำ ด้วยอำไพ-
แห่งดวงไฟเลื่อนชั้น .. ขึ้นบัญชา
O พอแว่วเสียงสาธุ .. บรรลุโสต
ความปราโมทย์หัวใจผู้ใฝ่หา-
ก็ซ่านความผ่องแผ้วสู่แววตา
เมื่อรูปหน้ารูปจริต .. เผย-ติดตรึง
O เกิดแต่เมื่อกรประนม .. หน้าก้มน้อม
ผมหล่นล้อมวงหน้า, แววตาหนึ่ง-
ก็คล้ายถูกกรเรียวนั้นเหนี่ยวดึง
แววหวานซึ้งมั่นหมาย .. ก็ฉายทอ
O โอ ราศีรูปงาม .. แห่งยามเช้า
คอยรุมเร้าใจอยู่, ท่านผู้ขอ-
ย่อมอุ้มบาตรเอ่ยธรรม .. ลงย้ำ .. ยอ-
ยกอารมณ์ทดท้อ .. พ้นทรมาน
O สบรูป .. รูปละม่อมก็ล้อมสิ้น-
แต่ผัน-ผินรูปพักตร์ .. เข้าหักหาญ
จิตวิญญาณตื่นรู้ .. จึงรู้พาน-
ความอ่อนหวานอ่อนโยน .. ที่โชน-แวว
O พาโลกในแวดล้อม .. งามพร้อมอยู่
พร้อมแรงชู้อาลัยเริ่มไหว .. แว่ว
อาวรณ์เคยซ่อนเร้น .. ก็เห็นแนว-
ความผ่องแผ้วตอบเต้น .. ไม่เว้นวาง
O โอ อำนาจเนตรพรับ .. ราวจับจูง-
สบรูปยูงอกแอ่นรำแพนหาง
เหลื่อมลายขนสีสัน .. ขึ้นกั้นกลาง
หยัดรอยขวางเพรียกถวิล ..ให้ดิ้นรน
O งามวงสีเลื่อมลาย .. ก็คล้ายว่า
เผยคุณค่าออกแล้วผ่านแววขน
พร้อมอ่อนหวานอ่อนไหวของใจคน-
เริ่มเผยตน .. ออกแล้วที่แววตา
O วาบวับ-นั้น .. แววตา .. แม้-ตาหลับ-
แววระยับ .. ก็ยังคง .. อยู่ตรงหน้า
ราวอยู่ล้อมห้อมขวัญคอยบัญชา-
ให้ตอบรับคุณค่า .. ด้วยอาวรณ์
O วาบวับแววขนยูง .. อันสูงค่า-
ก่อรูปพา .. งดงามติดตาม-อ้อน
จนงามนั้นลามรุกไปทุกตอน
สะทกสะท้อนสั่นทั่วทั้งหัวใจ
O จึงโลกในแวดล้อม .. ราวน้อมรับ-
แววพริ้มพรับออดอ้อน .. ผู้อ่อนไหว
ความผูกพันอุ่นเอื้อแห่งเยื่อใย-
ก็รัดรึงเอาไว้ .. อยู่ในวัน
O งามเงื่อนหางยูงฟ้าในป่าแดด
ผ่านลงแวดล้อมช่วง .. ทาบทวง-ขวัญ
งามรูปลักษณ์ชาติภพ .. ก็ครบครัน-
แทรกลงฝันฝากรอย .. ให้คอยรอ
O เช้านั้น .. คำข้าว .. เนตรวาววาม
กอปร-คำ .. ความ .. ผ่านหูจากผู้ขอ
พร้อมอีกการรุมเร้าพะเน้าพะนอ
ของรูปลักษณ์งามลออ .. อยู่ต่อตา
O เช้านั้น .. คำข้าว .. อกผ่าวร้อน-
กับอาวรณ์รูปองค์ .. ที่ตรงหน้า
สบ-สัมผัส .. ฉับพลันก็บัญชา-
เสน่หาให้อุบัติขึ้นรัดรึง
O เช้านี้ .. แรงอาลัยผู้ใฝ่หา
คอยบัญชาดวงจิต .. แต่คิดถึง-
รูปแพงน้อยอบร่ำในคำนึง
เจ้าเอย .. พึงรับรู้นัยชู้ .. ชาย
O ส่งมาเถิด .. อบอุ่นและคุณค่า
ผ่านแววตาอ่อนโยน .. ออกโชนฉาย-
แววอ่อนหวานดื่มด่ำ .. พึง-รำบาย-
ออกเปื้อนป่ายล้อมโลก .. แล้วโยกคลอน
O มอบมาเถิด .. เสน่หาความอาลัย
สุมลงให้ใจชาย .. สุดถ่ายถอน-
ทั้งจากรูป, คุณค่าความอาวรณ์
ตราบม้วยมรณ์ชีพลงเป็นผงคลี
O รูปยูงเอย .. ขาบเขียวทุกเรียวขน
เปล่งปลาบบนคุณค่า .. แห่งราศี
เพรียกละห้อยแหนหวงเป็นท่วงที-
อาวรณ์ที่ - ตราบวาย .. ยากคลายลง !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.