Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
31 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 

O หอม .. เสน่หา .. O








เพลง .. ลาวดวงดอกไม้
อัศวลีลา


O ในวิกาลมืดดำแห่งค่ำนั้น
คล้ายแว่วพากย์รำพัน .. เสียงสั่น..ไหว-
ค่อยออดอ้อนนัยความ .. ออกตามใจ
เพื่อร่วมไขว่คว้าบท .. เคย-อดออม
O สองแขนโอบรอบคอเข้าอออุ่น
เนียนเนื้ออ่อนอิ่มละมุนด้วยกรุ่นหอม
เมื่ออาวรณ์แรงถวิล .. คล้ายยินยอม-
ร่วมโอบรูปงามละม่อม .. ด้วยอ้อมทรวง
O สิ้นหนาว .. แม้นสายลม .. ยังพรมผ่าน
ด้วยเนื้อคราญอุ่นแสน .. กับแหนหวง-
ของอ้อมกอดร้อนผ่าว .. จนหนาวปวง
ยากพัดผ่านพ้นล่วง .. แรงห่วงใย
O ใกล้ยิ่งแล้ว .. แก้มอิ่มเนตรพริ้มหลบ
เพียงพอจบอุ่น-ร้อน .. ผู้อ่อนไหว
รองรับเถิดไมตรีผู้มีใจ
จะโหมอุ่นโอบให้ .. ห้วงใจจำ
O อุ่นเถิดแม้น .. ปอยปลิวแห่งริ้วหนาว
จะหล่นพราวพอกพื้นทั้งคืนค่ำ
ปรารมภ์อันหอมกรุ่นจักหนุนนำ
เข้าแอบอำย้ำอุ่นให้หนุนนอน
O โอละเห่ .. กล่อมเกลี้ยง .. ผู้เดียงสา
อยู่นิทราอุ่นขวัญในบรรจถรณ์
เพลงจะขับแผ่วเบา .. คอยเว้าวอน
กระซิบอ้อนริมหูให้รู้นัย
O ว่า-อกหนึ่งอาวรณ์เกินผ่อนแล้ว
กับเสียงแผ่วออดอ้อน .. เกินผ่อนไหว
เจ้าอ่อนเอย .. อุ่นอายเช่นสายใย-
เจ้ารัดไขว้ผูกขวัญพี่-พันธนา
O เถิด-อย่าร้าง .. คอคล้อง .. ด้วยสองแขน
อย่าคลอนแคลนแรงหวง .. ความห่วงหา
ทุกค่ำคืนก่อนสนิทในนิทรา
หวังใครหนึ่ง .. เหว่ว้าตั้งตาคอย-
O ให้โอบอุ้มรูปเยาว์ .. คลอเคล้าอยู่
ผ่านนัยชู้รุมเร้า .. ลบเหงาหงอย
ตระกองรูปจบแก้มแต่งแต้ม .. รอย
จน .. ละห้อยห่วงเห็น .. ไม่เว้น-วาง
O หมายนิทราดวงขวัญ .. จะฝันใฝ่
ร่วมอาลัยเชิงชู้ .. จนตรู่สาง
ละเมอคำเรียกร้อง .. จบสองปราง
ขดสรรพางค์อ้อนอยู่ .. อย่ารู้ไกล
O เมื่อแสงฟ้าฉาบล้อม .. ละม่อมหน้า-
สองนัยน์ตาจักปลาบจนวาบไหว
โน้มรูปลงเฝ้ากระพริบ .. กระซิบนัย-
จงอย่าให้อุ่นอาย .. นั้นคลายลง
O จึงอรุณแรกวัน .. ของวันนั้น
คล้ายไหวหวั่น .. ร้อนรุม .. และลุ่มหลง-
จะร่วมน้อมแนบขวัญ .. อย่างบรรจง
เพื่อโสรจสรงรสสุมาลย์ .. ที่ผ่านรอ
O ก่อนสายหยุดสุดสิ้น..ปวงกลิ่นหอม-
อวยกลิ่นพร้อมอาวรณ์ .. ออดอ้อน-ขอ
ลมแผ่วผ่านโลมเร้า .. คนเคล้าคลอ
หอมนั้นพอหยุดสิ้น .. ทุกกลิ่นมาลย์
O เมื่อสายหยุด .. หยุดกลิ่นแต่สิ้นสาย
อีกรูปกายก็พรั่งพร้อมความหอมหวาน
โอภาสสูรย์แต้มฟ้า .. เหมือนว่า-นาน
ก็ชั่วคราญโถมร่าง .. หล่นกลางทรวง !




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2557
7 comments
Last Update : 27 มีนาคม 2562 11:08:58 น.
Counter : 1655 Pageviews.

 


ยังไม่ได้อ่านนะคะ เวลาน้อยนิดเจ้าค่ะ แว๊บเอา Oxygen
มาส่งให้ค่ะ ^^

วันนี้ที่รักคงยุ่งทั้งวันเหมือนเล็ก เด๋ววันอาทิตย์ไปหาไรทานหร่อยๆกันค่ะ เล็กเลี้ยง พี่จ่าย เค๊? :))

 

โดย: น้องเล็ก IP: 192.99.14.34 31 ตุลาคม 2557 10:36:41 น.  

 

ตัวน้อยๆ ..

วันนี้พี่ยุ่งทั้งวันค่ะ เพิ่งกลับมาถึงบ้านเอาร่วม 3 ทุ่ม
วันอาทิตย์คงต้องหาทางเอาคืนกับตัวน้อยค่ะ ..อิๆ

O ใกล้ยิ่งแล้ว .. แก้มอิ่มเนตรพริ้มหลบ
เพียงพอจบอุ่น-ร้อน .. ผู้อ่อนไหว
รองรับเถิดไมตรีผู้มีใจ
จะโหมอุ่นโอบให้ .. ห้วงใจจำ

 

โดย: สดายุ... 31 ตุลาคม 2557 21:18:25 น.  

 

ฮิ้วววววว มาแอบยิ้มตรงคอมเมนท์น่ะค่ะ
สิ้นปีนี้แฟนจะมาหาที่อังกฤษ อยากได้ไรเป็นพิเศษไหมคะ ^^

 

โดย: Medkhanun IP: 94.23.252.21 31 ตุลาคม 2557 22:39:12 น.  

 

เม็ดขนุน ..

ที่อังกฤษยังนึกของที่อยากได้ไม่ออกเลย 55
อย่างไรก็ขอบคุณมากนะคะที่มีน้ำใจ .. ขอให้เที่ยวกะแฟนให้สนุก ..

ช่วงสิ้นปี เข้าใจว่าจะมีหิมะเต็มเมือง ..
ตอนพี่ไปสตอล์คโฮมช่วงนี้ ไปหาซื้อเสื้อหนาวหนังแท้มาใช้ตัวหนึ่ง ที่นั่นราคาไม่แพง ..ยังใช้มาจนเดี๋ยวนี้ ..

 

โดย: สดายุ... 1 พฤศจิกายน 2557 6:58:17 น.  

 

สดายุ

"O เมื่อถวิล .. มากครันสุดกั้นกีด
ทั้งประณีตเกินขับให้ลับล่วง
หวานย่อมไหลโลมหลั่ง .. ใจทั้งดวง
หอมก็หน่วงอกซ้ำอยู่ค่ำเช้า"

คอยเจ้า...

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 1 พฤศจิกายน 2557 15:30:31 น.  

 

มินตรา ..

กลอนบทที่ยกมานั้น เป็นความรู้สึกของหนุ่มสาวที่ควรปล่อยให้เป็นไปโดยธรรมชาติที่สวยงามของมัน - หากว่าทั้งสองความรู้สึกนั้น"ตรงกัน"

เพราะมีความรู้สึกของหนุ่มสาวจำนวนมากที่ "ไม่ตรงกัน" โลกนี้จึงมักเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นไม่ขาดสายมาตั้งแต่ยุคพระนางจามเทวีสร้างพระบรมธาตุหริภุญชัยโน่นแล้ว

คู่ที่ตรงกันได้จึงนับเป็นความโชคดี อย่างไม่ต้องสงสัย
ขณะเดียวกัน ก็มีจิตใจสาวน้อยจำนวนมากที่เด็ดขาดนัก เมื่อรู้ว่า "ไม่ตรงกัน" ก็สามารถหักดิบใจตัวเองได้อย่างน่ายกย่อง ..

 

โดย: สดายุ... 2 พฤศจิกายน 2557 18:11:09 น.  

 

สดายุ..

"ตรงกัน" "ไม่ตรงกัน" นี่
เป็นแรกเริ่มของ..ปรัชญา..ทางศาสนา เลยนะ

เปอร์เซียได้เริ่มวางพื้นฐานในความเชื่อ
จนวิวัฒนาการเป็นที่มาของปรัชญาทางศาสนาต่อมา...

Prophet Zoroaster วางรากฐานบน สองสิ่ง...(dualism)
ดี กับ เลว "good against evil"
หรือ แสงสว่างกับ ความมืด
ฤดูร้อน กับ ฤดูหนาว

ใช้ ลัทธิบูชาไฟ เป็นสัญญลักษณ์ แทน แสงสว่าง

ซึ่งว่ากันว่าในสงครามภารตะ
ต้องมีม้าขาวหนึ่งคู่ลากรถว่างเปล่า ในการทำศึกทุกครั้ง
เพื่อเป็นรถให้ "จ้าวแห่งแสงสว่าง"เดินทางร่วมรบ...
เป็นขวัญและกำลังใจ..

ต่อมามีศาสนาพราหมณ์ สำหรับผู้อ่านออกเขียนได้จนมีสิทธิพิเศษเหนือผู้อื่น เพราะ เป็น"ผู้รู้"

เมื่อแยก"สองสิ่ง" ออกจากกันเป็นพื้นฐาน
จึงเมื่อมีพราหมณ์ ก็ต้องมี อพราหมณ์
แล้วอพราหมณ์( ตามที่นักปรัชญารัสเซีย Helena Petrovna Blavatsky ชื่อเยอรมันเดิมคือ Helena von Hahn 1831 – 1891 ว่าไว้ ) ก็มีลูกหลานแตกออกมาเป็น คริสต์ มุสลิม ยิว...

สดายุ ก็เลยต้องมี ทั้ง ผู้ที่ "ตรงกัน" และ ผู้ที่ "ไม่ตรงกัน"



 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 3 พฤศจิกายน 2557 7:26:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.