Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
9 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 
O ลมรัก .. O








ลมเอย


O วานหน่อย .. ลมทะเลช่วยเห่กล่อม
พารื่นรมย์รายล้อม .. ดุจอ้อมแขน-
โอบร่าง, เถิด-รุดเร่ง .. อย่าเกรงแกลน-
ให้เหมือนแม้นโอบถนอม .. ด้วยอ้อมทรวง

O ผมสลวยช่วยปัดสัมผัส .. แก้ม
ลมช่วยแต้มแตะไล้ .. แทนใจหวง
ทั้งรูปหน้าเนียนนุ่ม .. ปรางพุ่มพวง
แทนใจห่วงแตะตระกองด้วยสองมือ

O คลื่นทะเลฟองขาว .. พร่างพราวอยู่
เมื่อโลมต้องเนื้อตรู .. จะรู้หรือ-
ว่าแผ่วเบาปานนั้น .. เท่านั้นคือ-
ใจ-แทนมือ ฝากลม .. เข้าพรมล้อม !

O แผ่วเบาถึงปานนั้น .. ต้องวรรณรูป
หมายโลมลูบเพียงให้ .. ห้วงใจหลอม-
ในรสรื่นรมย์สิ้น .. ตราบยินยอม-
ร่วมด่ำดอมเสน่หา .. แรงอาลัย

O หมายลมเช้าพลิ้วผ่าน .. บรรสารรู้
จนเนตรผู้ตื่นรับ .. นั้น-วับไหว
อบอวลด้วยหอมหวานกว่าหวานใด
เร่ง-รุมร้อนพิสมัยที่ในทรวง

O สโมสรตอนใด .. ดวงใจเอ๋ย
ความจะเผยวับวาว .. กว่าดาวสรวง
ผ่านสองเนตรลึกล้ำ .. คอยย้ำทวง-
ความแหนหวงข้ามหา .. ทั้งราตรี

O ละเมียดรสคันธา .. ลดามาศ
อันผุดผาดล้อมถิ่น .. ด้วยกลิ่น .. สี-
แต้มช่วงความดำรู .. ด้วยรูจี-
โอบครองพื้นธาตรี .. เรื้องลีลา

O อัสดงคตกาล .. ค่อยผ่านคล้อย
แสนเอ็นดูรูปน้อยจักคอยหา
ชะเง้อแล .. ชะแง้รอ .. ด้วยทรมา-
รอเทียบแรงละห้อยหา .. ผ่านราตรี

O ลม, คลื่นน้ำ, หัวใจ .. ยังไหวอยู่
ไหว-รออารมณ์ชู้ .. ของผู้ที่-
ถ้อย, อาวรณ์, อาลัย, ความใยดี
ถ้วนออดอ้อน .. คอยที .. ในที่นั้น !

O เห่เอย .. เห่กล่อม .. ละม่อมรูป
ความจะลูบโลมล้อม .. เข้ากล่อมขวัญ
พร้อม - อก, แขน อุ่นอ้อมจะล้อมกัน
ด้วยความรักผูกพัน .. นะ - ขวัญน้อย

O ลมเอย .. วานลูบโลมรูปหงส์
แตะรูปองค์ .. ผ่านแล้ว .. อย่างแผ่วค่อย
อย่าให้ช้ำชอกเนื้อ, เพียงเหลือรอย-
ความละห้อยคอยรอ .. ก็พอแล้ว !

O ลมเอย .. ในนิทรายามราตรี
พึงวาดวี .. กล่อมเยาว์ อย่างเบาแผ่ว
เก็บงำความอาวรณ์ให้ย้อนแวว
ความผ่องแผ้วหวานล้ำ .. ในคำนึง

O จนอุษากาลสมัย .. แดดใส-ส่อง
แววตาผ่องแผ้วดวง .. จักห่วงถึง-
รูปรอยผู้เสน่หาที่ตราตรึง-
ความหวานซึ้งล่วงล้ำ .. ผ่านค่ำคืน

O ตื่นตาแล้ว .. ลมทะเลช่วยเห่กล่อม
ให้เหมือนอ้อมแขนรัด .. ยากขัดขืน
ทุกคลื่นเคลื่อนถั่งโถมอยู่โครมครืน-
หมายใจตื่นระทึกชู้ .. อย่ารู้วาย

O ตราบดวงวันลอยเลื่อนขึ้นเยือนสรวง
แรงอาวรณ์ในทรวง .. พึงช่วงฉาย-
เพื่อ-แววตาพริ้มตอบ คอยลอบชาย
เผยความหมายย้อนกลับ .. รู้ .. รับรอง

O ฟังเถิดถ้อยรำพัน .. แห่งวันนี้
ถ้วนวาที ฝากลมมาพรมต้อง
ก่อน-อกอุ่น แขนโลภ .. เข้าโอบตระกอง-
ฟัง-พร่ำพร้องถวิลชู้ .. อย่ารู้เลือน !





Create Date : 09 ธันวาคม 2555
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 11:22:34 น. 7 comments
Counter : 1858 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ คุณสดายุ
บทกลอนงดงาม สำนวนพลิ้วไหวละมุนละไมมากค่ะ เหมือนชื่อบท "ลมรัก"

มีความสุขกับวันหยุดนะคะ


โดย: วลีลักษณา วันที่: 9 ธันวาคม 2555 เวลา:10:54:13 น.  

 

สดายุ..

โอ้โฮ.."รวดเร็วราวกามนิตหนุ่ม"
แรงบันดาลใจสูง..!

"O ลม, คลื่นน้ำ, หัวใจ .. ยังไหวอยู่
ไหว-รออารมณ์ชู้ .. ของผู้ที่-
ถ้อย, อาวรณ์, อาลัย, ความใยดี
ถ้วนออดอ้อน .. คอยที .. ในที่นั้น !"

" ลม, คลื่นน้ำ, หัวใจ .. ยังไหวอยู่"
ในสภาพของความกดอากาศต่ำ.."ลมหนาวและดาวเดือน" นี่..สภาพ"ลมรัก" ซึ่งมาปะทะกันจะก่อให้เกิดลมพายุใหญ่..หากผ่าน"คลื่นน้ำ"ย่อมจะเกิด สึนามิ สูงตามความไหวตัว..

ศูนย์เตือนภัยทางสภาพโคลงฉันท์กาพย์กลอน.. จึงใคร่ขอแจ้งผู้อ่านล่วงหน้า..
โปรดเตรียมตัวเตรียมใจ ในการรักษาระดับอารมณ์ ของท่านให้ปลอดภัย..
และเราจะแจ้งท่านเป็นระยะตามสภาพความถี่ของการไหวตัวทางวรรณศิลป และ สภาพ"อารมณ์ชู้ .. ของผู้ที่-
ถ้อย, อาวรณ์, อาลัย, ความใยดี
ถ้วนออดอ้อน .. คอยที .. ในที่นั้น !"









โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.196.125 วันที่: 9 ธันวาคม 2555 เวลา:13:26:03 น.  

 
สวัสดีครับคุณวลี ฯ

เพลงนี้ .. เขียนเนื้อร้องโดยระดับฝีมือ
.........

เพลงลมรัก
คำร้อง/ทำนอง - สุรพล โทณะวณิก

เมื่อลมพัด ใบไม้สะบัด โบกมือเรียกใคร
เธอรู้บ้างไหม ฉันวานใบไม้ โบกมือเรียกเธอ
เปรียบเป็นลิ้น ใบไม้ก็ดิ้น ว่ารักเสมอ
ทุกใบบอกเธอ แทนลิ้นฉัน ทุกวันเรื่อยมา

ลมที่เป่า ใบไม้แกว่ง นั้นมิใช่ เพียงแรงของลม
คือลมหายใจ ของฉันผสม ฝากลมเอาไว้
แม้เธอ หายใจ สูดลมเข้าไป ในทรวงเมื่อไหร่
เธอโปรดจำไว้ เธอสูดลมรัก ฉันเข้าแล้วเอย

.........

เป็นเพลงที่แต่งให้กับ คณะนักร้องสาว วง เดอะ ฮอท เปปเปอร์ซิงเกอร์ ผุสดี เอื้อเฟื้อ และ รุ่งอรุณ เมธารมณ์ ขับร้องบันทึกเสียง ในชุด “ลมรัก” เมื่อ พ.ศ. 2524 เป็นเพลงที่มีเนื้อหาแปลก และมีอุปมาอุปมัยที่แยบคาย กินใจได้ความหมายดีมาก จึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วอย่างกว้างขวาง รวมถึงรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ครั้งที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2526

ครูสุรพล โทณะวณิก เขียนเล่าถึง เบื้องหลัง ความเป็นมา ของ เพลงลมรัก เพลงนี้เอาไว้ว่า

"....ต่อมา ผมได้ทำงานกับพี่ อาจินต์ ที่ช่องทีวีขาวดำ ช่องแรกของประเทศไทย คือ ได้เขียนหนังสือประจำใน หนังสือโทรทัศน์รายเดือน

คบกันแล้วผมก็ทั้งรัก ทั้งนับถือ ลูกผู้ชายร่างเล็ก ท่านนี้...

เป็นนิสัยของผมอย่างหนึ่ง ผมนับถือคนเก่ง คนมีฝีมือ คนที่ผมได้อะไรจากเขาถึงเขาไม่ได้ให้ ผมได้มา ผมก็จะยกย่องนับถือ ไม่ยอมตีเสมอเพื่อน...

พี่อาจินต์ เคยเขียนหนังสือ "คนโบราณ เขาทิ้งลมหายใจไว้แล้วตายไป ส่วนเราก็เอาลมหายใจของเขา มาหายใจต่อ" ทำนองนี้นะครับ ไม่ได้ตรงทุกคำ

เหตุนั้นจึงเกิดไอเดียและมีคำว่า ...ลมที่เป่า ใบไม้แกว่ง นั้นมิใช่แรงของลม มีลมหายใจของฉันผสม ฝากลมเอาไว้ แม้เธอหายใจ สูดลมเข้าไป ในทรวงเมื่อไร เธอโปรดจำไว้ เธอสูดลมรักฉันเข้าแล้วเอย

ที่บรรพชนคนโบราณ ว่าไว้ว่า คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล ไม่ผิดหรอกครับ เพราะชีวิตผม ผ่าน คุณสุวัฒน์ วรดิลก ผ่าน พี่อาจินต์ ปัญจพรรค์ ลมรัก จึงได้รับความสำเร็จสูงสุด ได้รับพระราชทานแผ่นเสียงทองคำ

ความดีของเพลงนี้ จึงสมควรต้องตกเป็นของ คุณสุวัฒน์ และ พี่อาจินต์ด้วย ...”

อาจินต์ ปัญจพรรค์ พี่เอื้อยของวงการนักเขียน ได้เขียนถึง ครูสุรพล โทณะวณิก ที่เกี่ยวกับเพลงนี้เอาไว้ ใน ชื่อ น้อย แต่ผลงานใหญ่ เขาคือ สุรพล โทณะวณิก (น้อย) เช่นกัน ว่า

"...ทีนี้นึกถึงเพลงที่ น้อย แต่ง ผมนึกถึง ใครหนอ นึกถึง เมื่อลมพัด ใบไม้สะบัด ที่เขาแต่งให้ ผุสดี เอื้อเฟื้อ ร้องคู่กับ รุ่งพิรุณ เมธารมณ์ คณะเดอะ ฮอท เปปเปอร์ ซึ่ง ปราจีน ทรงเผ่า เป็นกัปตันในด้านดนตรี...”

ผุสดี เอื้อเฟื้อ นักร้องคนดังของ วงเดอะ ฮอท เปปเปอร์ซิงเกอรร์ส ก็เขียนเอาไว้ อย่างน่าติดตามว่า

"...การทำงานในเวลานั้น เรารักใคร่สนิทสนมกลมเกลียวเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน หนูรู้ได้เลยว่า พี่น้อย เป็นบุคคลที่น่ายกย่องสรรเสริญ เปรียบเหมือน พ่อ พี่ เพื่อน เป็นได้ทุกอย่าง ให้กับทุกคนที่ต้องการให้เป็น

หนูคิดว่า ความเป็นนักรักของ พี่น้อย จึงสามารถเรียบเรียงร้อยถ้อยความทุกๆบทเพลงออกมาได้ อย่างไพเราะเหลือเกิน อย่างเช่น ลมรัก ของฮอทฯ

...หนูร้องมาทั้งหมดชุดนี้นะ หนูชอบ ลมรัก

หนูว่า ทำนองและเนื้อร้อง มันเซ็กซี่ และโรแมนซ์ ช่างเปรียบเทียบได้ดีเหลือเกิน...แล้วเป็นไง ดังระเบิดเถิดเทิง จนถึงปัจจุบัน ฮอท เปปเปอร์ซิงเกอร์ส ขายได้มาตลอด 17 – 18 ปี เข้านี่แล้ว ไม่สูญหายไปจากใจ ของนักฟังเพลงรัก จาก ขุนพลนักรักเลย..."

..........

บางคนเขาชอบเพลงนี้ .. ผมจึงเอามาลงไว้ให้ฟัง พร้อมบทกลอนแบบ อ้อนลม ฝากลม แฝงลม ให้ "กระทำการต่างๆแทนไปพลางๆก่อน".. ดังนี้ ขอรับ





มินตรา ..

ลม .. คลื่น .. หัวใจ
เป็น 3 สิ่งที่ไม่อาจหยุดนิ่งได้
ลมเมื่อหยุดนิ่ง .. ก็ไม่อาจเรียกว่าลมได้
คลื่นเมื่อหยุดนิ่ง .. ก็ไม่อาจเรียกว่าคลื่นได้
หัวใจคนเมื่อหยุดนิ่ง .. ก็ไม่อาจเรียกว่าหัวใจอีกต่อไป

ดังนั้น การใช้ทั้งสามสิ่ง มาวางไว้เป็น model ให้ความรู้สึกอ่อนหวานของบางคนได้ตอบตื่นอยู่ตลอดเวลา .. จึงถูกต้องชอบธรรมอย่างยิ่งแล้ว .. 555



โดย: สดายุ... วันที่: 9 ธันวาคม 2555 เวลา:16:47:53 น.  

 
จึงได้ฟังบทเพลงที่ไพเราะทั้งท่วงทำนองแล้วก็ความหมายที่ลึกซึ้ง แล้วก็ได้อ่านบทกลอนที่เพิ่มความงดงามอ่อนหวานก็คงหนีไม่พ้นคำว่า "นุ่มละมุน"

ที่มาของเพลงน่าสนใจมากค่ะ

แต่มาอ่านสองบรรทัดสุดท้าย ก็ได้แต่อมยิ้มค่ะ นึกเอ็นดูเจ้าของแรงบันดาลใจ เธอคงงดงามไม่น้อย บทกลอนถึงได้อ่อนหวานผ่านลมผ่านฟ้าซะขนาดนี้ อิๆ

เอาใจช่วยนะคะ


โดย: วลีลักษณา วันที่: 9 ธันวาคม 2555 เวลา:19:43:29 น.  

 

สดายุ..

เท่าที่ทราบจากสุภาพสตรีท่านหนึ่ง เป็นส่วนตน
ครูสุรพล โทณะวณิก "นักรัก"นี่ท่านรัก หงส์ และ ดาวเดือนบนฟ้า..เช่นเดียวกับเหล่ากวี..
มีเพลงหนึ่งคือ ทาสเทวี ที่ใครใครบอกว่าคนโน้นร้องให้คนนี้ ในวันนั้นนั้น..
ในความจริง "เทวี"ท่านนั้นบอกว่า"เค้าแต่งให้ดิฉันเองล่ะค่ะ"..
เห็นไหมว่าทำไมมินตราถึงเย้วเย้วให้.."ลุงสดายุ"แต่งบทกวีให้"หนู"สักบทซิคะ.จะได้ไม่ต้องมา นั่งถอดสลักกันว่า งานนี้เพื่อใคร..
ว่ามะ...




จะเป็นนางในวรรณคดี ให้ได้..555(ผีเสื้อสมุทร ไม่เอานะ!)


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.196.125 วันที่: 9 ธันวาคม 2555 เวลา:19:52:46 น.  

 
คุณวลี ..

เจ้าของแรงบันดาลใจ มักเป็นช่วงเยาว์วัยเช่นในรูปประกอบ .. เป็นวัยที่ทั้ง .. บทพรรณนาโวหาร บทกวี บทเพลง รวมทั้งภาพวาด ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมามอบให้มากที่สุด ..

เป็นวัยที่มีอารมณ์เยี่ยง ฟ้าคราม เมฆขาว ลมหนาวร่ำ ในคาบยามแห่งเหมันตฤดู กระนั้น ..

ดังนั้น สายลม แสงแดด รวมทั้งคลื่นระลอกน้ำ จึงจำต้องเอามาเป็นเครื่องมือ"หนุนช่วย" ปูทางไปก่อน .. เพื่อว่า "กรรมบทในภายภาคหน้า" จักเป็นไปด้วยดี .. อิๆๆ






มินตรา ..

ลูกผู้ชายที่แท้จริง .. ย่อมต้องยก"หญิงในดวงใจ"ให้สูงส่งเอาไว้ .. ทั้งโดย สถานภาพ ทั้งโดยรูปลักษณ์ ทั้งโดยบุคคลิกท่วงที ทั้งโดยวุฒิภาวะ ..

หลังจากนั้น จึงคู่ควรต่อการรังสรรค์บทกวี เพื่อต่อกรกับอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อ "เป้าหมายที่คู่วรนั้น" ..

เนื่องจากถ้อยคำ จำต้องกลั่นกรอง ผ่านการคิดใคร่ครวญ ทั้งโดยรูปความและรูปคำ ..

ความหมายที่กินใจ จะจดจารออกมาได้ก็ต้องมาจากความรู้สึกที่มีต่อ"ภาพที่มองเห็น" ทีละ scene ทีละ shot นั้นเท่านั้น .. และนั่นคือคุณค่าที่มอบให้

แล้วก็รอคอยการตอบรับด้วยคุณค่าที่เท่าเทียมกัน ..
ด้วยความเอ็นดู ...


โดย: สดายุ... วันที่: 9 ธันวาคม 2555 เวลา:20:44:24 น.  

 



aye aye, sir


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.196.125 วันที่: 9 ธันวาคม 2555 เวลา:23:25:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.