Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2558
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
4 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 
O ฝากจันทร์ .. O









ลาวคำหอม .. กอไผ่
สี่แผ่นดิน


-1-
O แว่วเสียงเพ้อรำพัน ไหมจันทร์เจ้า
เสียงผ่านแล้วผ่านเล่า .. แสนเศร้าไฉน
จันทร์ช่วยทอแสงย้ำความอำไพ
เร้าอาลัยนัยคำ .. รับคร่ำครวญ
O กอปรกรองถ้อยร้อยคำ .. เฝ้านำสื่อ
รอยุดยื้อ-อกใจ .. พาไห้หวน
คืนอ่อนหวานหยอกเอิน .. พร่ำเชิญชวน-
ให้อารมณ์ทุกส่วน .. คร่ำครวญคอย
O จันทร์เอย .. จันทร์เจ้า-แต่เข้าสาง
จำจืดจางบริบท .. จนถดถอย
ฝั่งฟ้านี้พันแสงจะแจ้ง .. รอย
เจ้าจงคล้อยเคลื่อนยังอีกฝั่งฟ้า
O เพื่อทอดแสงอ่อนละมุนลงอุ่นนวล
เพรียกคร่ำครวญเฝ้าคอยละห้อยหา-
บีบหัวใจไหวสั่น .. เข้าบัญชา
กล่อมนิทรารูปคะนึง .. ซาบซึ้งทรวง
O รอบละมุน .. อุ่นล้ำแห่งค่ำหนาว
จักเลื่อนแล่นฝ่าหาว .. ล่มหนาวล่วง
พร-ทิพแถนพรมพรำ .. เช่นคำบวง-
กล่อมขวัญดวงสุดาพี่ .. ในที่นอน
O ความอ่อนไหวอ่อนหวาน .. พึงผ่านสู่
ตอบรับรู้พร่ำพลอด .. ความออดอ้อน
เพื่อรายล้อมใจเจ้า .. ด้วยเว้าวอน
จนสุดถอนถอดใจ .. จากใครนี้
O กุสุมารสประทิ่น .. โอนกลิ่นหอม
เพื่อภู่ดอมด่ำกลิ่น .. แล้วบินปรี่-
อบร่ำหอม, ปรารถนาหวานมาลี
ทรวงหนึ่งที่ .. ตฤปหวานย่อมปานกัน
O รวยรินรสหวานหอมให้น้อมรับ
สืบความหมายทอดทับ .. ผู้หลับ-ฝัน
หนาวไหนแทรก .. หวานหอมจึงล้อมทัน
ด้วยอุ่นอ้อมแขนขวัญ .. อย่าหวั่นเลย
O ขวัญเจ้าเอย .. จงสนิท .. ในนิทรา
เสน่หาอาลัย .. ที่ใคร่เผย-
พึงส่งผ่านดวงจิต .. ให้ชิดเชย-
เหมือนที่เคยส่งผ่านมานานวัน
O ใจดวงนี้ย่อมละห้อย .. เฝ้าคอยรับ-
นัยตอบกลับทั้งปวงจากทรวงขวัญ
ความหมายห้วงจิตแพง .. จงแบ่งปัน-
ฝ่าแสงจันทร์ในดิถี .. ให้พี่ชม
O แม้นว่าใคร .. ทิวาวารเผยผ่าน-ต้อง
ยังยากพร้องความสู่ให้รู้สม
ถึงราตรี .. ปรารถนาในอารมณ์-
จักห้อมห่มรูปเอย .. ให้เผยความ
O และแม้นว่า .. ทิวาวาร .. อันหวานหอม-
คงขับกล่อมจินตภาพ .. คอยวาบหวาม
ถึงค่ำคืน .. อาลัยเมื่อไหลลาม-
ในช่วงยามดึก-นั้น .. กีดกั้นฤๅ ?
O ฟังเถิดหนา .. รูปละม่อมในอ้อมกอด
จักอ้อนออดความสู่ .. ให้รู้, หรือ-
จักให้แก้มถูกตระกอง .. ด้วยสองมือ
จากนั้นคือ .. จบทราบรสซาบทรวง
O จันทร์เอย .. ที่ใฝ่เฝ้าก็เท่านี้
หวังร้อยร่วมด้วยฤดี .. ราศีสรวง
ร่วมเถิดจันทร์ .. ผ่านคำที่บำบวง-
อวยฤทธิ์หน่วงใจนั้น แนบฉันทา
O จันทร์เอย .. รอบอาลัย-ที่ได้เห็น
ด้วยสุดเร้นแฝงซ่อน-ความวอนว่า
สายใยเอย .. ม้วน-วน .. ด้วยมนตรา-
จักฝืนฝ่า ผ่านพ้น .. เหมือน-จนใจ

-2-
O ค่ำนี้ลมเหน็บหนาว .. ยังหนาวอยู่
ผ่านพุ่มพฤกษ์เอนลู่ .. เสียงวู่ไหว
ราวว่าหนาวแผ่ปก .. ห้วงอกใคร
แทรกอาลัยจุนเจือจนเหลือกัน
O ใช่ไหมว่า .. อีกช่วงความห่วงหา
ยังแจ่มจ้าดำรงอย่างคงมั่น
ใช่ไหมว่า .. สองวิถีแห่งชีวัน
สุดกีดกั้นขัดขวาง .. ด้วยทางไกล
O อีกช่วงยามห่วงหา .. กลางฟ้าหม่น
ที่ห้วงจิตดิ้นรน .. เฝ้าวนไหว
หวังห้อมห่มอุ่นเอื้อ .. แห่งเยื่อใย
คืนความอุ่นอบไว้ .. ห่มใจคน
O ทุกช่วงยามตราตรึง .. คำนึงอยู่
ล้วนรอบชู้ชี้สั่ง .. ทุกครั้งหน
หมายสื่อความถ้อยนัยโอบไล้ปรน-
เปรอ-จิตอลเวงไหว .. ด้วยนัยชู้
O อ้อยอิ่งกลางหวานหอมที่ล้อมกั้น-
สานเยื่อใยผูกพันธ์ .. ถึงกันอยู่
ดาษดาวพร่างแสงพร้อย .. เดือนลอย ดู-
เหมือนรับรู้แรงคะนึง .. ส่งถึงกัน
O มีความหมายสุมซ้อน .. ออดอ้อนอยู่
ให้นัยชู้รายล้อม .. โอบกล่อมขวัญ-
ว่า-ถ้วนปวงความคำ .. ยก-รำพัน
แว่วอยู่นั้นฤๅถึง .. แม้-ครึ่งใจ
O ที่ห่างหายห่างเห็น .. หลีกเร้นหน้า
ฤๅสิ้นแล้วคุณค่า .. เคยอาศัย
จึงห่างเหินเมินข้ามต่อความนัย
ที่ร่ำไรพร่ำพร้องทำนองเดิม
O ดูเถิดบุหลันช่วง .. กลางสรวงฟ้า
พร้อมพรรณนาความพลอด .. คอยสอดเสริม
กลางห้วงกาฬคืนแรม .. ขอแต้มเติม-
อาวรณ์เพิ่มพูนถวิล .. ในถิ่นทรวง
O เยี่ยงไรคือ .. ปรารถนาและอาลัย
แม้แทรกนัยสอดซุกไปทุกช่วง
ฤๅเทียบกึ่งจินตภาพ .. ที่ทาบทวง-
รูปนามล่วงจำหลัก ขวางมรรคา
O เพียงจะเผาผลาญอก .. ให้ตกอยู่-
ด้วยแรงชู้ .. รอบสวาดิที่ปรารถนา
กุมกักจิตวิญญาณ .. ในมารยา
จนเกินฝ่าฝืนพ้น .. ด้วยตนเอง
O จันทร์เอย .. จันทร์เจ้า
งามไหนเล่า .. ที่ประดุจจะรุดเร่ง
เข้าล่มจันทร์แสงปลั่ง .. กลางวังเวง
ครองทุกเพ่งพิศยล กลางหม่นมัว
O ค่ำนี้ลมเหน็บหนาว .. ยังหนาวอยู่
พร้อม-แรงชู้, รูปนาม .. คอยตามยั่ว
แรงลมหนาวห่มขวัญ .. อกสั่นรัว
กับเพียงชั่ว .. นามรูป .. ยิ้ม-วูบนั้น !





Create Date : 04 กรกฎาคม 2558
Last Update : 24 มีนาคม 2562 10:00:57 น. 0 comments
Counter : 1562 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !









New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.