Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
11 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 

O คนดี .. (ของพี่ ?) O








สร้อยสนตัด


-1-
O เช้า-ที่คลุมกาล .. ด้วยม่านขาว
ของหมอกหนาว .. ลมโบกโลมโลกฝัน
เม็ดน้ำค้างหยาดเงา .. บนเถาวัลย์
พลิ้วหยาดสั่นหยดร่วง-เช่นดวงใจ-
O วูบ-วาบระทึกดวง .. เมื่อดวงตา-
สบเลศกาละนั้น .. ก็พลันไหว-
สั่นแกว่งตัว .. ปัดป่ายอยู่ภายใน
รุมร้อนหนอกระไร-หัวใจคน
O ไร้ดาว .. ดาดดื่นบนผืนฟ้า
ดาวตรงหน้ากลับช่วง .. ราวห้วงหน-
รู้เหนี่ยวรั้งปลั่งเรื้องจากเบื้องบน
ลงปลาบปนปริศนากอปรท่าที


-2-
O แทนหมอก-ยามอรุณ, แดดอุ่นร้อน
ดูเถิด-ช้อนตาสบไม่หลบหนี
ชะม้ายลอบเหลือบบ้างเป็นบางที
วันเคลื่อน, ฟ้าเปลี่ยนสี-นาทีนั้น
O เช้านั้น-หมายอาจเอื้อม .. หยิบเหลื่อมรุ้ง-
จากขอบคุ้งโค้งฟ้า .. เพื่อ-พาฝัน-
ล่องลอยกับระลอกของหมอกควัน
และพุ่มพรรณโกสุม .. ปีกภุมริน
O แววตาอ่อนโยน .. ก็โชนแสง
สบ-ทิ่มแทงใจอยู่ไม่รู้สิ้น
หมอกขาว, มาลย์, ลมโชย, ภู่โบยบิน
คน-เดือดดิ้นอกใจ .. กับไขว่คว้า
O แววอ่อนโยนแฝงตอน .. รอยซ่อนยิ้ม
เปลือกตาพริ้มหลบล้อม .. ละม่อมหน้า
ล่มแสงวันลับเลย .. เมื่อเงยมา
ปลาบแววตาสองดวง .. นั้นช่วง-เรือง


-3-
O ในความคิดคำนึง
ย่อมซาบซึ้งโศกสุขไปทุกเบื้อง
ชั่วเงียบงันแฝงแอบ .. จึงแนบเนือง-
การย้อนเรื่องราวสู่ .. ฤดูลม
O พ้นผ่านเวียนนับลำดับคาบ
ยังคงปลาบปลั่งอยู่ .. สุดรู้ข่ม
ด้อยเดียงสาแห่งชาย .. เกินหมายชม
โอ้ .. ตาคมปลาบปลั่ง .. ฤๅยังคอย
O ดาวดื่นฟ้าช่วงระยับ .. เกินนับสุด
แสงพร่างผุดรับช่วง .. กับร่วงผล็อย
แววตาในเช้าชื่น .. นั้นตื่น-ลอย
กับช่วงช้อยรอยชู้ให้รู้เชิง
O ด้วยเดียงสาแห่งชาย .. จะหมายหรือ
ว่านั่นคือรูปรอยให้พลอยเหลิง
เพียงแจ้งการณ์เร้ารุม .. ร้อนขุมเพลิง-
ก็โลดเริงรอบอยู่ให้รู้ทน
O หรือ-รอยยิ้มเยื้อนเผย .. แทนเอ่ยคำ
ที่คอยย้ำยืนยัน .. นับพันหน
ชม้าย, มอง, ขัดเขิน, สะเทิ้นตน
โอ-แจ้งกลเมื่อกาลนั้นผ่านไป
O ราวเรื่องจะช่วงชัด ณ บัดนั้น
แววตาฝันแฝงซ่อนความอ่อนไหว
กิริยาท่าที .. ท่วงทีใคร
ก็แจ้งใจความ-ชัดในบัดดล
O วงแขนคล้องคู่เข่า .. กลางเหงาเงียบ
หนาวเย็นเยียบ .. จำปลีกไปอีกหน
เงาฉายในแววตา .. ไหลบ่า..บน-
แววจำนนอีกดวง .. ของดวงตา
O เช้านี้-ใจอาจเอื้อม .. หยิบเหลื่อมรุ้ง-
ที่ฝ่าคุ้งโค้งโพยมลงโน้มหา
บรรจบนัยแฝงเร้น .. ที่เป็นมา
ให้ตอบรับคุณค่าในท่าที


-4-
O บนทางเท้าที่ก้าวย่าง
ในเที่ยวทางดิ้นรนของคนที่-
คอยขวนขวายปรารถนาบรรดามี
ล้วนชั่วดีจัดสรร .. คอยบันดาล
O ในความอึกทึกที่รายรอบ
ล้วนความชังความชอบอยู่รอบด้าน
แต่พิศแรกก็เห็นว่าเป็นการ-
อ่อนไหวต่อหอมหวาน .. ที่นานคอย
O มิใช่เช้า-ที่กาล .. มีม่านขาว
ไร้หมอกหนาว .. เพียงโลกอันโศกหงอย-
หากน้ำใจหยาดเม็ด .. ราวเพชรพลอย
แสงพร่างพร้อยเหลี่ยมผกายให้หมายมอง
O คืนวันที่ผันผ่านเนิ่นนานอยู่
จนรับรู้แววระยับ .. หมายจับต้อง
ผ่านรอบวันเดือนปี .. ใจที่ปอง-
ยังจับจ้องจองอยู่ .. ดาวคู่นั้น
O นับคืนนับเดือน .. ให้เคลื่อนเปลี่ยน
เพื่อปีเวียนผ่านให้ .. หัวใจสั่น
ต่อคำนึง .. ด้วยพี่ทุกวี่วัน
นับความหวั่นไหวเห็น .. อย่าเว้นวาย
O ย้อนคาบยามเช้านั่น .. ดวงขวัญเอ๋ย
จะลับเลยล่วงไป .. อย่าได้หมาย
จะนับความอาลัยของใจชาย
อาจเท่าสายรุ้งแพร้วในแววตา
O ที่เผยออกสื่อให้ .. เฝ้าใฝ่ฝัน
ผูกรัดพันดวงใจพลอยใฝ่หา
กี่คาบยามผ่านล่วง .. ยังลวงตา
ด้วยทีท่าเลศสื่อ .. ให้ยื้อครอง


-5-
O เป็นเช้า-แรกวัน .. อีกวันหนึ่ง
กับคำนึงใฝ่เฝ้าเป็นเจ้าของ
มีมุ่งมั่นพร้อมสรรพ .. ให้จับจอง-
รูปแพงทองเมื่อพบ .. บรรจบเงา
O ครั้งนี้เดียงสาชาย .. ย่อมหมายมุ่ง
หยิบจับรุ้งยอแสง .. ลบแรงเหงา
ดูเถิด ..แววตายิ้มแสนพริ้มเพรา
ยังจำเช้า-วันใหม่-ได้ไหมนะ ..?




 

Create Date : 11 ตุลาคม 2557
6 comments
Last Update : 28 พฤษภาคม 2562 17:43:49 น.
Counter : 1301 Pageviews.

 

สดายุ..

นี่เขียนใหม่ใช่ไหมเอ่ย...

O สิ้นวาสนา .. O

"อีกครั้ง..และอีกครา-ความอาวรณ์-
ต้องขาดตอนขาดช่วงจนล่วงหาย
อีกครั้งที่อาลัยจากใจชาย-
ต้องวอดวายล่มคา .. รูปปรารมภ์ "

มีใครไม่รักแล้วซิ !




 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 12 ตุลาคม 2557 13:26:06 น.  

 

มินตรา ..

ทุกคนรักตัวเอง .. และมีตัวเองเป้นศูนย์กลางจักรวาลทุกคน ..บทนี้เขียนนานแล้ว ตามลิงค์ ..

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sdayoo&month=08-06-2011&group=11&gblog=318

บทนี้เอามาจาก "สิ้นดวงวิเชียรฉาย" แต่เพิ่มช่วงต้นเข้าไป .. และ สิ้นดวงวิเชียรฉาย เขียนไว้เมื่อปี 2552

ตอนแรกนึกไม่ออกว่าเขียนเพราะอะไร จนไปอ่าน คคห.16 ที่น้องคนหนึ่งที่มาสนิทมากในช่วงหลัง ตอนนั้นยังเรียกผมว่า "คุณ" อยู่เลย .. คำว่า "สาวกอดแมว" ทำให้นึกได้ว่า "ใคร"

ก็ต้องย้อนไปอ่าน คคห. 10 นั่นแหละ
สาวลูกครึ่งอยู่ที่อังกฤษที่พยายามเขียนกลอนไทย ! เป็น"สาวรูปเดียว-จริงๆ คือตั้งแต่รู้จักกันมีรูปเดียวให้เห็น 555" ที่จำต้องจำพรากกันไปในที่สุด ..

ส่วน คคห.25 .. แขกมาใหม่ 55
ตอนแรกผมเข้าใจว่าสาวน้อยวัย 24 .. แต่ดูการใช้ภาษาลงท้ายก่อนลาทุกครั้งมันน่าจะ สาวน้อยวัย 74 แน่เลย 555

เพียงแต่คนนี้มีน้ำใจ .. ส่ง เฟอรโรโด กล่องใหญ่ราคาน่าจะหลักพันไปให้ถึงบ้าน .. ของชอบนะ - ต้องขอขอบคุณมานะที่นี้อีกครั้ง นะคะน้องวิ

อิๆๆ



 

โดย: สดายุ... 12 ตุลาคม 2557 18:39:14 น.  

 

สดายุ..

ขอโทษค่ะ ..
มิได้ตั้งใจ จะไปรื้อฟื้นความรู้สึกเดิมเดิมขึ้นมาอีก...
แกล้งแซวเล่นเท่านั้น มิตั้งใจ

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 12 ตุลาคม 2557 19:23:23 น.  

 

มินตรา ..

ไม่รู้สึกอะไรเลยตอนนี้ .. บางเรื่องพวกนั้นก็มีความทรงจำดีๆ เหลืออยู่เหมือนกัน ..

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ขึ้นกลอนใหม่แทบทุกวัน และตอบคนที่เข้ามาพูดคุยแทบไม่ทัน ..ก่อนจะมี face book มาดึงความสนใจไป

การจากกันเป็นเรื่องธรรมดาของคนเรา ..
เมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึง .. ผมไม่เคยคาดหวังอะไร ..ถึงมินตราก็เหมือนกัน สักวันก็ต้องหายไปจากบล็อคนี้ เพื่อไปสู่วิถีชีวิตใหม่ๆ ..

บางคนพอใจที่จะเดินแบกโลกทั้งใบทูนไปบนหัวไปบนถนนสายเกียติยศที่สองข้างทางมีคนยืนปรบมือต้อนรับ เป็นถนนที่ยาวจนมองไม่เห็นปลายทาง

บางคนพอใจที่จะเดินตัวเปล่าไปบนถนนลูกรังที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้และเสียงนกร้อง อย่างเงียบเหงา เดียวดาย และอย่างทรนง

ความเป็นจริงก็คือ .. เส้นทางทั้งสองไม่มีวันบรรจบกันตลอดกาล ..

ความเป็นจริงก็คือ .. คนที่เลือกเดินบนเส้นทางเดียวกันเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสบรรจบกันได้

จริงไหม ?

 

โดย: สดายุ... 12 ตุลาคม 2557 21:05:50 น.  

 

สดายุ..

"บางคนพอใจที่จะเดินตัวเปล่าไปบนถนนลูกรังที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้และเสียงนกร้อง อย่างเงียบเหงา เดียวดาย และอย่างทรนง "

ฟังแล้ว..อึ้ง..ไปเลย...
ถนนลูกรังนั้น ยังมี เส้นทางให้เดินไปได้เรื่อย เรื่อย..
วันหนึ่งก็จะถึงปลายทาง...

แต่บางคนมีภาระหน้าที่ ที่ต้องไปถึงจุดเดียวกันนั้น..
โดยยืนอยู่กลางป่า หามีเส้นทางที่เด่นชัดเดินไปได้...
รู้เพียงว่า ต้องฝ่าพงหญ้า ป่าเขา ไปให้ถึงจุดนั้น..
แถมมิได้เดินเพียงคนเดียวแต่ต้องนำคนเป็นฝูงไปให้ ออกจากพงรกนี้..
ทางเดียวที่เห็นอยู่คือ เดินเลียบสายน้ำไป...
ให้ถึงปลายน้ำ..หาทางออกทะเล...

ที่ปากน้ำ เราคงเจอกัน....ในวันข้างหน้า...



 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 13 ตุลาคม 2557 1:59:27 น.  

 

มินตรา ..
ผมกำลังชี้ให้เห็นว่า .. เส้นทางทั้งสองไม่มีทางบรรจบกันได้ตลอดกาล ..
.
เพราะเส้นทางทั้งสองนั้นเกิดจาก “อัตวิสัย” ในตนที่กอปรขึ้นมาเป็น”ภาพการมองโลกแวดล้อมอย่างให้คุณค่ามากน้อยต่างกัน” .. และธรรมชาติแห่งตัวตนทั้ง 2 แบบนี้เหมือนน้ำกับน้ำมัน .. มันไม่สามารถหลอมรวมกันเป็นเนื้อเดียวได้
.
ในแง่ของเงื่อนไขทางด้านเวลานั้น .. ผมมองเห็นเพียงความสูญเปล่าที่จักไม่ได้ผลอะไรอย่างที่คิดหวัง
.
คำว่า “โมฆะ” สามารถใช้ได้กับประเด็นแบบนี้ ..
โมฆะ .. ว. เปล่า, ว่าง; ไม่มีประโยชน์, ไม่มีผล, เช่น สัญญาเป็นโมฆะ
คนที่จมอยู่กับความว่างเปล่า พระพุทธองค์ท่านเรียก “โมฆะบุรุษ” ซึ่งมิใช่หมายถึงเพียงผู้ชายเท่านั้น .. แต่หมายรวมทั้ง หญิงและชาย
.
มินตรา .. อาจไปอ่านความเห็นต่างๆในบท “ สิ้นดวงวิเชียรฉาย” มาบ้างแล้ว ..
และนั่นคือ ความว่างเปล่า .. แบบที่ผมหมายถึง

 

โดย: สดายุ... 13 ตุลาคม 2557 6:06:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.