Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
7 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 
O พี่รักเจ้า .. 3 O









เพลง .. พี่รักเจ้า



O เช้ายันค่ำจำนรรจ์ .. สัมพันธ์พร้อม
ค่อยหล่อหลอมจำนง .. รับส่งถึง
รอบอารมณ์ทุกเสี้ยวคอยเหนี่ยวดึง-
ความซาบซึ้งเชิงชู้ .. มอบสู่กัน
O คำใครหนอ .. อาวรณ์ออดอ้อนอยู่
เพรียกอารมณ์เอ็นดูอุ้มชูขวัญ
แผ่วผ่านโสตพลอดพร่ำ .. ถ้อยรำพัน-
รับรองฝันปรารถนา .. ทุกท่าที
O โอ .. รูปลักษณ์อ่อนน้อย .. หรือคอยย้ำ-
แววดื่มด่ำแนบคานัยน์ตาพี่
ทุกช่วงความคำนึง .. อันพึงมี-
ก็เพียงรูปราศี .. เต็มปรี่แล้ว
O รู้บ้างไหม .. ใจหนึ่ง .. รำพึงผ่าน-
สายใยรักอ่อนหวานให้ซ่านแผ่ว-
ไปกับสายลมอุ่นที่หนุนแนว-
หวังเพรียกแววตาเคลิ้ม .. ร่วมเติมเต็ม
O แผ่วแผ่วสายวาโย .. เมื่อโผผ่าน
ละห้อยหาทรมานก็ปานเข็ม-
คอยทิ่มแทงอารมณ์ให้ .. ขม-เค็ม
พาเลาะเล็มโศกสร้อย .. ที่คอยรอ
O โผย-ลมแผ่วผ่านริ้ว .. โลมผิวเนื้อ
พร้อมแก้มเรื่อเนตรชม้อย .. คล้ายลอยล่อ
อยู่ในห้วงคำนึง .. ใจหนึ่ง, พอ-
ได้เติมต่อละห้อยเห็นอยู่เช่นนั้น
O แต่ละภาพผ่านเคลื่อน .. ก็เหมือนว่า-
แววในตาเขินอาย .. ค่อยส่าย-สั่น
ความอ่อนหวานอ่อนไหวของใครกัน
ที่แทรกขวัญลงฝัง .. อีกครั้งคราว
O พี่-ทำให้ความหมาย .. รำบายออก
แทนถ้อยบอกผ่านรู้ .. เชิงชู้สาว
เมื่อนัยคำปลดเปลื้อง .. ฝากเรื่องราว
ทรวงย่อมผ่าวร้อนรุมดั่งสุมไฟ
O พี่-ฝากความถวิลหา .. ทุกคราครั้ง
หมายเสกสั่งใจขวัญ .. จนสั่นไหว
เพื่อรองรับปรารถนาแรงอาลัย
เก็บกักไว้แนบทรวงอย่าล่วงเลือน
O ถ้อยกระซิบกระซาบย้ำ .. แห่งค่ำนี้-
จักวาดวีความหมายลงป่ายเปื้อน-
บนดวงใจอ่อนเยาว์ .. คอยเฝ้าเตือน-
ว่าอย่าคิดจะเขยื้อนขยับพ้น
O แผ่วแผ่วสายวาโย .. ยังโผผ่าน
เมื่อหอมหวานทั้งปวง .. เริ่มร่วงหล่น-
ลงรอบล้อมอาลัย-แนบใจคน
งามก็วนเวียนรอบ .. คอยตอบคำ
O อ้อยอิ่งกับคาบยาม .. อยู่ท่ามกลาง-
ดวงวันพร่าง, รูปภพ .. การอบร่ำ-
ความอ่อนโยน, อบอุ่น .. ใครหนุนนำ-
ย่อมดื่มด่ำ .. ถ้วนในหัวใจชาย
O คืองามที่แทรกงาม .. เข้าลามโลก
ทอนเศร้าโศกทั้งปวงให้ล่วงหาย
ยอภพชาติอันประณีต .. ขึ้นกรีดกราย-
รองรับสายเยื่อใย .. จากใจนั้น
O จึง-งามที่รุมลามทั้งสามโลก
ค่อยค่อยโยกจิตใจจนไหวสั่น
คล้ายว่าบทพร้องพร่ำ .. แห่งรำพัน-
จะสอดศัพท์รับกัน .. แต่วันนี้
O เช้ายันค่ำจำนรรจ์ .. ผูกพันพร้อม
ค่อยหล่อหลอมรูปลักษณ์ แห่งศักดิ์ศรี
แฝงเร้นความแหนหวง .. ผ่านท่วงที-
การวาดวี .. ไหวช่วง .. สองดวงใจ
O จะกุมกักเก็บไว้ .. หัวใจนั้น
แล้วค่อยโยกค่อยสั่น .. ให้หวั่นไหว
จนเผยรอบเสน่หา .. แรงอาลัย
ออกขับไขผ่องแผ้ว .. ที่แววตา
O จะกุมกักผ่องแผ้ว .. ที่แววเนตร
ให้โชนเลศนัยละห้อยแต่คอยหา-
อกอุ่น, อ้อมแขนโลภ .. เพื่อโอบมา
ให้ซบหน้าแนบอยู่ .. ไม่รู้คลาย
O จะกุมกักเรียวร่างไว้กลางทรวง
อย่างแหนหวงรูปน้อย .. อาจลอยหาย
ฟังคำเถิด .. แม้นสะเทิ้นด้วยเขินอาย-
หากให้คลายร่างนี้ .. ไม่มีวัน !






Create Date : 07 ตุลาคม 2557
Last Update : 24 เมษายน 2562 19:04:36 น. 0 comments
Counter : 1428 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.