Group Blog
 
<<
เมษายน 2557
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
29 เมษายน 2557
 
All Blogs
 
O บ่วงปฏิพัทธ์ .. O







เพลง .. บังใบ



O ย่อมหวังเพียงหวานซึ้ง .. ใจหนึ่งนั้น-
ต้องรำพันความถ้อย .. แล้วคอยท่า-
รอโอบกล่อมดวงขวัญด้วยพรรณนา
ต่อคุณค่าหวานหอมรายล้อมใจ
O เพื่อบอกว่าอาวรณ์ที่ซ่อนเร้น-
นั้น-บีบเค้น .. ออดอ้อนเกินผ่อนไหว
เพื่อเผยความบอกว่า .. เดียงสาใคร-
นั้น-เติบใหญ่รับรู้ .. เชิงชู้แล้ว
O เมื่อสิ้นแรงกดข่ม .. อารมณ์ชู้
หัวใจผู้แฝงเร้น .. ย่อมเต้นแผ่ว
เหลือเพียงเผยเลศนัย .. คอยให้แวว-
ตาผ่องแผ้วคู่นั้น .. รำพันความ
O ลำดับภาพเปื้อนป่ายในสายตา
ย่อมเลือนค่าสร้อยโศกแห่งโลกสาม
เหลือเพียงการโลมลูบด้วยรูปนาม-
แสนงดงามขับไขอยู่ในแวว
O ถ้วนเลศนัยเว้าวอนแสนอ่อนโยน-
ย่อมถ่ายโอนความล่วงจากทรวงแก้ว
สองดาวช่วงดวงซึ้ง .. ย่อมตรึงแนว-
ความผ่องแผ้วผาดผาย .. สู่สายตา
O หรือที่บางห้วงอกสะทกสะท้อน-
จากพากย์ตอนย้ำเตือนจนเหมือนว่า-
ความในอกทั้งนั้น .. ดั่งพรรณนา
รู้ทีท่าเร้นแฝง .. ว่าแสร้งทำ
O ดูเอาเถิด .. แววระยับให้นับเนื่อง-
ดั่งดาวเรื้องแสงฉายรำบายค่ำ
เต้นผกายตอบตื่น .. ล้อคลื่นคำ-
หยอกเย้าสัมผัสค่า .. แรงอาลัย
O โอ หนอความเรื่อเรื้องที่เบื้องหน้า-
กลับเหมือนว่าแอบซ่อนความอ่อนไหว
มีแววสั่นแกว่งตัวของหัวใจ
พาดแววผ่านเอาไว้ .. ที่นัยน์ตา
O อาจมีความขัดเขิน .. หยอกเอินอยู่-
เพื่อหัวใจรับรู้ .. ได้รู้ว่า-
ทุกช่วงตอนอ่อนหวานที่ผ่านมา-
เกิดจากอาวรณ์ชู้ .. ที่อยู่รอ
O หากยังคงขัดเขิน .. จนเกินเอ่ย-
ความพร่ำเผยรับรอง, จำต้องขอ-
ให้เสียงอาลัยสั่ง .. นั้น-ดังพอ-
ยั่วหยอกล้อท่วงทีแห่งลีลา
O หรือสับสนเกินคิด .. ว่าจิตใจ-
นั้น-มีนัยแฝงรอย .. อยู่คอยท่า
จากคุ้นเคยผูกพัน .. เป็นขั้นมา
จนแปรค่าเปลี่ยนความ .. เกินห้ามใจ
O ลำดับภาพปัดป่ายในสายตา
จึงสอดแทรกรมยา .. ให้อาศัย
แววอ่อนหวานโชนคุ ราวพลุไฟ-
ขับเคลื่อนความสดใสขึ้นในฟ้า
O โอ งามจึงงดงามเกินห้ามอยู่
ด้วยรอบชู้ปูทางให้ย่างฝ่า-
ความรู้สึกแปลกใหม่ .. ที่ใครพา-
เข้า .. ขวางหน้าสำหรับให้รับรอง
O คร่ำครวญอยู่เพียงไหนหนอใจนั่น
หรือ-หวาดหวั่นรสหวานมาผ่านต้อง
แทรกผ่านใจยั่วเย้า .. แล้วเข้าครอง-
ความผุดผ่องพร่างแพร้ว .. ทั่วแววตา
O เอ็นดูการบ่ายเบี่ยงคอยเลี่ยงหลบ
เพื่อหวังกลบเกลื่อนรอย .. ละห้อยหา
หวังเห็น .. ความเขินอายในสายตา-
แวววุ่นว้าแฝงเร้น .. เมื่อเต้นรัว
O เยี่ยงนั้นย่อมสมดัง .. ที่ตั้งใจ
ที่ความนัยเผยออกเข้าหยอกยั่ว-
เพื่อลบเลือนสับสน, ให้หม่นมัว-
ได้เคลื่อนตัวหลีกยาม .. เผยความจริง
O ว่าบางความอ่อนไหว .. ของใครนั้น-
จากรำพันร้อยรัด แจ่มชัดยิ่ง
เพื่อรอใจออดอ้อน .. ลงผ่อนพิง
อยู่แอบอิงอาลัย .. ดังใฝ่ปอง
O ว่าบางความอ่อนโยนที่โชนช่วง-
แววแหนหวง - ย่อมระยับให้จับจ้อง
เผยเดียงสาเรรวน .. ที่ชวนมอง-
ให้รับรอง .. รับรู้ .. ช่วยดูแล
O มุ่งหวังเพียงคำนึง .. ใครหนึ่งนั้น-
จักผูกพันแน่นอยู่ .. เกินรู้แก้
ในทุกกาลผ่านเวียน, ไม่เปลี่ยนแปร
คงแน่วแน่สวาดิชู้ .. ต่อ-ผู้เดียว !





Create Date : 29 เมษายน 2557
Last Update : 7 เมษายน 2562 20:19:41 น. 13 comments
Counter : 1896 Pageviews.

 
ดายุ..

ทราบไหมว่า เพลงบังใบนั้น ท่านนำบทขับร้อง มาจากบทพระราชนิพนธ์เรื่อง วิวาห์พระสมุทรซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
"ได้ยินคำสำเนียงเสียงเสนาะ
แสนไพเราะรสรักเป็นหนักหนา
เหมือนยินเสียงหงส์ทองที่ฟ่องฟ้า
กล่อมสุนทรวอนว่าน่ายินดี
ถึงแม้ว่าจะสนิทนิทรา
ก็ผวาเมื่อสดับศัพท์เสียงพี่
ถึงดิฉันร้อนรุมกลุ้มฤดี
เสียงเหมือนทิพย์วารีมาประพรม
แต่โอ้ว่าอนิจจาได้กินหวาน
มิช้านานต้องกลืนทั้งขื่นขม
พอพี่ไปใจน้องต้องระทม
ยิ่งมาชมก็ยิ่งช้ำระกำใจฯ"



โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.5.126 วันที่: 30 เมษายน 2557 เวลา:4:43:10 น.  

 
มินตรา ..

ไม่ทราบขอรับ ..
ทราบอย่างเดียวว่างานกวีของ ร.6 ไม่ค่อยถูกจริตผมสักเท่าไร ..

ไม่ว่าจะฉันท์
ไม่ว่าจะกลอน
ไม่ว่าจะโคลง

แต่เพลงนี้ บังใบ มีเมโลดี้ -ไม่แน่ใจว่าเขาใช้คำนี้ไหม ?
คือทำนองเสียงสูงต่ำไพเราะมาก .. มีความชัดเจนที่ฟังครั้งเดียวก็จำได้เลย

เพลงรุ่นใหม่จำนวนมาก เหมือนภาษาพูดคือไม่มีทำนองฟังแล้วจำทำนองไม่ได้ เสียงเสมอกันหมด .. แค่เอาเสียงกลองมาให้จังหวะคำร้องเท่านั้น .. นักแต่งเพลงรุ่นใหม่เหมือนจะออกแนวนี้เป็นส่วนใหญ่

เสียงจัตวา ทำให้ร้อยกรองไพเราะหากเอามาทำเพลง
ส่วนการใช้"คำตาย"ถือเป็นข้ออ่อนด้อยในการประพันธ์เพลงของผู้แต่งคนนั้นๆ




โดย: สดายุ... วันที่: 30 เมษายน 2557 เวลา:5:55:12 น.  

 
ดายุคะ..

พวกที่เล่นดนตรีไทยน่ะ จะรู้จัก"เพลงตับ"คือ เล่นสองสามเพลงที่นำมาต่อต่อกัน จนเป็นตับ..

ศิลป วัฒนธรรมไทย ที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาน่ะ...นำมาเล่นใหม่..

รุ่นร.๖ น่ะท่านนำ วรรณกรรมทางตะวันตก เข้ามาสู่ประเทศจึงมีการประสมประสานของสองวัฒนธรรม ที่กลมกลืนบ้าง ทะแม่งทะแม่งบ้าง..
ดายุเลยไม่ชอบไงคะ

ตับวิวาห์พระสมุทร ก็จะมีสามเพลง มาเล่นต่อกันเป็นหนึ่งตับมีเพลง
คลื่นกระทบฝั่ง-บังใบ-แขกสาหร่าย
มินตราสีซอ พอให้ควายฟังได้ (คุณครูว่า ) ก็เลยจำแต่โน๊ตเพลง
ส่วนเนื้อเพลง จำได้แต่ตรงที่ชอบชอบน่ะ..เช่น

"ถึงกลางวันสุริยันแจ่มประจักษ์ ไม่เห็นหน้านงลักษณ์ยิ่งมืดใหญ่
ถึงราตรีมีจันทร์อันอำไพ ไม่เห็นโฉมประโลมใจยิ่งมืดมน..." (ใช้เพลง คลื่นกระทบฝั่ง)

"ได้ยินคำสำเนียงเสียงเสนาะ แสนไพเราะรสรักเป็นหนักหนา
เหมือนยินเสียงหงส์ทองที่ฟ่องฟ้า กล่อมสุนทรวอนว่าน่ายินดี.."(ใช้เพลงบังใบ)
"ถ้าแม้นพี่เลือกได้ดังใจพี่ จะไปพ้นที่นี้นั้นหาไม่
จะยืนชมขวัญตาผู้ยาใจ กว่าจะได้สวมกอดแม่ยอดรัก.."
(ใช้เพลง แขกสาหร่าย)

ที่ยกมาทั้งเนื้อเพลงได้ก็ต้องขอบคุณผู้ผลิต อินเตอร์เนตที่ทำUltrabook
พลิกไปหาข้อมูลได้ง่าย
แอปเปิ้ลที่โดนกัดแล้ว ดีตรงนี้เองแหละ แม้นราคาจะสูงไปหน่อย..555





โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 วันที่: 30 เมษายน 2557 เวลา:11:51:20 น.  

 
มินตรา ..

Dieser König ist das Herz einer Frau. Und ungeeignet, ein Elternteil zu sein.

นายชิต เขียนสามัคคีเภทคำฉันท์ ได้ยอดเยี่ยมจนบดบังรัศมีเจ้านายเสียสิ้น

ยกกลอนมา 3 บท .. ขอแปลงหน่อย
55

แม้นยามวันลอยดวงบนสรวงนั่น
เมื่อไร้ขวัญ .. ฟ้าบนยิ่งหม่นหมอง
แม้นราตรีจันทร์เปลื้องแสงเรืองรอง
เมื่อไร้พักตร์ผุดผ่อง .. ยิ่งหมองตรม

แว่วสังคีตสูงต่ำไล่สำเนียง
ไพเราะเสียงแว่วปลุก ก็สุขสม
เซาะลงแทรกจินตนาเพรียกปรารมภ์-
ลงห้อมห่มละห้อยเห็นอยู่เช่นนั้น

ถ้าแม้นพี่เลือกได้ดั่งใจนึก
ความจักอึกทึกให้อกไหวสั่น
อ้อมแขนโลภจบจวน .. เนื้อนวลพรรณ
เพื่ออุ่นขวัญโอบกายไม่คลายเลย


โดย: สดายุ... วันที่: 30 เมษายน 2557 เวลา:22:21:01 น.  

 
สดายุ ..

มินตราเคยเรียนสามัคคีเภทคำฉันท์ (จนโปรดฉันท์มาจนบัดนี้) ยังจำประโยคง่ายง่ายที่ทำให้เกิดความแตกสามัคคีจน เกิดศึก ได้นะ..ว่า..


๏ จะถูกผิดกระไรอยู่ มนุษผู้กระทำนา
และคู่โคก จูงมา ประเทียบไถมิใช่หรือ

แล้ว"พักตร์ผุดผ่อง" น่ะ ของใครล่ะ 555


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 วันที่: 30 เมษายน 2557 เวลา:22:24:25 น.  

 


Ach so !=Aha! 555


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 30 เมษายน 2557 เวลา:22:33:18 น.  

 

มินตรา

พักตร์ผุดผ่องก็ของสาวน้อยชอบถ่ายรูปน่ะสิ
อารมณ์หญิงสาวที่แปรปรวนยากคาดคะเน .. เหมือนทะเลกลางคลื่นลม ..

เป็นสัตว์โลกประเภทเดียวจริงๆที่ความสวยงามไปอยู่กับเพศหญิง ..

และบางส่วนก็รวมทั้งมันสมองที่ดีด้วย ..
ที่สมควรได้ขยายเผ่าพันธุ์ต่อไป เพื่อพัฒนาการแห่งมนุษยชาติ .. 55


โดย: สดายุ... วันที่: 1 พฤษภาคม 2557 เวลา:7:00:27 น.  

 
สดายุ..

"สุดหัวใจ"ที่อยู่ขั้วโลกใต้นี่ นอกจากจะมี พักตร์ผุดผ่อง แล้ว..ยังมีมันสมองที่ดี ด้วยนะ..

การนับ"มันสมองที่ดี"นั้น..ในเมืองไทยอาจจะนับว่า นักศึกษาแพทย์ ยอดเยี่ยมที่สุด..
แต่ในเยอรมันนั้น..จะนับหลายสาขา ส่วนใหญ่จะนับพวก "นักประดิษฐ์คิดค้น"
มิว่าจะเป็นการคิดประดิษฐ์ ด้านวัตถุ
หรือ ด้านวัฒนธรรมความเป็นอยู่
หรือด้านสังคม ปรัชญา..(ด้านการเมือง)
หรือ ด้านภาษาซึ่งรวมทั้งภาษาเขียน ภาษาดนตรีภาษาคณิตศาสตร์..และภาษาที่ไม่เขียน (สัญลักษณ์ต่างต่าง)



โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.5.126 วันที่: 1 พฤษภาคม 2557 เวลา:10:03:45 น.  

 
มินตรา ..

การเลือกเรียนในเมืองไทยมีแค่ 2 ปัจจัย
1. เงินที่จะมี
2. เกียรติที่จะได้

ในสังคมด้อยพัฒนา หมอมีไม่เพียงพอ และจำนวนประชากรมากเกินจะแจกจ่ายคุณภาพชีวิตที่ดีให้ได้ทั่วถึง ..

เมื่อเรียนหมอแล้วจบออกมามีงานทำแน่นอน อาชีพนี้จึงมีการแย่งชิง .. ทีเรียนหมอจึงต้องสู้กันด้วยอันดับที่ของการสอบ .. หัวดีขนาดติดหมอแต่ไม่เอา หันมาเอาทางยศศักดิ์เข้า จปร ก็มี เช่น พล.อ.สุจินดา หัวขบวน รสช. นั่นไง

หมอทำเงินหลังงานประจำได้ด้วย ..
หมอจึงเป็นที่ใฝ่ฝันของเด็กหัวดี ที่อาจมีทั้งชอบและไม่ชอบอาชีพนี้แต่พ่อแม่ชอบ (แบบนี้ฝรั่งเยอรมันคงไม่มี 55) แต่เรียนได้

สังคมที่คนหัวดีไปเป็นหมอผ่านมา 60 กว่าปี .. (นับเอาตั้งแต่ ร.8 สวรรคตแล้วกัน เป็นจุดเริ่มของความพัฒนาหรือด้อยพัฒนา ) มาจนบัดนี้ ไทยเรายังมาได้แค่นี้เอง

หากเป็นบุรุษสักคน พระพุทธองค์จะเรียก โมฆะบุรุษ แปลว่าบุรุษผู้เสียเวลาเปล่า ยืนหายใจไปวันๆ .. เมื่อเป็นสังคมหรือระบบปกครอง ก็ใช้คำนี้ไปแทนบุรุษ หลังคำว่าโมฆะ .. เป็น โมฆะมณฑล โมฆะประเทศ โมฆะรัฐ

สุภะภาษะเอื้ออวย .. ทะนุช่วย-ก็รอชม
มุสะโมหะคารม .. ก็ระดมประดังแดน
กระแดะภาษะโวหาร .. ประจุฐานะทดแทน
พิเราะความละลามแสน- .. ยะจะแม้นจะคลุมเมือง
สัจะธรรมระยำยับ .. ตละศัพท์ ก็ ขุ่นเคือง
พฤติแสร้ง สิ แดงเหลือง .. พฤติเชื่อง ก็ เลื่องลือ


โดย: สดายุ... วันที่: 1 พฤษภาคม 2557 เวลา:15:30:02 น.  

 
แน่ะ..สดายุ..

เลยมาฉันท์ ใส่ ฉัน เลย ..เก่งค่ะ..

แหม..ได้ขนาดหมอตุลย์ หมอ เหรียญทอง แล้วจะเอายังไงอีก..
อย่ามาทำเป็นกบเลือกนายหน่อยเลย..!


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 วันที่: 1 พฤษภาคม 2557 เวลา:16:18:31 น.  

 
มินตรา

พอดีมีคนเอา รุไบยาต มาลงใน fb ในท่วงทำนองฉันท์จังหวะเดียว คือ หน้าหลังเหมือนกันมาลง ก็ลองเขียนดู ..

หมอที่สนใจการเมือง และพยายามมี issue ทางการเมืองมักลงลึกในหลักการไม่ได้ เชานเดียวกับ ทหาร วิศวกร ที่ขาดหลักคิดเชิงรัฐศาสตร์อย่างเป็นระบบ จึงมักใช้ "สามัญสำนึก" แสดงความเห็นออกไป

และเนื่องจากว่าสังคมไทยค่อนข้างเห่อคนดัง บ้าคนเด่น เมื่อเลือกข้างแล้ว จะพูดจาหมูหมากาไก่อย่างไรก็ต้องเชียร์ไว้ก่อน ..

หมอตุลย์ จึงเป็นเพียงที่ว่างหรืออากาศธาตุสำหรับผม 55

หากแกพูดเรื่องทางแพทย์ผมอาจพอรับฟังอยู่บ้าง แต่พออ้าปากเรื่องการเมือง .. มันก็เหมือนหมาเห่าใบตองแห้ง ใครจะเชื่อจะชอบตามแห่ตามโหนก็ทำกันไป ก็เรื่องของคนนั้น

ปรากฎการณ์ตาสว่างก็คือ enlightenment อย่างหนึ่งนะสำหรับผู้มีจริตไปในทาง พุทธิจริต .. เรานับเอาปัญญาในการมองโลกสภาพเป็นตัวตัดสินคุณภาพของคน


โดย: สดายุ... วันที่: 1 พฤษภาคม 2557 เวลา:17:06:50 น.  

 
สดายุ..

รู้จักซิคะโอมาร์ คัยยัม นี่ :

"ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตัว
ขำอุราน่าหัว เต้นยั่วอย่างฝัน
ดอกเอ๋ยดอกเจ้า ดอกทานตะวัน
ละครคนละคนขัน ประชันกันสนุกเอย"
(แปลโดย กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ : พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2474)

Omar Khayyám (1048–1131), กวี poet, นักคณิตศาสตร์ mathematician นักดาราศาสตร์ astronomer
ชาวเปอร์เซีย

ยังเคยอ่านภาคภาษาอังกฤษด้วย..

"A Flask of Wine, a Book of Verse - and Thou"

(FitzGerald 1809 – 1883)
คนเยอรมันที่มีการศึกษาก็จะให้ของขวัญกันด้วย ไวน์แดงหนึ่งขวด (แก้ไขมันอุดตันในเส้นเลือด)หนังสือดีดีหนึ่งเล่ม..กันเสมอ(ส่วน"เธอ" thou นั้น..มีเก็บกันในกรุ ที่บ้าน 555)




โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.5.126 วันที่: 1 พฤษภาคม 2557 เวลา:20:01:37 น.  

 
เอ๊ะ!
นี่เราพูด ถึง รุไบยาตของโอมาร์ คัยยัม ใช่ไหมเอ่ย..
เดี๋ยวนี้ เวลาพูดกับ"คนไทยรุ่นใหม่" ต้อง ย้ำความเข้าใจว่าตรงกันไหม เสมอ..555


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 1 พฤษภาคม 2557 เวลา:20:07:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !









New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.