Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
11 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 
O คนดี .. (ของพี่ ?) O








สร้อยสนตัด


-1-
O เช้า-ที่คลุมกาล .. ด้วยม่านขาว
ของหมอกหนาว .. ลมโบกโลมโลกฝัน
เม็ดน้ำค้างหยาดเงา .. บนเถาวัลย์
พลิ้วหยาดสั่นหยดร่วง-เช่นดวงใจ-
O วูบ-วาบระทึกดวง .. เมื่อดวงตา-
สบเลศกาละนั้น .. ก็พลันไหว-
สั่นแกว่งตัว .. ปัดป่ายอยู่ภายใน
รุมร้อนหนอกระไร-หัวใจคน
O ไร้ดาว .. ดาดดื่นบนผืนฟ้า
ดาวตรงหน้ากลับช่วง .. ราวห้วงหน-
รู้เหนี่ยวรั้งปลั่งเรื้องจากเบื้องบน
ลงปลาบปนปริศนากอปรท่าที


-2-
O แทนหมอก-ยามอรุณ, แดดอุ่นร้อน
ดูเถิด-ช้อนตาสบไม่หลบหนี
ชะม้ายลอบเหลือบบ้างเป็นบางที
วันเคลื่อน, ฟ้าเปลี่ยนสี-นาทีนั้น
O เช้านั้น-หมายอาจเอื้อม .. หยิบเหลื่อมรุ้ง-
จากขอบคุ้งโค้งฟ้า .. เพื่อ-พาฝัน-
ล่องลอยกับระลอกของหมอกควัน
และพุ่มพรรณโกสุม .. ปีกภุมริน
O แววตาอ่อนโยน .. ก็โชนแสง
สบ-ทิ่มแทงใจอยู่ไม่รู้สิ้น
หมอกขาว, มาลย์, ลมโชย, ภู่โบยบิน
คน-เดือดดิ้นอกใจ .. กับไขว่คว้า
O แววอ่อนโยนแฝงตอน .. รอยซ่อนยิ้ม
เปลือกตาพริ้มหลบล้อม .. ละม่อมหน้า
ล่มแสงวันลับเลย .. เมื่อเงยมา
ปลาบแววตาสองดวง .. นั้นช่วง-เรือง


-3-
O ในความคิดคำนึง
ย่อมซาบซึ้งโศกสุขไปทุกเบื้อง
ชั่วเงียบงันแฝงแอบ .. จึงแนบเนือง-
การย้อนเรื่องราวสู่ .. ฤดูลม
O พ้นผ่านเวียนนับลำดับคาบ
ยังคงปลาบปลั่งอยู่ .. สุดรู้ข่ม
ด้อยเดียงสาแห่งชาย .. เกินหมายชม
โอ้ .. ตาคมปลาบปลั่ง .. ฤๅยังคอย
O ดาวดื่นฟ้าช่วงระยับ .. เกินนับสุด
แสงพร่างผุดรับช่วง .. กับร่วงผล็อย
แววตาในเช้าชื่น .. นั้นตื่น-ลอย
กับช่วงช้อยรอยชู้ให้รู้เชิง
O ด้วยเดียงสาแห่งชาย .. จะหมายหรือ
ว่านั่นคือรูปรอยให้พลอยเหลิง
เพียงแจ้งการณ์เร้ารุม .. ร้อนขุมเพลิง-
ก็โลดเริงรอบอยู่ให้รู้ทน
O หรือ-รอยยิ้มเยื้อนเผย .. แทนเอ่ยคำ
ที่คอยย้ำยืนยัน .. นับพันหน
ชม้าย, มอง, ขัดเขิน, สะเทิ้นตน
โอ-แจ้งกลเมื่อกาลนั้นผ่านไป
O ราวเรื่องจะช่วงชัด ณ บัดนั้น
แววตาฝันแฝงซ่อนความอ่อนไหว
กิริยาท่าที .. ท่วงทีใคร
ก็แจ้งใจความ-ชัดในบัดดล
O วงแขนคล้องคู่เข่า .. กลางเหงาเงียบ
หนาวเย็นเยียบ .. จำปลีกไปอีกหน
เงาฉายในแววตา .. ไหลบ่า..บน-
แววจำนนอีกดวง .. ของดวงตา
O เช้านี้-ใจอาจเอื้อม .. หยิบเหลื่อมรุ้ง-
ที่ฝ่าคุ้งโค้งโพยมลงโน้มหา
บรรจบนัยแฝงเร้น .. ที่เป็นมา
ให้ตอบรับคุณค่าในท่าที


-4-
O บนทางเท้าที่ก้าวย่าง
ในเที่ยวทางดิ้นรนของคนที่-
คอยขวนขวายปรารถนาบรรดามี
ล้วนชั่วดีจัดสรร .. คอยบันดาล
O ในความอึกทึกที่รายรอบ
ล้วนความชังความชอบอยู่รอบด้าน
แต่พิศแรกก็เห็นว่าเป็นการ-
อ่อนไหวต่อหอมหวาน .. ที่นานคอย
O มิใช่เช้า-ที่กาล .. มีม่านขาว
ไร้หมอกหนาว .. เพียงโลกอันโศกหงอย-
หากน้ำใจหยาดเม็ด .. ราวเพชรพลอย
แสงพร่างพร้อยเหลี่ยมผกายให้หมายมอง
O คืนวันที่ผันผ่านเนิ่นนานอยู่
จนรับรู้แววระยับ .. หมายจับต้อง
ผ่านรอบวันเดือนปี .. ใจที่ปอง-
ยังจับจ้องจองอยู่ .. ดาวคู่นั้น
O นับคืนนับเดือน .. ให้เคลื่อนเปลี่ยน
เพื่อปีเวียนผ่านให้ .. หัวใจสั่น
ต่อคำนึง .. ด้วยพี่ทุกวี่วัน
นับความหวั่นไหวเห็น .. อย่าเว้นวาย
O ย้อนคาบยามเช้านั่น .. ดวงขวัญเอ๋ย
จะลับเลยล่วงไป .. อย่าได้หมาย
จะนับความอาลัยของใจชาย
อาจเท่าสายรุ้งแพร้วในแววตา
O ที่เผยออกสื่อให้ .. เฝ้าใฝ่ฝัน
ผูกรัดพันดวงใจพลอยใฝ่หา
กี่คาบยามผ่านล่วง .. ยังลวงตา
ด้วยทีท่าเลศสื่อ .. ให้ยื้อครอง


-5-
O เป็นเช้า-แรกวัน .. อีกวันหนึ่ง
กับคำนึงใฝ่เฝ้าเป็นเจ้าของ
มีมุ่งมั่นพร้อมสรรพ .. ให้จับจอง-
รูปแพงทองเมื่อพบ .. บรรจบเงา
O ครั้งนี้เดียงสาชาย .. ย่อมหมายมุ่ง
หยิบจับรุ้งยอแสง .. ลบแรงเหงา
ดูเถิด ..แววตายิ้มแสนพริ้มเพรา
ยังจำเช้า-วันใหม่-ได้ไหมนะ ..?




Create Date : 11 ตุลาคม 2557
Last Update : 28 พฤษภาคม 2562 17:43:49 น. 6 comments
Counter : 1312 Pageviews.

 
สดายุ..

นี่เขียนใหม่ใช่ไหมเอ่ย...

O สิ้นวาสนา .. O

"อีกครั้ง..และอีกครา-ความอาวรณ์-
ต้องขาดตอนขาดช่วงจนล่วงหาย
อีกครั้งที่อาลัยจากใจชาย-
ต้องวอดวายล่มคา .. รูปปรารมภ์ "

มีใครไม่รักแล้วซิ !






โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 12 ตุลาคม 2557 เวลา:13:26:06 น.  

 
มินตรา ..

ทุกคนรักตัวเอง .. และมีตัวเองเป้นศูนย์กลางจักรวาลทุกคน ..บทนี้เขียนนานแล้ว ตามลิงค์ ..

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sdayoo&month=08-06-2011&group=11&gblog=318

บทนี้เอามาจาก "สิ้นดวงวิเชียรฉาย" แต่เพิ่มช่วงต้นเข้าไป .. และ สิ้นดวงวิเชียรฉาย เขียนไว้เมื่อปี 2552

ตอนแรกนึกไม่ออกว่าเขียนเพราะอะไร จนไปอ่าน คคห.16 ที่น้องคนหนึ่งที่มาสนิทมากในช่วงหลัง ตอนนั้นยังเรียกผมว่า "คุณ" อยู่เลย .. คำว่า "สาวกอดแมว" ทำให้นึกได้ว่า "ใคร"

ก็ต้องย้อนไปอ่าน คคห. 10 นั่นแหละ
สาวลูกครึ่งอยู่ที่อังกฤษที่พยายามเขียนกลอนไทย ! เป็น"สาวรูปเดียว-จริงๆ คือตั้งแต่รู้จักกันมีรูปเดียวให้เห็น 555" ที่จำต้องจำพรากกันไปในที่สุด ..

ส่วน คคห.25 .. แขกมาใหม่ 55
ตอนแรกผมเข้าใจว่าสาวน้อยวัย 24 .. แต่ดูการใช้ภาษาลงท้ายก่อนลาทุกครั้งมันน่าจะ สาวน้อยวัย 74 แน่เลย 555

เพียงแต่คนนี้มีน้ำใจ .. ส่ง เฟอรโรโด กล่องใหญ่ราคาน่าจะหลักพันไปให้ถึงบ้าน .. ของชอบนะ - ต้องขอขอบคุณมานะที่นี้อีกครั้ง นะคะน้องวิ

อิๆๆ





โดย: สดายุ... วันที่: 12 ตุลาคม 2557 เวลา:18:39:14 น.  

 
สดายุ..

ขอโทษค่ะ ..
มิได้ตั้งใจ จะไปรื้อฟื้นความรู้สึกเดิมเดิมขึ้นมาอีก...
แกล้งแซวเล่นเท่านั้น มิตั้งใจ


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 12 ตุลาคม 2557 เวลา:19:23:23 น.  

 
มินตรา ..

ไม่รู้สึกอะไรเลยตอนนี้ .. บางเรื่องพวกนั้นก็มีความทรงจำดีๆ เหลืออยู่เหมือนกัน ..

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ขึ้นกลอนใหม่แทบทุกวัน และตอบคนที่เข้ามาพูดคุยแทบไม่ทัน ..ก่อนจะมี face book มาดึงความสนใจไป

การจากกันเป็นเรื่องธรรมดาของคนเรา ..
เมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึง .. ผมไม่เคยคาดหวังอะไร ..ถึงมินตราก็เหมือนกัน สักวันก็ต้องหายไปจากบล็อคนี้ เพื่อไปสู่วิถีชีวิตใหม่ๆ ..

บางคนพอใจที่จะเดินแบกโลกทั้งใบทูนไปบนหัวไปบนถนนสายเกียติยศที่สองข้างทางมีคนยืนปรบมือต้อนรับ เป็นถนนที่ยาวจนมองไม่เห็นปลายทาง

บางคนพอใจที่จะเดินตัวเปล่าไปบนถนนลูกรังที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้และเสียงนกร้อง อย่างเงียบเหงา เดียวดาย และอย่างทรนง

ความเป็นจริงก็คือ .. เส้นทางทั้งสองไม่มีวันบรรจบกันตลอดกาล ..

ความเป็นจริงก็คือ .. คนที่เลือกเดินบนเส้นทางเดียวกันเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสบรรจบกันได้

จริงไหม ?


โดย: สดายุ... วันที่: 12 ตุลาคม 2557 เวลา:21:05:50 น.  

 
สดายุ..

"บางคนพอใจที่จะเดินตัวเปล่าไปบนถนนลูกรังที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้และเสียงนกร้อง อย่างเงียบเหงา เดียวดาย และอย่างทรนง "

ฟังแล้ว..อึ้ง..ไปเลย...
ถนนลูกรังนั้น ยังมี เส้นทางให้เดินไปได้เรื่อย เรื่อย..
วันหนึ่งก็จะถึงปลายทาง...

แต่บางคนมีภาระหน้าที่ ที่ต้องไปถึงจุดเดียวกันนั้น..
โดยยืนอยู่กลางป่า หามีเส้นทางที่เด่นชัดเดินไปได้...
รู้เพียงว่า ต้องฝ่าพงหญ้า ป่าเขา ไปให้ถึงจุดนั้น..
แถมมิได้เดินเพียงคนเดียวแต่ต้องนำคนเป็นฝูงไปให้ ออกจากพงรกนี้..
ทางเดียวที่เห็นอยู่คือ เดินเลียบสายน้ำไป...
ให้ถึงปลายน้ำ..หาทางออกทะเล...

ที่ปากน้ำ เราคงเจอกัน....ในวันข้างหน้า...





โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 13 ตุลาคม 2557 เวลา:1:59:27 น.  

 
มินตรา ..
ผมกำลังชี้ให้เห็นว่า .. เส้นทางทั้งสองไม่มีทางบรรจบกันได้ตลอดกาล ..
.
เพราะเส้นทางทั้งสองนั้นเกิดจาก “อัตวิสัย” ในตนที่กอปรขึ้นมาเป็น”ภาพการมองโลกแวดล้อมอย่างให้คุณค่ามากน้อยต่างกัน” .. และธรรมชาติแห่งตัวตนทั้ง 2 แบบนี้เหมือนน้ำกับน้ำมัน .. มันไม่สามารถหลอมรวมกันเป็นเนื้อเดียวได้
.
ในแง่ของเงื่อนไขทางด้านเวลานั้น .. ผมมองเห็นเพียงความสูญเปล่าที่จักไม่ได้ผลอะไรอย่างที่คิดหวัง
.
คำว่า “โมฆะ” สามารถใช้ได้กับประเด็นแบบนี้ ..
โมฆะ .. ว. เปล่า, ว่าง; ไม่มีประโยชน์, ไม่มีผล, เช่น สัญญาเป็นโมฆะ
คนที่จมอยู่กับความว่างเปล่า พระพุทธองค์ท่านเรียก “โมฆะบุรุษ” ซึ่งมิใช่หมายถึงเพียงผู้ชายเท่านั้น .. แต่หมายรวมทั้ง หญิงและชาย
.
มินตรา .. อาจไปอ่านความเห็นต่างๆในบท “ สิ้นดวงวิเชียรฉาย” มาบ้างแล้ว ..
และนั่นคือ ความว่างเปล่า .. แบบที่ผมหมายถึง


โดย: สดายุ... วันที่: 13 ตุลาคม 2557 เวลา:6:06:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.