Group Blog
 
<<
เมษายน 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
8 เมษายน 2555
 
All Blogs
 
O เมื่อ .. ดาวลอยดวง .. O









เพลง .. ลาวเด็ดดวงดอกไม้
อัศวลีลา



-1-
O ทั้งหลับคล้ายกลับตื่น
พร้อมโอดอื้นในอกราวผกเผย
ลมลูบไม้ดาวดวง .. นั้นล่วงเลย
ด้วยเมฆเกยกอดฟ้า .. คลุมราตรี
O ฝันล่องลอยย้อนสู่-
สิ่งรับรู้บรรดา, ใบหน้าที่-
รอชื่นชม .. หวั่นไหวอยู่ในที
กับไมตรีรับมอบคืนตอบมา
O เงียบงัน .. ในค่ำดึก
กลับอึกทึกเหมือน .. ไม่เลือน-พร่า
และเหมือนร่วมสืบสั่งทุกครั้งครา-
ทั้งหลับตา .. ด้วยยิ้มอันพิมพ์ใจ-
O – ของแก้มอิ่มใสแห่งวัยเยาว์
ที่รุมเร้าอารมณ์เกินข่มไหว
ฟองคลื่น แดดระยิบเห็นลิบไกล
แทรกผ่านใฝ่ฝันห่ม .. สายลมพรู
O เงียบงาม .. ครั้งยามเห็น
นั่น-คลื่นล้อลมเล่นฟองเต้นอยู่
และเช่นรูปพักตร์เรียว .. เมื่อเหลียวดู
ฟองคลื่น-ตา-เต้นอยู่.. ฤๅรู้เลือน


-2-
O ดาวดับดวงในห้วงฝัน-
เหลืองจวงจันทร์ กลางฟ้าก็ล้าเลื่อน
ทางเที่ยวมุ่งสู่ปลายที่หมายเยือน
ช่างไม่เหมือนรูปเงา .. ครั้งเยาว์วัย
O ทอนเถิดความใฝ่ฝัน-
ด้วยว่ามัน-ยากเย็นจะเป็นได้
เมื่อเหตุเพิกพังพ่ายจากภายใน
นั่น-ด้วยใจซาบซับ .. ลำดับรู้
O ในฝันรวนเร -
ลมทะเลเห่คลื่น .. ครั่นครื้นอยู่
เรียวยอดต้นมะพร้าว .. ทอดยาว .. ดู-
ตามล้อลมไหววู่ .. ใบลู่เรียง
O เรียวใบระริกรับ
กลางนิ่งนึกย้อนกลับ .. ราวสรรพเสียง-
ผ่านห้วงยามวัยเยาว์ - ตัวเราเพียง-
คอยเคลื่อนเดียงสาตนอยู่บนวัน
O เมื่อโลกหมุน
ใจคนวุ่นวายคว้างตามทางฝัน
พบ, คบหา, จำพรากไปจากกัน
เขา, เธอ, ฉันสิ้นศัพท์ให้รับรู้
O ฟองคลื่นที่ท้ายเรือ
ล้อแดดเรื่อระยับตาเพื่อพาสู่-
จุดมุ่งหมายปลายทาง .. ทอดวาง .. ปู
ให้รับรู้ .. ก้าวล่วงด้วยดวงใจ
O ลาแล้ว-
แดดวับแวว .. ทรายขาว .. เนตรวาวใส
กาลจะพาเลยลับ .. หรือกลับไป
ก็แต่ใจไขว่คว้าเบื้องหน้าโน้น


-3-
O วัยเยาว์ .. ที่เยาว์นัก
เรียนรู้ .. ถึงความรักเมื่อหักโค่น
จิตวิญญาณทุกดวงเคยช่วงโชน-
ก็ห้อยโหนทุกข์โศกให้โบกเย้ย
O ไหนเล่าเด็กชายคนก่อน
เดินเล่นนอนปากคำเฝ้าพร่ำเอ่ย
ฤๅหายกับฟ้าคราม .. ลมรำเพย
เหลือชายผู้เหยียดเย้ยโชคชะตา
O คืนแรมมืดหม่น-
ยังวกวนหลงทาง .. อยู่ข้างหน้า
ตามเอื้อมเด็ดดาวดวงที่ลวงตา
ในฝันพร่ารางเลือนอันเลื่อนลอย
O คลื่นทะเลแห่งวัยเยาว์
ฟองยังคงเต้นเร่า .. อย่างเศร้าสร้อย
แผ่นน้ำพลิกผิวรับ .. แสงวับ .. พลอย-
ยอแสงพร้อยพร่างแพร้วสู่แววตา
O พันแสงที่บนสรวง
ราศีดวงแรกแย้มเมื่อแจ่มจ้า
ย่อมแต่งแต้มอาลัยลงนัยน์ตา
เพียงเพื่อว่าสมสร้างบนทางจร
O กรุงเทพเมืองฟ้า
ตื่นรับกับนัยน์ตา .. เกินกว่าซ่อน
ภาพฝันอันแทรกซุกไปทุกตอน
ค่อยสุมซ้อนทอทาบด้วยภาพจริง
O จึงดอกไม้ที่ในฝัน
ก็ฉับพลันเบ่งบานบนก้าน .. กิ่ง
ต้องแดดร้อนลมโอบ .. ค่อยซบอิง
ลงผ่อนพิงตัวตนอยู่บนวัน
O ดาวรุ่งยังรุ่งเรื้อง
จันทร์ยังเปลื้องแสงทาบทอภาพฝัน
ด้วยใจที่ทราบรู้ .. ย่อมรู้ทัน
เธอและฉันเปลี่ยนแล้ว .. ที่แววตา
O วัยเยาว์ที่เยาว์นัก
ค่อยโค่นหัก .. พังลงที่ตรงหน้า
รูปฝันที่บิดเบือนค่อยเลือน .. ลา
พร้อมคุณค่าล้าเลื่อนไม่เหมือนเดิม


-4-
O นั้นคือเธอ ..
ราว .. พบเจอจากบุญช่วยหนุนเสริม
เปลื้องความหมายแอบแฝงเข้าแต่งเติม
ให้เคลิบเคลิ้มภาพฝันแห่งวันนี้
O ไขว่คว้าดาวดวง .. กลางสรวงโน่น
อันวามแสงช่วงโชน .. อยู่โพ้นที่
เพียงภาพฝันสมสั่งที่ยังมี-
คอยช่วงชี้เร่งระรัวในหัวใจ
O ดอกไม้เบ่งบาน
กลิ่นหอมล้วนหอมซ่านทุกผ่านใกล้
ตลอดสองข้างทางก้าวย่างไป
ค่อยกร่อนสิ้นฝันใฝ่ .. แห่งวัยเยาว์
O คือ .. ดาวที่ลอยดวง
ยังโชนช่วงแสงให้ .. คอยใฝ่เฝ้า
เพื่อเสพซับโลมลูบด้วยรูปเงา
แล้วแนบเนาแทนฝัน .. ที่อันตรธาน
O บางครั้งที่วับวาวแห่งดาวฟ้า
ตอบแววตา, ใจหนึ่ง .. จนซึ้งซ่าน
กระพริบแสงส่ง-รับ .. อยู่นับนาน
หยาดหอมหวานทุกหยดเป็นหยดเดียว
O บ่อยครั้งที่วับวาวแห่งดาวฟ้า
เปลื้องแสงอวดแจ่มจ้าให้ตาเหลียว
ขณะเบื้องรอบกาย .. ความดายเดียว
ก็หน่วงเหนี่ยวคลุมครองทุกห้องใจ
O เพียงฝันพร่างพร้อยที่ลอย .. ล่อ
ให้แอบออ .. จำนง .. เฝ้าหลงใหล
ดาวอันช่วงแสงกระพริบอยู่ลิบไกล
เพียงภาพให้เบิกบาน .. พอผ่านวัน


-5-
O จิตวิญญาณอันหวานหอม
ก็รายล้อมเสพทราบ .. ด้วยภาพฝัน
ปีกผีเสื้อหลากสี .. มาลีพรรณ-
ก็ฉับพลันขับขจ่างขึ้นกลางใจ
O ค่อยค่อยไหวระริก
ธารน้ำพลิกพลิ้วผืนเป็นคลื่นไหล
ม่านหมอกเช้าหม่นมัวอยู่ทั่วไป
เมื่อแรงไหวหวั่นระรัว .. มีทั่วตน
O หอมโกสุมภุมรินนั้นบินว่อน
ตฤปเกสรหวานชุ่มทุกขุมขน
สาปหมอกหม่นสีมาลย์โรยผ่านปน
พารื่นล้นแห่งเช้าแนบเนาทรวง
O ในความรื่นรมย์ .. แห่งลมเช้า
หมอกบางเบาคลุมครอง .. ใจล่องล่วง-
สู่ภาพซึ้งงดงามกว่างามปวง
ท่ามกลางดวงน้ำฟ้า .. สุมาลี
O ล่องลอยรมย์ร่ำหยาดน้ำทิพย์
หยดปร่าปริบปริบผ่านกลีบมาลย์สี
เย้าไอหมอกเผาะร่วง .. ทุกช่วง .. มี-
พื้นธาตรีรับรื่นจากผืนฟ้า
O แทนหมายจากสรวงที่ร่วงหล่น
เข้าแทรกปรนเปรอขวัญ .. จูงฝัน .. ฝ่า-
สู่ทิพรูป-เสพรู้ .. ค้ำอยู่คา-
ชี้บัญชาเจตจินต์ให้ยินยอม
O เห็นเธอเคลื่อนร่าง .. ริมทางฝัน
รอกีดกันรสสุมาลย์อันหวานหอม
เพียรสอดรูปพิมพ์แทรก .. ความแปลกปลอม
ที่รายล้อมตัวฉัน .. ค่ำยันเช้า
O สอดรูปพร่างแพร้วที่แววตา
เพื่อผลาญพร่าขับเคี่ยวความเปลี่ยวเปล่า
แล้วที่สุดปลายทาง .. เพียงร่างเงา-
หนึ่งเดียวเท่านั้นที่ .. อยู่ที่นั้น
O หมอกหม่นคลุมถิ่นจนสิ้นสาง
หยาดน้ำค้าง .. รูปนัยน์คล้ายไหวสั่น
แพรผืนพลอยลมลูบ .. ไหววูบ .. พลัน-
รูปหนึ่งแนบตาฉัน .. แต่นั้นมา


-6-
O รูปเอยรูปละออ .. ไม่พอที่
เริ่มช่วงชี้ให้แต่คอยละห้อยหา
เมื่อยอรูปแนบขวัญลงสัญญา
ก็ราวว่าเกินการณ์จะต้านตน
O ทั้งหลับคล้ายกลับตื่น
พร้อมแว่วเสียงครั่นครื้นแห่งคลื่นฝน
ไร้ลมล่อง, ดาวดวง-ที่สรวงบน
หาก-ใจคน-ดาวช่วง .. ไม่ล่วงแล้ว !





Create Date : 08 เมษายน 2555
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 12:57:34 น. 12 comments
Counter : 2274 Pageviews.

 

สดายุคะ

นี่เป็นครั้งแรกที่อ่านโคลงกลอนแล้ว ไม่เข้าใจเนื้อความ
คำไพเราะ สวยงามนัก..
แต่คล้ายมีภาพ หลายภาพ เป็นช่วงช่วง ของหลาย"งาม"
นี่มินตราเข้าใจถูกต้องไหม..
เป็นวิวัฒนาการความรู้สึกของชายคนหนึ่ง ใช่ไหมเอ่ย
เฉลยค่ะ


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.142.176 วันที่: 9 เมษายน 2555 เวลา:11:49:41 น.  

 

ดายุ..

"O นัยน์ตาซึ้งโศกหวาน..สบ..ซ่านแวว-
ความผ่องแผ้วอ่อนไหวของใจหญิง
เจ้าเอยคำออดอ้อน..ร่างผ่อนพิง-
คงยากนิ่งงันอยู่..แม้-ครู่เดียว !"

รู้แล้วล่ะ ว่า"หญิง"ของสดายุน่ะ.."นัยน์ตาซึ้งโศกหวาน"
และช่างออดช่างอ้อน นัก..เฮ้อ(ถอนหายใจ)..นะ..


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.142.176 วันที่: 9 เมษายน 2555 เวลา:12:01:19 น.  

 


มินตรา...

เก่งนี่..เข้าใจถูกต้องแล้ว
เป็นการพูดย้อนกลับไปตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยที่แดนเกิดที่มีทะเลล้อมรอบ..และความงดงามนั้นเป็นเพียงสายตาของเด็กชาย หาใช่ความงดงามของช่วงที่ 6 คือ ปัจจุบันไม่

งามของเด็กสาวบ้านนอกช่วงประถม...กับงามแบบสาวเมืองหลวงช่วงวัยรุ่นมัธยมต้นมันช่างต่างกันมากมายนัก

ในความเป็นจริงเป็นเช่นนั้น...
มัธยม ในกรุงเทพ ที่สาวน้อยรุ่นเดียวกัน และสาวมัธยมปลายรุ่นพี่หน้าตางดงามหมดจดนักหนา ยังความตื่นตาตื่นใจไม่รู้วาย จนบัดเดี๋ยวนี้ 555


บทนี้พยายามเขียนให้ลื่นไหลต่อเนื่องเป็นกระแสน้ำ...แต่ยังไม่ได้อย่างใจสักเท่าไร ..


โดย: สดายุ... วันที่: 9 เมษายน 2555 เวลา:13:16:08 น.  

 

สดายุ..

"บทนี้พยายามเขียนให้ลื่นไหลต่อเนื่องเป็นกระแสน้ำ...แต่ยังไม่ได้อย่างใจสักเท่าไร .."

กลอนรึ..จะ"ลื่น"เกินหน้ากวีผู้ผลิต ได้...555

"O และแล้วก็มองเห็นความเป็นไป-
ของอกที่โหยไห้..อาลัย-หวง
แววอาวรณ์โลมไล้อยู่ในดวง-
ตาที่ห่วงใยอยู่แต่ผู้เดียว"

เมื่อเ่ป็นนี้แล้ว จะมีกลอน"ลื่นไหลต่อเนื่องเป็นกระแสน้ำ" ได้อย่างไร.

"O เหมือนรูปรอยคุณค่า..ค่อยตราตรึง-
ความซาบซึ้งแรงชู้..ลงสู่สม
พาอกใจละห้อยหาเฝ้าปรารมภ์-
แววเนตรคมเหลือบชม้อย..เฝ้าคอยรอ"

แถมยัง"เหมือนรูปรอยคุณค่า..ค่อยตราตรึง-
ความซาบซึ้งแรงชู้..ลงสู่สม"....

เอวังก็มีด้วยประการะ ฉะนี้แล...




โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.140.39 วันที่: 9 เมษายน 2555 เวลา:14:19:14 น.  

 


มินตรา..

บทกลอนที่ดีนั้น..ควรเขียนให้ผู้อ่านนั้น อ่านได้เหมือนอ่าน
บทร้อยแก้วให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถ หรือเหมือนบทพรรณาโวหารเป็นอย่างน้อย (ซึ่ง เด็กหนุ่ม ม8 สวนกุหลาบอย่าง"พนมเทียน"ทำได้อย่างยอดเยี่ยมในจุฬาตรีคูณ จนมือเขียนเพลงระดับเทพ ถึงกับแต่งเพลง จุฬาตรีคูณ ใต้ร่มมลุลี ฯ ให้ประกอบเรื่องราวทีเดียว...) ...หากมิเช่นนั้นแล้ว คือ ล้มเหลว..

หมี่เป็ด - มนตรี ศรียงค์ กวีซีไรท์ เมื่อสัก 2-3 ปีที่ผ่านมา
เป็นคนหนึ่งที่เขียนได้ดีอย่างที่ว่า

........................................
by หมี่เป็ด ผู้ชายนัยน์ตาสนิมเหล็ก

เบิกหอกวี

ปลาน้ำลึกว่ายมาแต่ฟ้าโน้น
ไกลโพ้นจากขั้วโลกขั้วไหน ?
ร่องน้ำกระแสเชี่ยวเป็นเกลียวไกว
แรงไหวแกนโลกเหวี่ยงโยกมา ?

โขดหินกองเกยอย่างเคยเป็น
รับเซ็นคลื่นซัดมาสาดซ่า
ซ้อนชั้นชันสูงสุดสายตา
เป็นภูเขาเลากาทะมึนงำ

สูงและลึกลึกลับดูซับซ้อน
เช้ายังกร่อนสูงใหญ่ทะลายคว่ำ
คืนถมลึกให้ตื้นเป็นพื้นดำ
วัฏฏะธรรมดาประสาเป็น

เปลี่ยนสูงให้ลึกด้วยเวลา
ปลาน้ำลึกว่ายมาย่อมตาเห็น
ยอดภูใต้น้ำถูกงำเร้น
ลึกเช่นโลกลึกมาดึกดำ


นิตยสาร สารคดี เดือน มีนาคม 2554
.............................


โดย: สดายุ... วันที่: 9 เมษายน 2555 เวลา:15:42:07 น.  

 

สวัสดีค่ะ...

ไพเราะค่ะ... แต่ไม่บอกว่าแปลได้ว่าไง เด๋วไม่ถูก เอาเป็นว่าแปลตามใจฉันแล้วกัน อิอิ

มีความสุขมากๆมีสุขภาพแข็งแรงนะเจ้าคะ

ขอบคุณเจ้าค่ะ


โดย: witch IP: 118.172.117.185 วันที่: 9 เมษายน 2555 เวลา:17:55:08 น.  

 


แม่มดน้อย...
เวลาอ่านกลอนอย่าพยายามไปแปลมัน...
ให้อ่านไปเรื่อยๆ..เข้าใจอย่างไรก็ถือเอาอย่างนั้น..
เหมือนภาษาอังกฤษนั่นแหละ..
พอแปลแล้วมันจินตนาการมันจะหดหายหมด...อิๆๆ


โดย: สดายุ... วันที่: 10 เมษายน 2555 เวลา:6:20:49 น.  

 
อ่านแล้ว..ให้ความรู้สึกดีจังนะคะ...สงกรานต์ปีนี้ เรนจะไปทะเลกับมี้...
และเพื่อนๆด้วยคะ... สับเปลี่ยนกันขับรถ ไปทางสุพรรณด้วยคะ มี้จะพาไป
ตลาดสามชุก เรนจะเที่ยวเผื่อพี่สดายุนะคะ...


โดย: เรนโมจัง... IP: 115.67.32.137 วันที่: 10 เมษายน 2555 เวลา:6:31:41 น.  

 
เรนชอบบทกลอนของคุณอาหมี่เป็ดด้วยนะคะ... เรนว่าอ่านแล้วทำให้จินตนาการภาพได้ดีด้วยคะ..


โดย: เรนโมเมจัง... IP: 115.67.32.137 วันที่: 10 เมษายน 2555 เวลา:6:35:22 น.  

 
พี่ชาย..

สวัสดีตอนเช้าๆค่ะ..พี่
สงกรานต์ปีนี้พี่ชายยังอยู่ลำปางเหรอคะ?
ที่ไซด์งานของพี่ชายไม่หยุดให้คนงานพักเหรอคะ?
เมืองแม่ที่น้องว่าไม่ใช่เชียงใหม่ค่ะ..แต่เป็น..แม่ฮ่องสอน.
มาร่วมงานบุญประเพณีบวชส่างลอง(ลูกแก้ว)ที่วัดกลางทุ่งค่ะ.
ประเพณีเค้าสวยงามมากค่ะพี่..ตระการตาจริงๆค่ะ.
..ผู้อ่อนเยาว์..จะไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนแล้ว..พี่ชายรู้สึกอย่างไรบ้างคะ?..น้องฝากความคิดถึง..ผู้อ่อนอเยาว์..ด้วยนะคะ
ฝากความระลึกถึง..ผู้สูงวัย..ด้วยนะคะ..รักษาสุขภาพค่ะ
ส่วนพี่ชายก็เช่นกันค่ะ..รักษาสุขภาพ..ค่ะ

สงกรานต์ปีนี้น้องจะเที่ยวเผื่อ..พี่ชาย..ค่ะ
วันนี้ตอนบ่ายๆจะออกเดินทางแล้วค่ะ..หยุดยาวพักผ่อนกันบ้างค่ะ..ถือโอกาสพักผ่อนกับครอบครัวค่ะพี่..

บทกลอนยังไพเราะเหมือนเดิมค่ะ..สาวน้อยของพี่ชายก็ยังเหมือนเดิมนะคะ..จากบทกลอนค่ะ

ยิ้มๆค่ะ..พี่ชาย...


โดย: น้องฟาง IP: 180.180.223.117 วันที่: 10 เมษายน 2555 เวลา:8:14:46 น.  

 

เรน...
สบายดีนะ...ยังเล่นอยู่ thaipoem หรือเปล่านี่..?

อ้อ สงกรานต์ไปทะเล - ถือว่าถูกต้องเหมาะสม เพราะมันร้อน
ก็ต้องไปเล่นน้ำ..

ส่วนที่สุพรรณ ก็มีของกินอร่อยหลายอย่าง..
มีที่เที่ยวหลายที่ .. ผ่านวัดป่าเลยไลก์ก็ลองแวะไหว้พระเก่าแก่ดู...วัดนี้ปรากฎชื่อในเรื่องขุนช้างขุนแผน มาตั้งแต่สมัยอยุธยา..

ขอให้เที่ยวให้สนุก






น้องฟาง...

อ้อ เมืองแม่ฮ่องสอนเองดอกหรือนี่...
พี่ไปมาหลายครั้ง ทั้งเวียนขวา ทั้งเวียนซ้าย เส้น 1095
แม่มาลัย ปาย มีที่เที่ยวสวยงามหลายที่..รวมทั้งห้วยน้ำดัง
สถานที่กางเต้นท์เลื่องชื่อ..

สงกรานต์นี้พี่ต้องอยู่ดูแลโรงงานค่ะ ให้พวกคนงานเขาหยุดกัน
แล้วพี่ค่อยหยุดหลังจากพ้นเทศกาลแล้ว...ราวๆมิถุนายน

พี่กำลังนึกถึงภาพทรายขาวละเอียดบนเกาะเสม็ด และน้ำทะเลที่ใสราวกระจก อยู่ค่ะ...อิๆๆ

เที่ยวให้สนุกนะคะ...


โดย: สดายุ... วันที่: 10 เมษายน 2555 เวลา:10:25:06 น.  

 


ดายุ..

"O O ดูเถิด..รูปเรียวร่างคิ้วคางแก้ม-
ซับเลือดแต้ม, เนตรชม้อยก็คอยเหลียว-
เวียนสบเลศนัยชาย..ที่คลายเกลียว-
เข้ารัดเหนี่ยวโอบขวัญ..ลอบพันธนา"

ชอบสาวรุ่นพี่ที่ "..รูปเรียวร่างคิ้วคางแก้ม-
ซับเลือดแต้ม"....แปลว่า หน้าเลือด ใช่ไหมเอ่ย..555

อารมณ์ขันของกวี หรือของผู้อ่าน หรือ ของภาษานะ



โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.158.53 วันที่: 10 เมษายน 2555 เวลา:13:48:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !









New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.