Group Blog
 
<<
กันยายน 2556
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
23 กันยายน 2556
 
All Blogs
 

O คอยเจ้า .. O









ลาวสองคอน
ชัยภัค ภัทรจินดา


-1-
O ดังช่อมาลย์ช้อยกลีบขึ้นบีบกลิ่น
เพื่อหอมรินร่ำรู้ .. ว่าอยู่ไหน
ท่ามกลางช่อขาบเขียวแห่งเรียวใบ
นั้นซ่อนงามสดใส .. อยู่ในวัน
O หากมิใช่โกสุม .. เร้ารุมกลิ่น
เพียงส่วนจินตนาสร้างเป็นร่างฝัน
ในคาบยามชาติภพบรรสบกัน
หล่อเลี้ยงขวัญรอคอย .. สืบรอยกรรม
O แผ่วโผยเพลงพลิ้วระลอก .. เหมือนบอกเล่า-
เผยใจเยาว์ออกสู่ให้รู้สัม-
ผัสความอุ่นอาลัย .. ผ่านนัยคำ
เพื่อตอกย้ำพิสมัย .. เป็น-นัยเดียว
O หวานหอมเอย .. มธุรสแห่งพจน์เจ้า
ค่ำตราบเช้าเฝ้าแต่ชะแง้เหลียว
ใช่สุมาลย์กิ่งทอด .. ช้อยยอดเรียว
แต่เป็นเสี้ยวหน้านั้น .. ที่มั่นคอย
O จะขอเพียงใฝ่เฝ้า .. อยู่เท่านี้
ด้วยเหลือที่จะคิดคืบเข้าสืบสอย
รูปแพงเอย-อวลกลิ่น .. อย่าสิ้นรอย
เพื่อหอมลอยล่องลมเข้าบ่มทรวง
O ละครั้งคราว .. รื่นฉมกลางลมร่ำ
ก็ตอกย้ำงดงามเพรียกความหวง
และทุกครั้งจบงาม, ถ้อยความปวง-
ก็ลามล่วงยั่วเย้า .. ให้เฝ้ารอ
O จากเรือนห่างไกลพ้น .. มีขวนขวาย-
จากจิตชายแหนหวง .. บำบวงขอ-
พรเทวัญชั้นฟ้าให้มาออ-
แอบหวานซึ้งเคล้าคลอ .. โลมล้อใจ
O จักรู้กันบ้างไหมหนอใจนั่น
ว่าอีกความผูกพัน .. แสนหวั่นไหว-
อยู่ร่ำรอปรารถนาแรงอาลัย
ช่วงชี้ให้เจตจินต์ร่วมยินดี
O ปฏิพัทธ์แห่งชายเมื่อบ่ายโบก
ผ่านลมโลกแล่นระลอกยั่วหยอกศรี
จะเปรียบหวานละลานค่าด้วยมาลี
เหมือนหลู่ค่าราศีให้มีรอย
O ด้วยว่าหอมหวานมวลแห่งมาลี
จักต้องเกณฑ์ราคี .. บัดพลีถ้อย
เปรียบคันธารสหอม .. โน้มน้อมคอย
ฤๅเปรียบหอมละม่อมน้อย .. รูปรอยเดียว
O รอเถิด .. รูปแพงน้อย .. เจ้าคอยรับ-
การปรุงศัพท์เตรียบพากย์ .. อันกรากเชี่ยว-
ด้วยอาวรณ์รำบาย .. เพื่อคลายเกลียว-
รัดทุกเสี้ยวใจนั้น .. แล้วพันธนา
O รอเถิด .. รูปแพงเจ้า .. จงเฝ้ารอ
ความพร่ำพ้อผู้คอยละห้อยหา
เพื่อรายล้อมดวงขวัญ .. มอบฉันทา
ร่วมรูปรอยเสน่หา .. แนบอารมณ์
O รอเถิดรูปแพงเจ้า .. จง-เจ้ารู้
เมื่อรอบชู้หลอมหลั่งเข้าสั่งสม
ก็ด้วยความอาทรจากพร-พรหม-
ผูกเป็นปมเงื่อนตาย .. สุดคลายแล้ว !

-2-
O ในค่ำคืนมืดหม่น
ร้างอำพนแสงห่ม, สายลมแผ่ว-
ผ่านอ่อยเอื่อยเฉื่อยโชยค่อยโรยแนว
ภาพของแววตาอุทธัจก็รัดพัน
O แต่แรกรูปเผยงาม ฤๅ-ห้ามได้
จนทั้งช่วงดวงใจถึงไหวสั่น
แล้วค่อยเลื่อนรูปละม่อมเข้าล้อมกัน
จึงเหมือนสั่นโยกสิ้นจิตวิญญาณ
O สบชม้ายชำเลืองคนเบื้องหน้า
เหมือนในตาวาบเงาคอยเผาผลาญ
คล้ายรอยยิ้มแฝงรับอยู่นับนาน
คลี่รอยหวานบ่มไล้หัวใจคน
O ริ้วลมหนาวผ่าวผ่านอยู่นานแล้ว
โลมดอกแก้วหอมแรงทั่วแห่งหน
อีกหอมยิ่ง .. หอมซึ้งจนอึงอล
พาใจวนว่ายหอมไม่ยอมร้าง
O ลมเอย .. พลิ้วผ่านตรูให้รู้สึก
โอนรำลึกซึ้งสู่อย่ารู้ห่าง
กระซิบสื่อความนัยน้ำใจนาง
ร่วมสืบสร้างแต่ในน้ำใจเดียว
O ด้วยหนึ่งน้ำใจผู้คนรู้งาม
ที่ทุกยามร่ำร้องหมายข้องเกี่ยว
หวังอาวรณ์แฝงเร้นดั่งเช่นเกลียว-
ค่อยค่อยเหนี่ยวสองขวัญรัดพันไว้
O หมายเมื่อหอมกลิ่นแก้วสู่แก้วเจ้า
จักคอยเร้ารุมขวัญ .. เฝ้าฝันใฝ่
เพื่อลมผ่าววาดวี .. ผู้มีใจ-
จะโลมไล้สำทับ .. ให้รับรู้
O ว่า-อิริยารูปละม่อม .. คอยล้อมกัก
จะฝ่าหักขวางขวาก .. เห็นยากอยู่
เกิดแต่เมื่อรูปเห็น .. และเอ็นดู
สบเพียงครู่ .. หอมหวานก็ผ่านคอย
O ในท่ามกลางลมหนาว .. ใจผ่าวร้อน
แรงอาวรณ์รุมแล้ว .. แม้นแผ่วค่อย
จากแววหวานคลุมเคลือบ ทุกเหลือบปรอย
เพรียกละห้อยห่วงเห็นไม่เว้นวาย
O แอบอ้อมกอดลมหนาวมายาวนาน
จนสะท้านใจอยู่ไม่รู้หาย
ที่หวังให้คลุมครอบอยู่รอบกาย
คือรูปหมายให้ละเมียดละไมทรวง
O เมื่อถวิล .. มากครันสุดกั้นกีด
ทั้งประณีตเกินขับให้ลับล่วง
หวานย่อมไหลโลมหลั่ง .. ใจทั้งดวง
หอมก็หน่วงอกซ้ำอยู่ค่ำเช้า
O หมายดวงใจ .. ผ่องพักตร์เป็นหลักมุ่ง
บ่มบำรุงส่วนเสี้ยวเคยเปลี่ยวเปล่า
หวังบำราศโศกศัลย์แห่งวันเยาว์
จึงแนบเนาอ่อนหวานแห่งกาลนี้
O กาลที่ความงดงามลุกลามอก
จะคอยปกปิดไว้ก็ใช่ที่
จึงเผยเล่ห์เสน่หาผ่านวาที
เป็นไมตรีจบจูบ-ใจรูปคราญ
O หลังลมหนาวผ่านระลอก .. กรุ่นดอกแก้ว
ก็หอมรื่นทั่วแล้วทุกแนวผ่าน
พร้อมคาบยามเติมตวงของห้วงกาล
เติมหอมหวานเต็มช่วงทุกห้วงใจ !





 

Create Date : 23 กันยายน 2556
12 comments
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 11:06:35 น.
Counter : 1965 Pageviews.

 


ถึง"ผู้คนรู้งาม"...

"O ด้วยหนึ่งน้ำใจผู้คนรู้งาม
ที่ทุกยามร่ำร้องหมายข้องเกี่ยว
หวังอาวรณ์แฝงเร้นดั่งเช่นเกลียว-
ค่อยค่อยเหนี่ยวสองขวัญรัดพันไว้
O หมายเมื่อหอมกลิ่นแก้วสู่แก้วเจ้า
จักคอยเร้ารุมขวัญ .. เฝ้าฝันใฝ่
เพื่อลมผ่าววาดวี .. ผู้มีใจ-
จะโลมไล้สำทับ .. ให้รับรู้"

ทราบ

จาก" ผู้มีใจ"...( ตามด้วยยิ้มหวานหวาน)

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 80.129.220.69 24 กันยายน 2556 14:58:24 น.  

 

มินตรา ..
อ่านหนักๆไปชั่วคราวก่อนนะขอรับ

//www.sujitwongthes.com/outlineofthaihistory/2013/09/knowledge06092556/

แล้วกะเดี๋ยวจะมาใหม่ค่ำๆ

 

โดย: คนผู้รู้งาม IP: 118.172.101.212 24 กันยายน 2556 15:51:13 น.  

 


สดายุ..

ชื่อ สุจิตต์ วงษ์เทศ นี่ทำให้นึกถึงว่า...
สุจิตต์ออกวารสารชื่อ "ศิลปวัฒนธรรม" และตีพิมพ์บทความเรื่อง " คนไทยมาจากไหน? "..

แต่บทความที่แย้มแย้มดู ท่าทางจะเป็นของนิธิ เอียวศรีวงศ์..
นี่ มินตรา ไม่ให้เครดิตเลยนะ ทั้งทั้งที่คนไทยทั้งประเทศ(นอกจากผู้รู้ทางประวัติศาสตร์)ยกย่อง..
โดยเฉพาะพวก จปล(เจ๊กปนลาว)ซึ่งบังอาจมากล่าวถึงประวัติศาสตร์ไทย โดยทิ้งดินแดนแหลมทองชายฝั่งทะเลไปทั้งแถบ....
แล้วให้พระเจ้าตากเป็นลูกเจ๊กพ่อค้าเกวียนเดินทางจากจีนมาค้าขายไทย...ตามสูตรที่"นักวิชาการ"ชาวฝรั่งเศส มาสอนให้คนไทยรับรู้ว่าไทยเริ่มมีมาสมัย"พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์"..
ด้วยอภินันทนาการจากสายดร.ปรีดี พนมยงค์

ขอออกตัวว่า มินตรามิใช่"ผู้รู้"หรือเป็น"นักประวัติศาสตร์" แต่เป็นคนไทยผู้รู้ว่าเทือกเถาเหล่ากอตนเองมาจากไหน..

รายการนี้สงสัยจะโดนใครบล๊อก ไม่ให้เข้ามาโพสอีกแน่เชียว.."ผู้ต้องการระบอบประชาธิปไตย"! 555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 80.129.220.69 24 กันยายน 2556 17:51:00 น.  

 

มินตรา ..

นิธิ ในทางการเมืองอาจจะดูขาดจุดยืนอยู่บ้าง .. แต่ในเรื่องทางประวัติศาสตร์ก็ยังนับได้อยู่

ศิลปวัฒนธรรม เป็นหนังสือค่ายมติชน ออกมานาน และค่ายนี้ค่อนข้างเป็นมืออาชีพทางสื่อสารมวลชนที่ไม่เคยเป็นคู่กรณีกับฝ่ายบริหาร

หลัง 66/23 และ 65/25 ออกฤทธิ์จนป่าแตกราวๆปี 2522-2523 แล้ว .. งานของพวกปฏิกิริยาที่ออกจากป่าก็สื่อผ่านค่ายนี้อยู่เป็นระยะ

ประวัติศาสตร์ชาติไทยช่วงกรุงศรีอยุธยา (เพราะสุโขทัยนั้น ผมเห็นว่าความเป็นชาติสยามเต็มรูปแบบยังไม่อาจนับได้ .. แค่หัวเมืองเหนือตอนล่างรวมตัวกันหลวมๆ เท่านั้น .. ขณะที่ตอนสร้างกรุงศรีอยุธยา อาณาเขตซ้ายสุดคือเพชรบุรี เหนือสุดนครสวรรค์หรือเรียกพระบางกันในยุคนั้น และขวาสุดแค่เมืองชลบุรี เท่านั้นเอง ลองดูในแผนที่ เองนั้น .. แล้วยุคสุโขทัยแผ่นดินจะแค่ไหนเชียว) ยังต้องคอยตรวจสอบกับพงศาวดารของลาว พม่า กัมพูชา ว่ามีระบุตรงกันหรือไม่ จึงจะลงความเห็นได้เป็นที่ยุติ

ยิ่งช่วง กรุงธนบุรี ต่อกรุงเทพ ยิ่งยากที่จะหาความจริง .. เพราะประวัติศาสตร์มักถูกเขียนโดยผู้ชนะ .. เราทำได้เพียงสันนิษฐานเอาตามความน่าจะเป็นเชิงจิตวิทยา - common sense เท่านั้นเอง

ยุคอยุธยา เรายึดถือพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐเป็นหลัก .. ส่วนคำให้การขุนหลวงหาวัด .. รวมทั้งคำให้การชาวกรุงเก่าไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก

นี่คือปัญหาของการบิดเบือนข้อเท็จจริงซึ่งมาจากสองประการ ..
.. นิสัยจดบันทึกไม่มีแบบฝรั่ง จากปากต่อปาก ในที่สุดก็เพี้ยนเหมือนเกมบอกต่อกัน 20 คน .. คนแรกกับคนสุดท้าย อาจจะคนละเรื่องเลยทีเดียว
.. การเติมแต่งเรื่องราวให้ตนเองเป็นฝ่ายชอบธรรม เสมอไป ของผู้ปกครอง

 

โดย: สดายุ IP: 171.4.250.167 24 กันยายน 2556 21:34:09 น.  

 


ดายุ..
ใจหายใจคว่ำอยู่นาน..ที่มินตราไปแสดงความเห็นเรื่องอาจารย์นิธิ..
ตอบมาเช่นนี้ ยังรักกันไปได้อีกนานนะนี่..

ในพงศาวดารลาวเฉียง ของพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) บทที่๑ อธิบายด้วยชนชาติไทย
จะเป็นฉบับที่"ผู้รู้"ใช้เรียนและถ่ายทอดความรู้กันมา
บอกพิกัดชัดเจนว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหน และคนไทยมาจากไหน..ลองอ่านดูนะคะ

กระทรวงศึกษาธิการ กำลัง"ปฎิวัติ"ระบบอยู่.. ไปจนถึงหนังสือเรียน ในทุกสาขาวิชา..
คำ"ปฎิวัติ"นั้น มิได้ใช้เกินจริงเลย เป็นภาวะที่"ต้อง"ทำโดยธรรมชาติ
เนื่องจาก เมื่อถึงจุดเสื่อมสุด จนหมดทางไป..ก็ต้องเปลี่ยนแปลง..logic ใช่ไหม..

กลับมาO คอยเจ้า .. O กันดีกว่า ..เรียกอารมณ์หวานคืน..

"O จะขอเพียงใฝ่เฝ้า .. อยู่เท่านี้
ด้วยเหลือที่จะคิดคืบเข้าสืบสอย
รูปแพงเอย-อวลกลิ่น .. อย่าสิ้นรอย
เพื่อหอมลอยล่องลมเข้าบ่มทรวง"

"ด้วยเหลือที่จะคิดคืบเข้าสืบสอย"..เฮ้อ..นะ..!


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 80.129.220.69 25 กันยายน 2556 2:21:09 น.  

 

มินตรา ..

ไม่ว่าผมจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความเห็นที่เขียนมาก็ตาม .. ย่อมไม่ใช่วิสัยที่จะออกรับแทนใคร

นักวิชาการที่มีความเห็น งานเขียน ออกสู่สาธารณะ นับเป็นบุคคลสาธารณะได้ .. ย่อมมีทั้งผู้เห็นด้วย เห็นต่าง เป็นธรรมดา ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ในบรรดาหลักสูตรการเรียนการสอน
หลักสูตรการเรียนของไทย ..
.. ไม่สะท้อนความเป็นจริงในอดีต
.. ไม่สอดคล้องกับความเป็นไปในปัจจุบัน
.. ไม่สนองตอบความน่าจะเป็นในอนาคต

ในการจัดการสังคม
นโยบายของผู้บริหารประเทศ ..
.. ขาดทิศทางของภาพ macro ที่ใหญ่มากๆ - master plan
.. ขาดการย่อยภาพลงมาในระดับขับเคลื่อนนโยบาย - policy & strategy
.. ขาดการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพคนระดับรองรับนโยบาย - pushing & managing
.. ขาดแนวทางพัฒนาในระดับปฏิบัติการ - implementation
.. ที่ขาดมากๆคือ unique เพราะขาดเรื่อง R&D แทบจะโดยสิ้นเชิง

ไทยจึงไม่มีทางไปแบบ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ได้เลยเพราะไม่มี"product"เป็นของตนเอง

การพยายามขาย "วัฒนธรรม" ที่เป็น need ระดับ 6-7 ของมนุษย์มันอยู่ได้ไม่นาน

จาก .. ลอกเลียน .. ลองผิดลองถูก .. สร้างยี่ห้อตนเองขึ้นมา (แม้จะจากสินค้าที่ copy right หมดอายุไปแล้วก็ตาม) .. ค่อยๆพัฒนาคุณภาพสนอง need ของ end users .. จนในที่สุด

รถยนต์ญี่ปุ่น ครองโลกในระดับ economic
เครื่องใช้ไฟฟ้าญี่ปุ่น เกาหลี ครองโลกในระดับ house appliance
โทรศัพท์มือถือเกาหลี ญี่ปุ่น กำลังจะครองโลก หลังจากยุค smart phone

การพัฒนา"สมุนไพรไทย" รองรับ AEC และโลกในที่สุด ในตลาดอาหารเสริม ยา ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม มีความเป็นไปได้ หากมีคนมี"ฝีมือ"

..

ส่วนบทที่ยกมา เขียนตอนกำลังอยากหอมแก้มใครสักคนมากมาย .. 555

 

โดย: สดายุ... 25 กันยายน 2556 14:13:26 น.  

 



ดายุ..
เรื่องหลักสูตรการเรียนของไทย ..นั้น
รมต.จาตุรนต์ เพิ่งออกมายืดอกรับความล้มเหลวของการศึกษาไทยในรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้เอง
และท่านก็เป็นสุภาพบุรุษพอที่จะไม่ตำหนิใคร
เสนอเพียงว่า เรื่องการศึกษานี้ควรเป็นวาระแห่งชาติ...

ส่วนเรื่อง นโยบายของผู้บริหารประเทศ ..ใช่ค่ะ
เท่าที่ทราบนี่สภาพัฒน์ วางแผนพัฒนาประเทศไว้จนถึง2554แล้วฉบับใหม่ ยังไม่มี..
นี่ฟังมาจาก วิศวะโลจิสติกส์ ซึ่งรีบตั้งทีมเขียนเร็วเร็วตามความรู้ เพื่อใช้ไปก่อน ในการเขียนแนวทางให้ทุนวิจัยในปี 2556 2557

"การพัฒนา"สมุนไพรไทย" รองรับ AEC และโลก"
เป็นเรื่องที่อยู่ก้นครัวเรามาตั้งแต่สร้างชาติเลยค่ะ
เราอยู่บนเส้นทางการค้าระหว่างยุโรปและจีน มาแต่ดั้งเดิม...
"เส้นทางสายไหม"ซึ่งนำไหมจากจีนมาขายยุโรปนั้น จะมีส่วนสัมพันธ์กับเครื่องเทศอยู่แล้วเพราะ ชาวเปอร์เซีย หรือพ่อค้าอาหรับเดินทางเพื่อไปหาเครื่องเทศ เครื่องหอม ในดินแดนทั้งสิบของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้อยู่..
เยอรมันเรียกอินโดนิเซียว่า เกาะเครื่องเทศ...
..................

อ้อ..
"เพื่อหอมลอยล่องลมเข้าบ่มทรวง" ซินะ
เจ้าชู้ใหญ่แล้วนะ หลวงพี่..!



 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.213.30 25 กันยายน 2556 15:55:09 น.  

 

มินตรา ..

ตามธรรมชาติของคน .. หากมีการยอมรับความเป็นจริง ก็จะไม่มีการตำหนิต่อว่า .. หากมีการยอมรับผิดก็จะไม่ต้องถูกรุมด่า .. แบบญี่ปุ่น เกาหลีใต้

สังคมไทยยังอ่อนการอบรมเรื่อง"ความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ในฐานะผู้แบกรับภาระหน้าที่ .. และในฐานะผู้ทำผิด" อยู่มากนัก

ก่อนถูกประกาศเป็นประเทศพัฒนาแล้วของเกาหลีใต้ ..
นายพลชุนดูวาน .. นายพลโรแตวู .. นักรัฐประหารรุ่นสุดท้ายในชุดนักโทษใต้คำพิพากษาของ"ศาลยุติธรรม"ออกมาขอโทษประชาชน ..แสดงความสำนึกผิด

ไทยเรา .. คงต้องรอชาติหน้า ..
เพราะนักรัฐประหารทุกรุ่นถูกปกป้องเป็นอย่างดีในทุกครั้ง ! .. "มันเหล่านั้น" จึงไม่เคยต้องขอโทษประชาชน .. ไม่แม้แต่จะคิด

นั่นว่าด้วย ..
.. การไม่ยอมรับผิด
.. การชอบแก้ตัว แถก แถ ไปเรื่อย
ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างที่เปรียบได้กับคำว่า "สายเลือดนิ่ง" แล้วได้ทีเดียว .. คือไม่กลายพันธุ์อีกต่อไป .. 555
.
.
.
จาตุรนต์ เป็นคนใช้ได้ ..
หัวดีขนาดติดหมอแล้วไม่เรียน ไปเรียนรัฐศาสตร์ที่จบมาแล้วตกงานในยุคนั้นพอๆกับ นิติศาสตร์ แสดงว่าเป็นคนมีอุดมคติ ที่ไปพ้นจากผลประโยชน์ส่วนตัว (ผิดกับหัวดีพวกลูกเจ๊กจีนที่มักเรียนหมอออกมาหวังปั๊มเงินลูกเดียว) แม้ว่า ฉายแสง ผู้พ่อจะมีสีสันออกไปในทาง"ผู้กว้างขวาง"แห่งเมืองแปดริ้วอยู่บ้างก็ตาม

ส่วนตัวผมแล้วเห็นว่าคนหัวดี มันเข้าใจอะไรได้ง่าย เข้าใจเรื่องซับซ้อนได้ไม่ยาก .. หากไม่เอาแต่เรื่องผลประโยชน์เข้าตัว ก็ควรสนับสนุนให้มีส่วนเข้ามาจัดการประเทศ ..

งานร่างหลักสูตรการเรียนการสอน .. เป็นงานระดับอินทรีเหินฟ้ามองลงมาหาเหยื่อบนพื้นดิน เป็นงานของการจัดการประเทศในองค์รวมเพื่อความเป็นเลิศทางการศึกษาของนักบริหารการศึกษา .. ตรงนี้เองที่ผิดพลาดมาตลอดของรัฐไทย ที่ไปเอาอดีตครู อาจารย์ มานั่งจัดการระดับนี้ .. ตรงนี้ต้องการเหตุผล วิสัยทัศน์ และปราศจากกรอบเกณฑ์หรือรูปแบบ

งานสอน ฝึกฝนคน ประเมินผลสัมฤทธิ์ตามหลักสูตรการเรียนการสอนที่วางไว้ .. เป็นงานบนพื้นดิน เป็นงานของครู อาจารย์ ที่มี passion ในทางการสอน เรียกว่ามีจิตวิญญาณของผู้ถ่ายทอดที่ดี .. ที่ไม่ใช่แค่เรียนแบบท่องจำจาก คุรุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ อักษรศาสตร์ ศิลปศาสตร์ มา 4 ปีแล้วไม่เคยผ่าน attitude test เลยก่อนบรรจุเป็นครู

หากกล้ายอมรับความจริงกันคงมองเห็นได้ว่า ..
ก่อนมาเรียนครู เด็กพวกนี้อยู่ในระดับ B C ของห้องเรียนเท่านั้นเอง .. เพราะระดับ A จองกันไปเรียน สายแพทย์ สายวิศวะ สายบัญชี-เศรษฐศาสตร์ กันหมด

ปัญหาประเทศนี้มาจากการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจที่คน 20% ครอบครองความมั่งคั่งถึง 80% ซึ่งมันจะค่อยๆระเบิดออกมาไม่เว้นแต่ละวัน

การปฏิวัติทางภาษีเพื่อดึงเอาความมั่งคั่งของคน 20% ให้เหลือสัก 40% และคนอีก 80% ครอบครองสัก 60% จึงจะทำให้สังคมสงบลงได้

ซึ่งเป็นไปได้ยากหากไม่แก้ที่ .. "ระบบการปกครอง" .. ก่อนเป็นอันดับแรก

set 0 กันใหม่ !

 

โดย: สดายุ... 25 กันยายน 2556 22:06:00 น.  

 



ดายุ..

เรื่อง set 0 กันใหม่ ! น่ะ
นิมนต์หลวงพี่ก่อนนะคะ มินตราน่ะช้างเท้าหลัง555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 80.129.223.32 26 กันยายน 2556 14:40:32 น.  

 

มินตรา ..

เงื่อนไขของการเป็นผู้ลี้ภัยการเมืองในเยอรมันคืออย่างไร บอกได้ไหม ?

555

 

โดย: สดายุ... 26 กันยายน 2556 21:11:09 น.  

 



ดายุ..

ต้องชื่อจักรภพ เพ็ญแข และต้องรักมินตรา(จะได้มีใครรับรองให้) 555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 80.129.223.32 26 กันยายน 2556 21:37:35 น.  

 

วันนี้ตายอีกกี่ศพนะ ที่บ้านมินตรา .. ปัตตานี

บทนี้เขียนไว้ตอนสองนาวิกโยธินถูกรุมสังหารอย่างทารุณ
O เพลิงที่เริ่มพลุ่ง O

๐ บุคคลสองสัญชาติ
ไม่ประกาศว่าพวกใด
สำหรับต้องขับไส
หมดสิ้นไปจากดินแดน
๐ เมื่อปืนกัมปนาท
การร่วมชาติเริ่มคลอนแคลน
ลำดับความคับแค้น
ที่อัดแน่นเริ่มหลั่งไหล
๐ ถึงกาลที่ต้องแตก
การต้องแลกความเป็นไทย
ละถิ่นแผ่นดินไว้
อย่าอาลัยอย่าเหลียวหลัง
๐ เลือกเถิดจะไทยเทศ
หยุดทำเดชให้เด่นดัง
เลือกไปอย่างใจหวัง
จงอย่ายั้งการตัดสิน

๐ ทั้งอำนาจอาชญาจักบ่าท่วม
ไทยจักร่วมแกล้วกล้ารักษาถิ่น
จักลากคอทรพีทุกชีวิน
เชือดให้ดิ้นดับชื่อด้วยมือเรา
๐ เมื่อสูทำกำเริบทั้งเสิบสาน
ย่อมต้องหาญหักโฉดทั้งโคตรเหง้า
หลั่งมาเถิดเดียดฉันท์ อย่าบรรเทา
จะข้ามเอาชาติภพ หักลบกัน
๐ เมื่อกล้าจุดยุทธการเข้าผลาญชีพ
สูก็อย่าตัวลีบใจบีบสั่น
ถึงคราล้มร่วงผล็อยเป็นร้อยพัน
ก็จงมั่นแนวทางที่วางไว้
๐ หนึ่งความตายหมายแทนด้วยแสนศพ
สองแกล้วจบชีพช้ำย่อมจำได้
เลือดความกล้าเผยเห็นความเป็นไท
ที่หลั่งไหลนองเจิ่ง...สร้างเพลิงแค้น !
๐ เมื่อคลางแคลงคุกรุ่นจนขุ่นข้อง
คือเราสองเคียดขึ้งจนถึงแก่น
เมื่อคาวเลือดคลุ้งกลิ่นทั้งดินแดน
เลือดก็แล่นขึ้นหน้าหมายราวี
๐ แต่ละย่างก้าวจดเหยียบบดพื้น
ย่อมเต็มตื้นเลือดไทยอันไหลรี่
ย้อมห้วงจิตระอุไออยู่ในที
พร้อมจะล้นหลามปรี่โหมลีลา
๐ ก็เมื่อความสมานฉันท์เริ่มสั่นไหว
ความสาไถยมากมีในทีท่า
คำสวยหรูคงต้องวางเป็นบางครา
การเข่นฆ่าต้องมีบ้างเป็นบางครั้ง
๐ ฆ่า..เพื่อให้คาวเลือดจักเหือดหาย
ฆ่า..เพื่อสายเลือดไทยหยุดไหลหลั่ง
ฆ่า..เพื่อแผ่นดินนี้อยู่จีรัง
ฆ่า..เพื่อฝังรอยขบถให้หมดเชื้อ
๐ หมดเวลาแก่การณ์สมานฉันท์
เขาขบขันหลอกเล่นให้เป็นเหยื่อ
เขาซุ่มซ่อนฆ่าเข่นตายเป็นเบือ
เอาเลือดเนื้อร่างกายขึ้นทายท้า
๐ เหลือเพียงการหาญหักกันสักตั้ง
เหมือนเมื่อครั้งโบราณเข้าผลาญพร่า
เอาปืนดาบเข้าเชือดเอาเลือดทา
เอาศรัทธาหักดูให้รู้กัน

๐ รบเถิด..ทหารกล้า
เริ่มเข่นฆ่าให้อาสัญ
ล้างถิ่นให้สิ้นทัณฑ์
และสร้างสรรค์ให้สวยงาม



 

โดย: สดายุ... 27 กันยายน 2556 20:31:06 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.