Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
18 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 
O ลมหนาวและดาวเดือน .. O







O ปีกนกคลี่แผ่กาง .. ร่อนกลางหาว
เมื่อเดือนดาวเลื่อนดวงจนล่วงหาย
ลมรุ่งสางรินร่ำ .. หอมกำจาย
พาปีบคลายหอมรส .. เป็นบทเดียว
O ดอกสีขาวพราวลออ .. ร่ำรอสมัย-
เลื่อนดวงไฟขึ้นส่อง .. ให้มองเหลียว-
มาเสพรูปแดดทอ .. กลีบช่อเรียว-
กลางพุ่มใบขาบเขียว .. ทุกเรียวใบ
O ลมอ่อยเอื่อยเฉื่อยโชย .. ร่ำโรยสู่
อารมณ์ผู้เพ็ญถวิล .. ก็รินไหล
เหิมระลอกวนว่าย .. อยู่ภายใน-
ห้องหัวใจ .. เจตจินต์ทั้งสิ้นแล้ว
O สิ้นวรรษาฟ้าหม่น .. สิ้นฝนพรำ
เหลือลมร่ำสายโรยอยู่โผยแผ่ว
เลื่อนดวงตาคู่ระยับ .. พริ้มพรับแวว-
เลศผ่องแผ้วแนบช่วง .. อีกดวงตา
O ปีกนกยังคลี่กาง .. อยู่กลางหน
พร้อมอีกใจดิ้นรนเฝ้าค้นหา
ความงดงามอ่าลออ .. ที่รอมา-
แต่ครั้งครา .. ชาติภพเลือนลบกัน
O ปีกแห่งรัก .. ห้อมห่มสายลมร่ำ
โดยเสียงคร่ำครวญพร้อม .. รอกล่อมขวัญ
กรุ่นหอมปีบฟายฟุ้ง ยามรุ่งวัน-
พึงล้อมพันธนาอยู่ .. อย่ารู้คลาย
O ให้รื่นเหมือนลมริน .. หอบกลิ่นชู้
รอบล้อมอยู่ให้ถวิล .. แต่สิ้นสาย
รูปแพงเอย .. อาลัยแห่งใจชาย
จักทอนถ่ายถ้วนบทได้หมดฤๅ ?
O แถบรุ้งบนโค้งฟ้า .. ย่อมลารอย
เหลือเพียงเนตรปริบปรอย .. เฝ้าคอยสื่อ
แฝงฝากลมอุ่นนั้นให้บรรลือ-
เสียงอึงอื้อสั่นไหวอยู่ในทรวง
O พร้อมกับความออดอ้อน .. นัยซ่อนเร้น-
ราวไฟเต้นเปลวลุกไปทุกช่วง
เผยผ่านร้อนรุมไหม้อยู่ในดวง-
ตาคู่หวงแหนงาม .. แห่งยามนี้
O ปีบเลือนกลิ่น .. สายหยุดก็หยุดหอม
รอแวดล้อมคุณค่ารูปราศี
เริ่มบทกลางโอภาส .. ลมวาดวี
ให้ภาคพื้นธาตรี .. รู้ปรีดา
O ริ้วลมหนาวแผ่วผ่าน, ความหวานหอม-
ก็เหมือนคอยแวดล้อมอยู่พร้อมหน้า
เพียงเลศนัยเผยช่วงผ่านดวงตา-
ก็รับรู้เสน่หา .. ผ่านท่าที
O เพียงแววหวานอ่อนโยน .. เริ่มโชนช่วง
ก็รับรู้แหนหวงในทรวงที่-
แรงอาวรณ์อาลัย, ความใยดี-
หลั่งล้นปรี่ออกแล้ว .. ที่แววตา
O เลศนัยเคยซ่อนเร้น .. เมื่อเต้น .. ตื่น
ความแช่มชื่นห้วงใจผู้ใฝ่หา-
ก็โหมตอนหวานล้ำขึ้นค้ำคา-
ปรารถนาอาลัยที่ในดวง
O ผ่านลูบโลมเนื้อผิว .. คือ-ริ้วลม-
เข้าห้อมห่มแทรกแฝง .. ให้แรงหวง-
เข้าลูบโลมสั่นไหวอยู่ในทรวง
กี่คาบช่วงผ่านแล้ว .. อย่า-แล้วเลือน !
O เข้าเหมันตะฤดู .. ลมวู่ไหว
แรงอาลัยพูนเพียบ .. ฤๅ-เปรียบเหมือน
ดูเอาเถิด .. ตาชม้อยเฝ้าคอยเตือน-
ให้สบแล้วสุดเขยื้อนขยับพ้น
O เมื่อแววตางามระยับ .. ไม่ลับล่วง
ความเงียบเหงาในทรวงก็ร่วงป่น
แววออดอ้อนอ้อยสร้อยก็คอย-วน-
เวียนวกปรนเปรอใจคอยไขว่คว้า
O ปลายปีกนกยกโบก .. ผ่านโลกกว้าง
ยังคลี่ค้างเช่นนั้น .. เพื่อฟันฝ่า-
วงรอบความเป็นมีแห่งชีวา
ไกลสุดตาลิบโลก .. ยังโบกบิน
O ก็เช่นความละห้อยหา .. แรงอาวรณ์-
จักเวียนย้อนวนอยู่ไม่รู้สิ้น
ไกลสุดตารูปแล้ว .. ยังแว่วยิน-
ความถวิลอาลัย .. ที่ในทรวง
O ปลายปีกนก, อกคนผู้วนคิด-
ย่อมทรงสิทธิ์ทรงศักดิ์ทั้ง .. รัก .. หวง
ฤๅ .. รูปการณ์เวียนย้ำ .. เช่นคำบวง-
แนบความห่วงใยเหลือทุกเนื้อความ
O ปลายปีกนกเหยียดกางที่กลางหาว
เมื่อ-วับวาวเนตรนั้น .. คล้าย-หวั่น .. หวาม
ลมเลื่อนริ้วโลมลูบ .. จบจูบงาม-
ย่อมเลื่อนตามหัวใจ .. ผู้ไขว่คว้า
O ตราบที่ปลายปีกนก .. ยังยกโบก-
โล้ลมโลก .. แสงสรวง, ความห่วงหา-
ย่อมติดตรึงลงมั่นในสัญญา
เพียงหนึ่งรูปหนึ่งหน้า .. จนกว่าวาย
O มองดูเถิดแสงระยิบ .. จากลิบโพ้น
ฤๅ-เทียบความอ่อนโยนที่โชนฉาย ?
พร้อมอกอุ่นอาลัย .. ของใจชาย
ร่ำรอถ่ายโอนสู่ .. เจ้าผู้เดียว !




Create Date : 18 ตุลาคม 2557
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2561 18:40:44 น. 9 comments
Counter : 1723 Pageviews.

 
ดายุ..

"O ปลายปีกนก, อกคนผู้วนคิด-
ย่อมทรงสิทธิ์ทรงศักดิ์ทั้ง .. รัก .. หวง
ฤๅ .. รูปการณ์เวียนย้ำ .. เช่นคำบวง-
แนบความห่วงใยเหลือทุกเนื้อความ "

ตรงนี้ อ่านแล้วไม่เข้าใจนะ..
"..................อกคนผู้วนคิด-
ย่อมทรงสิทธิ์ทรงศักดิ์ทั้ง .. รัก .. หวง"
ผู้ที่" ทรงสิทธิ์ ทรงศักดิ์"น่ะ ใคร ...
ตัวผู้เขียน หรือ นางอันเป็นที่รัก..?

".........................เช่นคำบวง-
แนบความห่วงใยเหลือทุกเนื้อความ "
นี่น่ะ หมายถึง"คำบวง" ของใครเอ่ย..

สงสัยระยะนี้ จะอ่านเอกสารทางเทคโนโลยีมากไป
เลยขาดความละเมียดละมัยในคำกลอน..




โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 18 ตุลาคม 2557 เวลา:19:39:07 น.  

 
มินตรา ..
กลอนนารีปราโมชทั้งหมด .. ผู้เขียนเป็นเพียงชายคนเดียวในทุกบท
หากแต่หญิงอันเป็นที่รัก ส่วนมากเป็นบุคลาธิษฐาน .. หมายถึง ความงาม จริต กิริยา อุปนิสัย รวมทั้งความคิดคำนึง .. ถูกยกขึ้นสูงส่ง ..

ย่อมไม่มี ..
.. ความเท็จนอนเนื่องในจิตวิญญาณ
.. ความหยาบกระด้างแห่งอารมณ์
.. ความดีดดิ้น กระแดะ แห่งจริต กิริยา
.. มีความเป็นตัวของตัวเองชัดเจน .. ไม่แบกโลกทูนไว้บนหัว

หากย่อมกอปรไปด้วย ..
.. ความงดงามที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนแห่งจิตวิญญาณ
.. ความงดงามแห่งรูปกายและรูปหน้า
.. ความสัตย์ซื่อต่อชายอันเป็นที่รัก
.. ความซื่อตรงต่ออัตวิสัยแห่งตน คือไม่แสดงโวหารภาพพจน์อวดโอ้คุณธรรมที่ไม่มีจริงในตน

มันเป็นส่วนผสมระหว่างตะวันตก กับ ตะวันออกนะ
หากพิจารณาให้ดีแล้ว จริตกิริยาจะออกมาทางตะวันออก .. แต่จิตวิญญาณต้องแบบตะวันตก
คือมีความเป็นตัวของตัวเองสูง .. มีความมั่นใจในตนเอง .. มีความมั่นคงในความคิดไม่ซัดส่ายไปมา
เป็นอิสระจากการครอบงำของโลกที่แวดล้อมอยู่อย่างสิ้นเชิง

ที่พูดว่าเป็นเพียง บุคลาธิษฐาน เพราะมันยากที่จะหาในโลกแห่งความเป็นจริง ..




โดย: สดายุ... วันที่: 18 ตุลาคม 2557 เวลา:20:59:53 น.  

 
ดายุ..

"หากย่อมกอปรไปด้วย ..
.. ความงดงามที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนแห่งจิตวิญญาณ
.. ความงดงามแห่งรูปกายและรูปหน้า
.. ความสัตย์ซื่อต่อชายอันเป็นที่รัก
.. ความซื่อตรงต่ออัตวิสัยแห่งตน คือไม่แสดงโวหารภาพพจน์อวดโอ้คุณธรรมที่ไม่มีจริงในตน

มันเป็นส่วนผสมระหว่างตะวันตก กับ ตะวันออกนะ"

มินตราเข้ารอบนะนี่..!



โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 19 ตุลาคม 2557 เวลา:1:17:33 น.  

 
มินตรา ..

มาดูกันทีละข้อ ..
.
.
.. ความงดงามที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนแห่งจิตวิญญาณ ..
ข้อนี้ผมพอสังเกตเห็นในตัวมินตรา .. อย่างน้อยคนที่กล้าพูดคำขอโทษ แปลว่าจิตวิญญาณไม่ซับซ้อนมาก .. ตรงนี้บางคนไม่เคยพูดหรือพูดไม่เป็น เพราะความซับซ้อนที่มักคิดยอกย้อน ว่า “โลกที่แบกทูนไว้บนหัวจะคิดอย่างไร ?” ซึ่งเป็นจิตที่ไม่มีวันพบความสงบสุขตลอดกาล
.
.
.. ความงดงามแห่งรูปกายและรูปหน้า ..
ข้อนี้ไม่ทราบ เพราะไม่เคยเห็น
.
.
.. ความสัตย์ซื่อต่อชายอันเป็นที่รัก ..
ข้อนี้ก็ไม่เคยเห็น จึงมิอาจทราบได้ .. รู้แต่ว่า เคยเห็นมินตราเข้ามาในบล็อคน้ตั้งแต่ปี 53-54 และจนบัดนี้ยังเข้ามาอยู่เหลือเพียงคนเดียว .. แสดงถึงความมั่นคงในจิตใจที่ไม่ซัดส่ายไปกับ face book และไปมีปฏิสัมพันธ์กับชายมากหน้า .. ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าน่าจะมีความซื่อสัตย์ต่อชายคนรักคนเดิมคนเดียว อย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง
.
.
.. ความซื่อตรงต่ออัตวิสัยแห่งตน คือไม่แสดงโวหารภาพพจน์อวดโอ้คุณธรรมที่ไม่มีจริงในตน ..
ข้อนี้ไม่ชัดนะ .. เพราะมีส่วนผสมระหว่าง อนุรักษ์นิยม กับ สากลนิยม อยู่ในตัว เพียงแต่ “เลือกที่จะพอใจกับส่วนที่ไม่นิยมเพราะ ภูมิหลังส่วนตัว” ซึ่งไม่เป็นสากล

ความหมายคือ หากเราเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับระบบการเมืองการปกครองแบบอนุรักษ์นิยมบุพกาลบรรพกาลแล้ว แม้บรรพบุรุษเราจะมีส่วนร่วมในกระบวนการปกครองนั้นๆมาก่อนเราก็ไม่จำเป็นต้องยกไว้เป็นข้อยกเว้น .. คือ เราต้องชัดเจนใน เรื่องสิทธิเสรีภาพของคน .. แม้แต่ว่าคนคนนั้นจะเคยเป็นทาสในเรือนของบรรพบุรุษเราเองมาก่อนก็ตาม

อีกทั้งหากวัยอย่างมินตรา หากจะคบผู้ชายสักคน มันควรเป็นไปได้เอง ด้วยตัวของตัวเอง .. อย่างที่ไม่ต้องยกแม่ ยกพ่อ ยกน้อง และสารพัดญาติกามาเป็นข้อ “ขัดขวาง” ได้แล้ว .. ตรงนี้หากยังนำมาอ้างอยู่ก็จะ ไม่สอดคล้องกับวิถีแบบตะวันตกที่เป็นตัวของตัวเองสูง ..
.
.
ตกลงเข้ารอบไหน ?
555



โดย: สดายุ... วันที่: 19 ตุลาคม 2557 เวลา:6:28:09 น.  

 
ดายุ...

"O ตราบที่ปลายปีกนก .. ยังยกโบก-
โล้ลมโลก .. แสงสรวง, ความห่วงหา-
ย่อมติดตรึงลงมั่นในสัญญา
เพียงหนึ่งรูปหนึ่งหน้า .. จนกว่าวาย
O มองดูเถิดแสงระยิบ .. จากลิบโพ้น
ฤๅ-เทียบความอ่อนโยนที่โชนฉาย ?
พร้อมอกอุ่นอาลัย .. ของใจชาย
ร่ำรอถ่ายโอนสู่ .. เจ้าผู้เดียว !"

รอบนี้ค่ะ ....
" เพียงหนึ่งรูปหนึ่งหน้า .. จนกว่าวาย" &
"พร้อมอกอุ่นอาลัย .. ของใจชาย
ร่ำรอถ่ายโอนสู่ .. เจ้าผู้เดียว !"





โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 19 ตุลาคม 2557 เวลา:6:40:41 น.  

 
ปล.

" .. ความงดงามแห่งรูปกายและรูปหน้า ..
ข้อนี้ไม่ทราบ เพราะไม่เคยเห็น"...
มองภาพ อาภัสรา นางงามจักรวาล วันนี้..ไปก่อนนะ ...
( แต่มินตรา รู้สึกเฉยเฉย.. มิเคยหาญจะไปเปรียบเธอ..
เพียงจะเรียนว่า มิว่า อาภัสรา หงสกุล หรือ
สุมณี คุณะเกษม คือ ..
ปรากฎการณ์ทางชีวิตในศตวรรษที่21 ที่ วงการแพทย์ในเยอรมัน กล่าวว่า การแพทย์ของเรา ก้าวหน้าชนิดที่ถือได้ว่า..
ความแก่คือโรคอย่างหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่ดูแลรักษาตน !และมินตราไม่ชอบไปหาหมอหรือโรงพยาบาลเลย..
ฉะนั้นจะใช้วิธีเยี่ยงชาวตะวันออก คือ ใช้สมุนไพร ทั้งภายในและภายนอก )

แต่ .."พร้อมอกอุ่นอาลัย .. ของใจชาย"
ต้อง เป็น อกกว้าง อย่าง จักรภพ เพ็ญแข เท่านั้นนะ 555


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 19 ตุลาคม 2557 เวลา:6:57:28 น.  

 
มินตรา ..

ดวงตาที่พูดได้ คือแบบนี้ ..



ฤๅ-เทียบความอ่อนโยนที่โชนฉาย ?


โดย: สดายุ... วันที่: 19 ตุลาคม 2557 เวลา:7:04:36 น.  

 
ดายุ...

"O ปีกนกยังคลี่กาง .. อยู่กลางหน
พร้อมอีกใจดิ้นรนเฝ้าค้นหา
ความงดงามอ่าลออ .. ที่รอมา-
แต่ครั้งครา .. ชาติภพเลือนลบกัน
O ปีกแห่งรัก .. ห้อมห่มสายลมร่ำ
โดยเสียงคร่ำครวญพร้อม .. รอกล่อมขวัญ
กรุ่นหอมปีบฟายฟุ้ง ยามรุ่งวัน-
พึงล้อมพันธนาอยู่ .. อย่ารู้คลาย"

ตรงนี้ช่างเล่นคำ นะ ...
จาก" ปีกนกยังคลี่กาง .. อยู่กลางหน "
เป็น " ปีกแห่งรัก .. ห้อมห่มสายลมร่ำ"

ฉะนั้น.." พึงล้อมพันธนาอยู่ .. อย่ารู้คลาย" !

เวปนี้ อบอวลไปด้วยไอรัก...อ่านแล้วอบอุ่นใจนัก..


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 20 ตุลาคม 2557 เวลา:1:20:59 น.  

 
มินตรา ..

ปีใหม่ไปเที่ยวไหน ?


โดย: สดายุ... วันที่: 20 ตุลาคม 2557 เวลา:6:00:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.