Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2557
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
20 กรกฏาคม 2557
 
All Blogs
 
O บ่วงอาวรณ์ .. O











เพลง ..ลาวสวยรวย
คุณพระช่วย



O กลิ่นดอกแก้ว .. หอมแล้วเจ้า
ปีบก็เร้ารุมกลิ่นแต่สิ้นสาง
ปีกแมงปอโบกเคลื่อนฝ่าเลือนลาง
เมื่อน้ำค้างระเหยหายกับสายลม
O จึง-มโนภาพร่างที่สร้างไว้
รูป, มาลย์, ไม้-ใจตื่น, กลิ่นรื่นฉม
บรรจบร่วมปรารถนา .. แรงอารมณ์
จน-สุดข่มขับล้างให้จางรอย
O แผ่ความหอมรุมเร้า .. ให้เช้าชื่น
แฝงลมรื่นเย็นเยียบ .. อย่างเงียบหงอย
เกสรฟุ้งฟายละอองปลิวล่องลอย-
เช่นใจ-คอยละห้อยอยู่ไม่รู้วาย
O จึง-แววตาวาบไหวอยู่ในยาม-
ค่อยเผยความอ่อนโยนออกโชนฉาย
เติมอบอุ่นลึกล้ำ .. ลงกล้ำกราย-
หัวใจชาย-ให้ถวิลแต่ดิ้นรน
O อ่อนหวาน .. อ่อนโยนมีในที่นั้น
วาบไหวสั่นตอกย้ำซ้ำซ้ำหน
โอ้ .. ว่าความอ่อนไหวของใจคน
ช่างมากล้นลึกล้ำ..เกินรำพัน
O ถวิลถึง..ก็วิตกสะทกสะท้อน
ฑิฆัมพรลิบไกล .. เฝ้าใฝ่ฝัน
หะหายกระต่ายน้อยเฝ้าคอยจันทร์
ด้วยว่ามันมิเจียมตัว .. แม้ชั่วยาม
O ที่ .. อาวรณ์อาลัยอยู่ในอก
ย่อมเวียนวกวนย่ำในคำถาม
อุปสรรคเพียงใด .. หนอใจงาม-
อาจข่มข้ามสู่ปลายที่หมายไว้
O ที่ .. อาลัยอาวรณ์สุมซ่อนอยู่
ย่อมรับรู้ขีดขั้นแห่งฝันใฝ่
แม้น-ความมี ความเป็น .. บีบเค้นใจ
ยัง-คงไหวสั่นเต้น .. อยู่เช่นเดิม
O แฝงเร้นฝากละอองฝัน .. สู่ม่านเมฆ
รุจิเรขรูปสล้างเอาสร้างเสริม
ประทิ่นมาลย์ .. ถ้วนแหล่งเอาแต่งเติม
ประจงเจิมเจตนัง .. ร่วมสั่งการ-
O เข้าเปลี่ยนฟ้าแปลงฝัน .. ของวันใหม่
บันดาลให้วัฏฏะวงแห่งสงสาร-
เข้าแตะตื่นละห้อยหวง .. บางดวงมาน-
จนค่อยซ่านซึ้งฤทธิ์ .. สุดบิดเบือน
O จง .. มโนภาพร่างที่สร้างสม
ร่วมปรารมภ์รอบชู้-แล้วรู้เคลื่อน-
คล้อยบรรจบ .. รสสุมาลย์ที่ผ่านเยือน-
เอาหวานเปื้อนปนหอม .. รอน้อมรับ
O จง .. มโนภาพร่างที่สร้างเสริม
พึงต่อเติมอาวรณ์คืนย้อนกลับ
ทุก-ปากตาแย้มยิ้มหรือพริ้มพรับ
นั้น-สำหรับ .. มอบ-หมาย .. เพื่อชายเดียว !




Create Date : 20 กรกฎาคม 2557
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 10:38:26 น. 8 comments
Counter : 1476 Pageviews.

 
ชายเดียว...

ยังไม่หายจาก อิ่มเอมใน ฉันท์ ...
ตื่นมาก็..." กลิ่นดอกแก้ว .. หอมแล้วเจ้า"
"O แผ่ความหอมรุมเร้า .. ให้เช้าชื่น
แฝงลมรื่นเย็นเยียบ .. อย่างเงียบหงอย
เกสรฟุ้งฟายละอองปลิวล่องลอย-
เช่นใจ-คอยละห้อยอยู่ไม่รู้วาย "

"O ที่ .. อาลัยอาวรณ์สุมซ่อนอยู่
ย่อมรับรู้ขีดขั้นแห่งฝันใฝ่
แม้น-ความมี ความเป็น .. บีบเค้นใจ
ยัง-คงไหวสั่นเต้น .. อยู่เช่นเดิม"


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 20 กรกฎาคม 2557 เวลา:13:02:02 น.  

 
มินตรา ..

คำฉันท์สง่างามก็จริง .. แต่หากจะเอามาเขียน "เพลงยาว" เกรงว่าสาวเจ้าจะแปลไม่ออก 55

กวีโบราณจึงเขียนแต่กลอนสำหรับใช้เป็นเพลงยาว หรือไม่ก็โคลงสี่สุภาพและนั่นสำหรับสาวชาววังที่เป็นลูกหลานขุนนางที่มีการศึกษาเท่านั้น .. ชาวบ้านที่อ่านออกเขียนได้มีแต่ที่บวชเป็นพระ เท่านั้น

มินตราคงเคยอ่านขุนช้างขุนแผนมา
และคงคุ้นเคยชื่อ "พระพันวสา" ในเรื่องดีนะ ..และเรื่องนี้ดำเนินเรื่องอยู่ในเขตสุพรรณบุรีต่อมาถึงอยุธยา

พระพันวสา นี้ คือสมเด็จพระบรมรามาธิบดีที่ 2 หรือสมเด็จพระเชษฐาธิราช จากราชวงศ์สุพรรณภูมิ เป็นพระโอรสในสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ มีพระชนนีเป็นเจ้านางในราชวงศ์สุโขทัย จากเมืองพิษณุโลกตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถเสด็จขึ้นไปบัญชาการรบกับกองทัพล้านนาของพระเจ้าติโลกราช

ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมไตรฯ ได้โปรดให้สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 พระโอรสจากมเหสีสายสุพรรณภูมิเป็นผู้ดูแลงานราชการในกรุงศรีอยุธยา และพระโอรสพระองค์นี้เองที่นักประวัติศาสตร์สัณนิษฐานว่า เป็นกวีที่แต่งโคลงยวนพ่าย (ยวน คือ โยนก คือ ล้านนา คือเชียงใหม่ภายใต้พระเจ้าติโลกราช) อันเป็นโคลงสดุดีพระบรมไตรฯ กษัตริย์อยุธยาผู้เป็นพระบิดา

โคลงทั้ง 3 คือ ยวนพ่าย .. ทวาทศมาส .. กำสรวลสมุทร (ที่ชอบเรียกกันผิดๆว่า กำสรวลศรีปราชญ์ ) มีข้อสันนิษฐานจากนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ที่น่าเชื่อถือมากกว่าข้อมูลเดิม .. ว่าน่าจะเป็นพระนิพนธ์ใน "สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3" พระโอรสองค์โตในสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ ซึ่งเป็นพี่ชายต่างมารดาของ "สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2-พระเชษฐาธิราช ที่มีพระราชมารดาเป็นเจ้าหญิงของราชวงศ์สุโขทัย" ..

พ.ณ ประมวญมารค (หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี - ท่านจันทร์) ได้เสนอข้อสันนิษฐานว่าโคลงดั้นทั้ง ๓ คือ ..
- ยวนพ่าย (แต่งประมาณ พ.ศ.2017-2025)
- กำสรวลสมุทร (แต่งประมาณ พ.ศ.2025-2030 (หรือ 34))
- ทวาทศมาส (แต่งประมาณ พ.ศ.2027-2031)

พระบรมไตรโลกนารถครองราชนานถึง 42 ปี เมื่อเสด็จสวรรคตแล้ว สมเด็จพระบรมราชธิราชที่ 3 ก็ขึ้นครองราชต่อ เข้าใจว่าตอนนั้นพระองค์เองก็ทรงชราภาพแล้วเพราะเป็นพระโอรสรุ่นโต จึงครองราชยได้เพียง 4 ปีก็สวรรคต แล้วพระบรมรามาธิบดีที่ 2 หรือพระเชษฐาธิราช หรือ พระพันวสาในขุนช้างขุนแผนนี้เอง ที่เป็นพระอนุชาต่างมารดาจึงครองราชย์ต่อ และยาวนานถึง 38 ปี

จึงเห็นได้ว่า วรรณกรรม เรื่องขุนช้างขุนแผนที่ติดหูคนไทยมากกว่า โคลงดั้นทั้งสามเรื่อง .. จึงน่าจะแต่งขึ้นในสมัยนี้เอง ที่บ้านเมืองสงบสุขยาวนาน

รุ่นปู่คือ เจ้าสามพระยา ไปตีขอมที่นครวัดแตกจนต้องไปสร้างเมืองพลวงใหม่ที่พนมเปญ แล้วกวาดต้อนปุโรหิต อำมาตย์ขอมเป็นเชลยศึกกลับมา ..

ขอมพวกนี้เป็นชนชั้นปกครองมีความรู้ตามหลักไตรเภทของพราหมณ์ จึงเป็นต้นคิดให้เจ้าในราชวงศ์อยุธยาเปลี่ยนระบบการปกครองในยุคพระบรมไตรโลกนารถเป็น จตุสดมภ์ คือ เวียง วัง คลัง นา และใช้มาจน รัชกาลที่ 5 ของกรุงเทพ

"สมมุติเทพ" จึงเริ่มต้นจากบรรดาปุโรหิตเชลยขอมที่กวาดต้อนมาจากนครวัดตั้งแต่ครั้งเจ้าสามพระยา อันสืบเนื่องจากระบบเทพหลายองค์ของพราหมณ์ ..

ขณะที่ก่อนหน้านี้เราใช้ระบอบ "พ่อปกครองลูก" ตามคติพุทธเถรวาทอันสืบเนื่องมาจากยุคสุโขทัย

รุ่นพ่อคือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ รบกับเชียงใหม่ไม่รู้แพ้รู้ชนะ ตอนหลังสงบศึก

รุ่นลูกคือ พระบรมราชาธิราชที่ 3 และพระบรมรามาธิบดีที่ 2 (พระพันวสาในขุนช้างขุนแผน) จึงมี วรรณกรรมเฟื่องฟู

ราชวงศ์สุพรรณภูมิ เป็นราชวงศ์ยุคต้นที่ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นมหาอำนาจในภูมิภาค

ราชวงศ์แรก คือ ราชวงศ์อู่ทอง หรือ ราชวงศ์ละโว้อโยธยา มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับกลุ่มขอมแห่งนครวัด

ราชวงศ์ที่สองคือ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ กษัตริย์องค์แรกคือ ขุนหลวงพะงั่ว ผู้เป็นเพื่อนกับพระเจ้าอู่ทองและยอมให้เพื่อนขึ้นครองบัลลังก์ก่อน ..

แต่พอพระเจ้าอู่ทองสวรรคต พระโอรสคือ พระราเมศวร จะขึ้นครองราชย์ต่อ คราวนี้ ขุนหลวงพะงั่ว ยอมไม่ได้ ก็ยกทัพสุพรรณเหยียบเมืองหลวงแล้วขับพระราเมศวรไปอยู่ลพบุรี ..

พอขุนหลวงพะงั่วสวรรคต เจ้าทองลันที่ยังเป็นเด็กก็ขึ้นนั่งบัลลังกต่อได้ 7 วัน พระราเมศวรก็ยกทัพจากลพบุรีเข้าอยุธยาจับเจ้าทองลันทุบด้วยท่อนจันทน์ ตามพระบิดาไปสวรรค์ ..

จบศึกครั้งแรก ราชวงศ์ละโว้อโยธยา (อู่ทอง) ก็ครองบัลลังก์ต่อ จนมาถึงรุ่นลูกของพระราเมศวรคือพระยาราม
ได้มีเจ้านครอินทร์แห่งสุพรรณบุรีเชื้อสายขุนหลวงพะงั่ว ยกทัพเข้ามายึดบัลลังก์อยุธยาอีกครั้ง ขับพระยารามไปอยู่ ปท่าคูจาม (สันนิษฐานว่าจะเป็นชัยนาท)

เจ้าสามพระยา ก็คือ โอรสของเจ้านครอินทร์องค์นี้เอง .. โดยที่พี่สองคนคือ เจ้าอ้ายพระยา กับเจ้ายี่พระยา ชนช้างแย่งบัลลังก์กันหลังเจ้านครอินทร์สวรรคต จนต่างถูกง้าวของกันและกันขาดคาคอช้าง ตายไปทั้งคู่

น้องเล็กจึงส้มหล่น ขึ้นนั่งบัลลังก์ต่อ เป็นราชวงศ์สุพรรณภูมิองค์ที่ 3 รอบที่ 2

วันนี้พูดเรื่องประวัติศาสตร์สักหน่อย ..
ผมชอบประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาช่วงต้นนี่เป็นพิเศษเพราะมันสร้างจินตนาการได้เลิศหรูอลังการงานสร้างดี 55

โคลงเรื่องยาว "ชั่วฟ้าดินดับ" ก็เอาประวัติศาสตร์ช่วงนี้มาเขียน

ธิดาสาวแสนสวยของปุโรหิตขอมแห่งนครวัดผู้ถูกกวาดต้อนมาตั้งแต่รุ่นปู่ .. กับ ทหารหนุ่มผู้ทรนงชาวอยุธยา ..

หลับตาแล้วเห็นภาพไหม มินตรา 555


โดย: สดายุ... วันที่: 20 กรกฎาคม 2557 เวลา:20:40:24 น.  

 
สวัสดีค่ะ แหะๆ หายไปนาน แอบซุ่มมาเรียนต่อค่ะ ตอนนี้อยุ่อังกฤษ คิดถึงอยู่นะคะ ^^


โดย: medkhanun IP: 94.23.252.21 วันที่: 20 กรกฎาคม 2557 เวลา:21:20:07 น.  

 
เม็ดขนุน

เพิ่งรู้นะนี่ ลางานมาเรียนสินะ
รู้สึกเหมือนตัวพี่เองจะอยู่กับระดับ ดอกเตอร์ ในอนาคตหลายสาวอยู่นะ

เก่งกันจริง .. มหาลัยอะไรอะ



โดย: สดายุ... วันที่: 21 กรกฎาคม 2557 เวลา:10:18:28 น.  

 
สดายุ..

"ทหารหนุ่มผู้ทรนงชาวอยุธยา .. " มีม้าสีหมอก และ
ดาบฟ้าฟื้น..ใช่ไหมเอ่ย.. 555


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 21 กรกฎาคม 2557 เวลา:19:18:42 น.  

 
สดายุ..

"รวมพลปฏิวัติอักษร
คนกล้าร่ายกลอนรากหญ้า
ร้อยแก้วร้อยกรองส่องมา
ทายท้าขานต่อก่อการ" ...รุ่งศิลา...

ผู้ทรนงแห่งรัตนโกสินทร์


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 22 กรกฎาคม 2557 เวลา:3:21:02 น.  

 
มินตรา ..

กลอนที่ยกมา ทั้งคำทั้งความ ไม่งาม
นี่คือลักษณะกลอนของรุ่นใหม่ๆ จะเอาความ ไม่สนใจคำ
หากคมคิดเฉียบแหลมก็ดีไป แต่หากไม่ใช่คนอ่านแล้วจำไม่ได้เลย ..

เมื่อร่วมมือต่อสู้ผู้กดขี่
ประชาชนจะมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ
ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

บทนี้เป็นของ วิสา คัญทัพ
คำไม่งาม แต่ความดี จึง"ติดหู"คนมาจนเดี๋ยวนี้
กี่ปีแล้วจาก 14 ตุลา และวิสาก็ยังเขียนอยู่เรื่อยๆเป็นกวีฝั่งเสื้อแดง

สักบท ..
O กาย้อมสีหงส์ O

O หลังร่างหล่นร่วงผล็อย, เพียงรอยเลือด-
กับความเดือดในอกแทบหมกไหม้
กลางกระสุนดินปืน, ผู้ชื่นใจ-
ย่ำเหยียบความจัญไรของใจตน
O วาบล้ม, วาบล้มกลางลมร่ำ
จากผู้ใจตกต่ำซ้ำซ้ำหน
สังขารพลุ่ง .. โมหันต์ก็บันดล-
ความเป็นคนสิ้นคิดให้ติดตา
O ปืนคำราม, ระเบิดลั่น, ชีพบรรลัย
ผู้จัญไรเถื่อนถ่อยก็ลอยหน้า-
ขึ้นยั่วเย้ย ดีดสี บทคีตา
หยัน-เมตตา .. ด้วยเลือดอันเดือดแดง
O แต่แรกเชื่อเบ็ดเสร็จว่าเพชรแท้
กลับเป็นแค่เม็ด-กรวดเที่ยวอวดแสง
กาย้อมขนดำขลับ, พร้อมปรับแปลง-
หงอนสีแดงภายนอกไว้หลอกตา
O คิดว่าหงส์จึงหลงด้วยลายย้อม
ช่างแปลงปลอมท่วงทีจนมีค่า
ดั่งแสร้งสรงมุจลินท์ .. กลางถิ่นกา
ครั้นลับตาสองหงส์ก็ลงโคลน !


โดย: สดายุ... วันที่: 22 กรกฎาคม 2557 เวลา:6:09:25 น.  

 
พี่ชายคะ
กลิ่นดอกแก้ว..หอมจริงๆค่ะ
ในยามเช้าถ้าได้จิบกาแฟไปด้วยพร้อมกลิ่นที่่โชยมาของดอกแก้ว..พี่ชายเอ๋ย..ไม่อยากลุกไปไหนเลยค่ะ..

ในยามเย็นนั่งนิ่งๆเม่อมองไปไกลๆพร้อมกับกลิ่นโชยระรื่นของดอกแก้ว..ก็ไม่อยากลุกไปไหนอีกเช่นกันค่ะ..

พี่ชายยังคงเหมือนเดิมใช่มั๊ยคะ..
ระลึกถึงพี่ชายเสมอค่ะ..


โดย: ฟาง IP: 118.172.199.33 วันที่: 26 กรกฎาคม 2557 เวลา:22:26:34 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.