Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
5 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 

O สุดหัวใจ .. O







นางครวญ ขิม



.. แม้นกุศลเราสองเคยร่วมสร้าง
ขอร่วมห้องอย่าได้ห่างเสน่หา
เสี่ยงผลที่ได้เพิ่มบำเพ็ญมา
ขอร่วมชีวาร่วมวางชีวาวาย ..
.. เกิดไหนขอให้ได้ถนอมพักตร์
ความรักอย่าได้ร้างอารมณ์สลาย
รักนุชอย่าได้สุดเสน่ห์คลาย
ขอสมหมายที่ข้ามาดสมาทาน ..


O เสนาะพากย์เพลงยาว .. กลอนเจ้าฟ้า
ดั่งแว่วมา .. ให้สดับเสียงขับขาน
กระซิบความสื่อล่วง .. สู่ดวงมาน-
ของนงคราญรูปพิไลผู้ใยดี
O รำพันพากย์เอื้อนอ้อนเสียงอ่อนหวาน
บอกรูปคราญจำหลักเป็นสักขี
เสน่หาอาลัย .. เยื่อใย-มี
มอบบัตรพลีในนามของความรัก
O ภาพอดีตเรื่องราวที่กล่าวขาน
ค่อยเผยผ่านความสู่ .. ให้รู้จัก
จนรับรู้ความนัย .. อยู่ในวรรค-
ว่าหัวใจถูกกัก .. เกินหักพ้น
O นั่น .. แววเนตรใครวาบ .. ล้อคาบยาม
ก่อนแสงวามวาบช่วง .. นั้นร่วงหล่น
หรือภพชาติเบื้องบรรพ์ .. ช่วยบันดล-
ให้งามล้นโดยชาติ .. มาพาดเงา
O ชายฟ้าเลื่อนเตือนตะวันกล่อมขวัญสรวง
ปลดเงื่อนบ่วงโศกสร้อยทุกรอยเหงา
หลังสายลมแผ่วลูบ, จึง-รูปเยาว์-
เหมือนอยู่เฝ้ารุมล้อมไม่ยอมคลาย
O หรือ-งามชาติรูปนั้น .. จากบรรพกาล
จักข้ามผ่านภพชาติ .. ด้วยมาดหมาย-
ร่วมจุนเจืออาลัย .. แห่งใจชาย-
พา .. วนว่ายเสน่หา .. ห้วงอาวรณ์
O หรือบุญสร้างบาปสม .. เกินข่มห้าม
สบรูปแล้วรูปนามก็ตามหลอน
อิริยาพากย์เล่า .. แสนเว้าวอน-
เหมือนออดอ้อนแฝงเร้น .. อยู่เช่นนั้น
O โอ รูปลักษณ์รมยา .. เดียงสาโลก
กรรมเมื่อโบกโบยนัย .. พาไหวหวั่น
ต้อง-เงื่อนนัยแห่งชู้ .. โจมจู่ พลัน-
ย่อมผูกพันมั่นอยู่ .. ไม่รู้คลาย
O ครั้งนั้นหวายโบยหลัง .. จนพังยับ
จวบชีพวิญญาณลับ .. ลมดับหาย
ถูกลบรูป-นามทิ้งทั้งหญิงชาย
พร้อมแรงสายสวาทชู้เคียงคู่กัน
O ครั้งนี้ แรงอาวรณ์เคยซ่อนอยู่
เคยรับรู้อาศัย แต่ในฝัน
กลับต้องเผยภพชาติ .. มาพาดพัน
จากบุญบาปเบื้องบรรพ์คอยบัญชา
O อธิษฐาน .. เพรงวาสน์ให้พาดช่วง
จนแหนหวง .. เฝ้าคอย .. ละห้อยหา-
เติบเต็มอยู่ในทรวงไม่ล่วงลา
จนแววตาอาวรณ์ .. นั้น-ร้อนรน
O กี่ห้วงเวียนวงวัฏฏ์ของสัตว์โลก
อาจฝ่าโศกสุมสั่ง .. สักครั้งหน
กี่ช่วงคาบปฏิพัทธ์ .. รำบัดตน
อาจฝ่าพ้นเสน่หา .. ที่ท้าทาย ?
O เมื่อเผยรูปเผยนาม .. มาตามผลาญ
เผยอ่อนหวานอ่อนโยน .. ออกโชนฉาย
รู้หรือไม่ .. ด้านในหัวใจชาย-
ไม่ต่างหวาย .. โบยหลังเมื่อครั้งนั้น !
O แม้นรูปกายแตกดับ .. เกินนับชาติ
ยังคงมาดหมายอยู่ -ไม่รู้หวั่น
เพียง-จักขุวิญญาณ .. แผ้วพานกัน-
ย่อมหยั่งสัญญาชู้ .. โถมสู่ใจ
O จึงเมื่อวางชาติภพ .. มาจบ-ต้อง
สัญญาพ้องรูปนาม .. ย่อม-หวามไหว
พร้อมอาการเต้นรัวที่หัวใจ
เมื่อภาพใครลอบเร้น .. บีบเค้นลง
O ครั้งนั้น .. หวายวาดลงที่ตรงหลัง
แม้นเลือดหลั่งโลมกาย .. อย่าหมายบ่ง-
ถอนเอาเสี้ยนรักฝัง .. ที่ยังคง-
วางจำนงข้ามภพ .. รอ-พบเจอ
O ครั้งนี้ .. รอยสวาท .. เหมือนพาดผ่าน-
แววอ่อนหวานเปล่งปลั่ง .. ทุกพลั้งเผลอ-
เนตรชำเลืองเหลือบนำ .. ย่อมบำเรอ-
บำรุงใจพร่ำเพ้อ .. ชะเง้อคอย
O โอ .. วับวาบแววหวาน .. เหมือนผ่านสู่-
ให้รับรู้จดจำแทนคำถ้อย
ว่าจิตใจพร่ำเพ้อ .. จนเหม่อลอย-
เหมือนร่วมร้อยเรื่องขาน .. เมื่อนานปี
O ครั้งนั้น .. โดยจารีตเป็นขีดคั่น
จึงต้องทัณฑ์โทษหนัก .. สมศักดิ์ศรี
สองภพชาติ .. หัวใจ .. ยังไหววี-
ตอบเสียงหวายโบยตี .. ในที่นั้น
O ครั้งนี้ .. โดยรูปคราญ .. เผยผ่านต้อง
เช่นบ่วงคล้องอกใจ .. จนไหวสั่น
ความอบอุ่นอ่อนหวานก็ปานทัณฑ์-
แต่เบื้องบรรพ์รัดล่าม .. เกินข้ามพ้น
O โอ แววเนตรใครหนอ .. ยั่วล้อยาม
ก่อนแสงวามสองดวง .. ค่อยร่วงหล่น-
กลางอาลัยอาวรณ์ .. อันร้อนรน
ใครหนอ .. วนรอบหวาน .. หมุนด้านรอ
O โอ แสงดาวสองดวง ไยช่วงนัก
หมายกุมกักหัวใจ หรือไรหนอ
รูปนามเอย .. แรงชู้ ฤๅรู้พอ-
เมื่อยั่วล้อ .. ทอดตัวกลางหัวใจ ?


.....................


กลอนสองบทแรก .. นำมาจากเพลงยาวเจ้าฟ้ากุ้ง .. พระอุปราชในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกฐ แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง .. ราชวงศ์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา.




 

Create Date : 05 ตุลาคม 2557
13 comments
Last Update : 17 พฤษภาคม 2562 18:14:18 น.
Counter : 1395 Pageviews.

 

สดายุ..

จากคำบรรยาย...
"O ภาพอดีตเรื่องราวที่กล่าวขาน
ค่อยเผยผ่านความสู่ .. ให้รู้จัก
จนรับรู้ความนัย .. อยู่ในวรรค-
ว่าหัวใจถูกกัก .. เกินหักพ้น"

แสดงว่า ด้วยการสังเกตุ การใช้ภาษาและการเล่า เป็นสื่อจึง " รู้ความนัย .. อยู่ในวรรค" ได้...
นี่ กวี หรือ ผู้มีความสามารถในการใช้ภาษา...จะใช้
เป็นอาวุธ ในการ สื่อสาร...ถึงกัน..
โดยไม่จำเป็น ต้องเห็นตัวกัน ได้..

แต่..
"O นั่น .. แววเนตรใครวาบ .. ล้อคาบยาม
ก่อนแสงวามวาบช่วง .. นั้นร่วงหล่น
หรือภพชาติเบื้องบรรพ์ .. ช่วยบันดล-
ให้งามล้นโดยชาติ .. มาพาดเงา"

"O นั่น .. แววเนตรใครวาบ .. ล้อคาบยาม" ..นี่ซิ
ที่แสดงว่า เคยใกล้ชิดกันมา..
เยี่ยงเจ้าฟ้ากุ้ง กับ เจ้าฟ้าสังวาลย์ ที่เคยรู้จักรักกันมา
ก่อนที่ต่างจะต้องแยกไปทำหน้าที่...
ใช่ไหมเอ่ย...
แต่ระหว่าง นครปฐม กับ ลำปาง นี่ ใช่จะแยกห่างกัน...
เช่นวังหน้า และ วังหลวง....

ดูจะออดอ้อนเกินจริง( Surrealist ) ไปหน่อย กระมังคะ..

รายการ"จับผิดกวี" ด้วยความหมั่นไส้ ! 555

แต่ "O สุดหัวใจ .. O" นี่..
..คนอ่าน สยิว ตามไปด้วย เลยค่ะ..




 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 5 ตุลาคม 2557 16:07:29 น.  

 

มินตรา ..

บทที่ยกมานั้น ..
O ภาพอดีตเรื่องราวที่กล่าวขาน
ค่อยเผยผ่านความสู่ .. ให้รู้จัก
จนรับรู้ความนัย .. อยู่ในวรรค-
ว่าหัวใจถูกกัก .. เกินหักพ้น

เป็นการเท้าความถึงเรื่องรักของเจ้าฟ้ากุ้งกับเจ้าฟ้าสังวาลย์ ที่เคยอ่าน .. รับรู้เรื่องราว .. ในแต่ละบรรทัดประวัติศาสตร์มาก่อนแล้วว่า .. "น่าจะชอบพอกันมาก่อนที่เจ้าฟ้าสังวาลย์จะถูกเรียกเข้าเฝ้าจนได้เป็น"นางใน"ของพระเจ้าบรมโกศพระบิดา ซึ่งต้องห้ามสำหรับชายทุกคน แต่สำหรับความรักมันไม่เข้าใครออกใคร มันตัดใจยาก เกินจะหักฝ่าไปได้ ..

พอมาถึงบทนี้ ..
O นั่น .. แววเนตรใครวาบ .. ล้อคาบยาม
ก่อนแสงวามวาบช่วง .. นั้นร่วงหล่น
หรือภพชาติเบื้องบรรพ์ .. ช่วยบันดล-
ให้งามล้นโดยชาติ .. มาพาดเงา"

เป็นการกลับมาหา"คนตรงหน้า ในหัวใจ" ที่สื่อกันด้วยสายตา คือสองบรรทัดแรก .. แล้วพอบรรทัดที่สามก็สงสัยวา หรือจะเป็น "สองผู้สร้างวีรกรรมลือลั่นในครังก่อนนั้น"จะช่วยดลใจ ให้เหมือนมีการตอบรับเสน่หาต่อกัน เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นอดีต คือช่วยให้สมหวังว่างั้นเถอะ

มันไม่ใช่ว่าสองคนนั่นกลับชาติมาเกิดเป้นสองคนในชาติปัจจุบัน .. แต่เพียงเท้าความถึง เพื่อสื่อความหมายล้อกันไปตลอดกลอนบทนี้

การเอาสองบทแรกของเพลงยาวเจ้าฟ้ากุ้งมาวางไว้เป็นเชื้อ ทำให้เราไม่ต้องบรรยายเยิ่นเย้อ
.
.

O ครั้งนั้นหวายโบยหลัง .. จนพังยับ
จวบชีพวิญญาณลับ .. ลมดับหาย
ถูกลบรูป-นามทิ้งทั้งหญิงชาย
พร้อมแรงสายสวาทชู้เคียงคู่กัน ..

บทนี้เท้าความประวัติศาสตร์ ที่ทั้งสองพระองค์ถูกหวายโบยจนเสียชีวิตทั้งคู่
.
.

O ครั้งนี้ แรงอาวรณ์เคยซ่อนอยู่
เคยรับรู้อาศัย แต่ในฝัน
กลับต้องเผยภพชาติ .. มาพาดพัน
จากบุญบาปเบื้องบรรพ์คอยบัญชา ..

บทนี้ตั้งใจล้อ แถมชี้นำว่า อย่าได้คิดบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น เพราะนี่คือลิขิตสวรรค์ .. จงเดินเข้ามาสู่อ้อมกอดซะโดยดี - 555

เพราะคนเขียนหากรักใครแล้วจะรักทั้งหัวใจ ไม่มีแทงกั๊กเด็ดขาด จึงต้องตั้งชื่อบทนี้แบบนี้ ..

เชื่อหรือไม่ ?

 

โดย: สดายุ... 5 ตุลาคม 2557 18:55:31 น.  

 

สดายุ..

ขอบคุณที่กรุณา แปล บทกลอนให้ฟัง..
เห็นไหมว่า ภาษาไทยนี่ พูดแล้วต้องแปล..

เชื่อซิคะว่า...
"O ครั้งนี้ .. โดยรูปคราญ .. เผยผ่านต้อง
เช่นบ่วงคล้องอกใจ .. จนไหวสั่น
ความอบอุ่นอ่อนหวานก็ปานทัณฑ์-
แต่เบื้องบรรพ์รัดล่าม .. เกินข้ามพ้น"

ครั้งนี้ .. แค่ "รูปคราญ .. เผยผ่านต้อง
เช่นบ่วงคล้องอกใจ .. จนไหวสั่น.."
สูตร..36-23-36... !

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 5 ตุลาคม 2557 19:41:35 น.  

 

มินตรา ..

เชื่อไหมว่า สำหรับผมแล้ว หุ่นดีมีภาษีกว่ารูปหน้าสวย !
หญิงฝรั่งเขาออกกำลังจนมี 6 packs ตามรูป

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=08-2014&date=08&group=137&gblog=1034

แต่สาวไทยหนักไปทาง อดอาหารแบบฉาบฉวย และส่วนใหญ่ไม่ออกกำลัง ทำให้ดูไม่แข็งแรงนัก

ที่จริงบทกลอนหากอ่านไปตามตัวอักษรแล้วแปลไม่ยากนะ .. เพราะเขียนแบบต่อเนื่อง เพียงแต่อย่าตีความซับซ้อนเกินไปเท่านั้น



 

โดย: สดายุ... 5 ตุลาคม 2557 20:34:43 น.  

 

สดายุ..

หาก มินตรา จะลดน้ำหนักตัว ก็เป็นไปเพราะเสียดายเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายสวยสวย ที่สรวมใส่ไม่ได้
หรือเพราะ รู้สึกอัดอัดตัว จะนั่งจะนอน ก็กลมไปหมด
มิใช่เพราะ ต้องตามใจผู้ชายคนใดคนหนึ่งผู้จะไม่รักเรา เพราะเราเป็นเรา...

"บทกลอนหากอ่านไปตามตัวอักษรแล้วแปลไม่ยากนะ .."
นี่ไงที่เป็นความแตกต่างระหว่าง"ผู้ประพันธ์ "กับ"ผู้อ่าน"
ทราบไหมคะว่า ผู้อ่านน่ะเลือกจะอ่าน สิ่งที่เหมือนตัว หรือวาดภาพว่า"ฉันนี่ล่ะ" คือ ผู้เป็นนางเอก หรือ ผู้ที่ เป็น"สุดหัวใจ"...
นี่คือการอ่านกลอน หรือนิยายของมินตรา ...
จึงได้ "อิน"ในเนื้อหา ไงคะ...ซาบซึ้ง..น้ำตาไหล หรือ สยิว..ตามใจความ ..
ส่วนเรื่องสยอง จะไม่ชอบอ่าน.. และไม่เคยนึกฝันที่จะเป็นนางเอกในเรื่อง แม่นาคพระโขนง...
ยกให้คุณมาร์ค เธอไป...555

"นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ ว่า"...(ตามตำราอีสป ชาวกรีก )
หาก"อ่านไปตามตัวอักษร แล้วแปล.."

ตามสูตร มินตราน่ะ
..มินตราต้องเป็น"สุดหัวใจ"..ไงคะ.. รับไหวไหม 555


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 6 ตุลาคม 2557 10:45:53 น.  

 

มินตรา ..

น้ำหนักที่มากเกินทำให้ ..
.. เสี่ยงต่อโรคอ้วน
.. เสี่ยงต่อโรคความดันเลือด
.. เสี่ยงต่อโรคหัวใจ
.. เสี่ยงต่อโรคริษยาคนหุ่นดี
.. ดูไม่งาม
.. สูตร ความสูง (cm) -120(สำหรับ ญ) = น้ำหนักตัว (kg) เสียหายหมด 555

ดังนั้นหากสูง 158 เมื่อลบ 120 ควรหนัก 38 เองนะ
แต่ผมว่าเอา 115 ลบก็พอ สูง 158 จะหนัก 43 กำลังเหมาะ

จะเห็นว่าเป็นเรื่องสุขภาพทั้งนั้น .. มีเรื่อง good looking แค่ 2 ข้อเอง

จริงไหม ?

เรื่องอ่านแล้วจินตนาการนั้นผมเข้าใจได้และพอใจที่คนอ่าน อิน ไปกับจินตนาการอันสวยงาม ..

มีส่วนทำให้คนมีความสุขย่อมเป็นเรื่องดีงามเด็ดขาด .. ..โดยเฉพาะสุภาพสตรีอันเป็นเพศแม่ .. หวังว่าคงไม่มีใครตำหนิเจตนารมย์นี้หรอกนะ

ส่วน"สุดหัวใจ" ของคนเขียนนั้นเวลาเขียนมักนึกไปถึง "ตัวน้อยๆ" โดยเฉพาะรูป "เงยหน้าจากแก้วน้ำ" นั้นงามหนักหนา ไปทุกทีสิน่า

เพราะนึกหน้ามินตราไม่ออก ..
จะนึกเป็นตัวอักษรในช่องความเห็นก็กระไรอยู่

55

 

โดย: สดายุ... 7 ตุลาคม 2557 5:24:16 น.  

 

สดายุ..

รูป "เงยหน้าจากแก้วน้ำ" นั้น ..
ต้องขยายความแล้วล่ะค่ะ มิฉะนั้น จะนึกไม่ออกว่า
"งามหนักหนา ไปทุกทีสิน่า "น่ะ เป็นยังไง..

ส่วนที่"นึกหน้ามินตราไม่ออก ..
จะนึกเป็นตัวอักษรในช่องความเห็นก็กระไรอยู่ "นั้น..
ไม่ควรนึก..
เพราะชีวิตในโลกไซเบอร์นั้น ไม่ควรยึดมาเป็นจริงจัง ...
มินตราเอง ไม่เคยรักใคร ที่"ตัวอักษร"โดยไม่ศึกษาถึงนิสัยใจคอ และสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริงของคนผู้นั้น...

ชีวิตจริงของคนผู้หนึ่ง ประกอบด้วย พื้นฐานทางจิตใจ ..
อริยาบท ..ชีวิตประจำวันที่ปฎิบัติทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้อื่น..เพื่อนที่คบหาสมาคม...
ซึ่ง สังคมในโลกไซเบอร์ไม่มีสิ่งเหล่านี้ ประกอบเลย..

บุษบามินตรา อาจจะเป็นสตรีที่น่ารัก น่าใกล้ชิด ...
แต่ในชีวิตจริง อาจจะ ไม่มีใครเข้าถึงตัวเลยก็ได้..ใช่ไหม
ที่สำคัญคือ บุษบามินตรา มี"ชายเดียวในดวงใจ"แล้ว..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 7 ตุลาคม 2557 8:28:51 น.  

 

สดายุ..

ไปท่องเวป แล้วพยายามหา ..
"รูป "เงยหน้าจากแก้วน้ำ" นั้นงามหนักหนา ไปทุกทีสิน่า "....ของสดายุ
ไปเจอภาพของ "Red Baroness" ในปราสาท ที่เยอรมัน.. 555 คนนี้ รึเปล่า ที่หมายถึงน่ะ ...

ในประวัติศาสตร์ มีแต่ "Red Baron"
นักบินชาวเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 1 "เสืออากาศ "ที่ทหารอากาศสมัยนั้น เกรงกลัวและเคารพ
ชื่อ Freiherr Manfred Albrecht von Richthofen
( 1892 - 1918 )
ท่านนี้ มินตรารู้จักชื่อตั้งแต่อยู่เมืองไทย ตอนดูหนังสงครามโลกครั้งที่1 เรื่อง Blue Max
จนเดี๋ยวนี้ ยังใฝ่ฝันจะ เก่งเยี่ยงท่าน จนได้รับเหรียญ Blue Max บ้าง..

เล่าให้ เจ้ากรมพิธีการฑูตเยอรมันฟัง..ท่านบอกว่า ต้องไปยิงเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามให้หมดทั้งฝูงก่อน !

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 7 ตุลาคม 2557 15:07:23 น.  

 

มินตรา ..

ตัวน้อยของผมเขารู้จุดอ่อนผมดี .. จึงเลือกใช้การโจมตีที่ได้ผลเพียงในกระบวนท่าเดียว
ด้วยรูปสาวน้อยในอิริยาบถที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ..
.. สองมือประคองข้างแก้มไว้
.. ปากยิ้มเล็กน้อย เห็นฟันเรียงเป็นระเบียบ
.. ดวงตาเงยขึ้นมองกล้อง
.. ผมปรกระหว่างคิ้ว
.. เรียวข้อแขนซ้ายมือสวมสร้อยเส้นเล็กๆ
.. ตรงหน้ามีแก้วเครื่องดื่มพร้อมหลอดดูด

ภาพนั้นเป็นภาพแรก .. ที่เผยออกมาผ่านตา
วิวาทะที่เคยมีต่อกันบางครั้ง แต่เมื่อยังไม่เคยเห็นหน้าจึงจบลงตั้งแต่นาทีนั้น !

ภาพนั้นติดตัวไปทุกแห่ง ..
แต่หัวเด็ดตีนขาดอย่างไร ก็ไม่ยอมให้วางรูปในบล็อกนี้ เป็นอันขาด .. แล้วใครเล่าจะขัดบัญชาได้

มินตราลองไปหาภาพอย่างที่บรรยายมาสิ .. ว่าจะจินตนาการได้เหมือนไหม

 

โดย: สดายุ... 7 ตุลาคม 2557 17:10:43 น.  

 

สดายุ...

แค่ ..
"ตรงหน้ามีแก้วเครื่องดื่มพร้อมหลอดดูด"
ก็ทราบแล้วว่ามิใช่ วัฒนธรรมยุโรป ...
ยิ่ง อาหาร"ขึ้นโต๊ะ"
ยิ่งไม่มีการใช้"หลอดดูด"ในแก้ว...เด็ดขาด !
สองโลก..สองวัฒนธรรม..

นี่ไงคะ คือรายละเอียด บนความแตกต่างทางวัฒนธรรม..


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 7 ตุลาคม 2557 17:26:45 น.  

 

มินตรา ..

ในร้านฟาสฟู๊ด ทั่วประเทศไทย ไม่มีใครยกแก้วซดหรอก
หลอดดูดมันไม่ต้องใช้ปากสัมผัสขอบแก้ว แบบไวน์หรือวิสกี้ เพราะเขาไม่ได้ดื่มไวน์หรือวิสกี้กัน .. มันคนละอุณหภูมิ คนละบรรยากาศ คนละวัย คนละรสนิยม

และมันมิใช่ รูปแบบของอาหารขึ้นโต๊ะอะไรแบบนั้น .. เด็กหนุ่มสาวเมืองไทยกับชีวิตการพบปะกันในร้านกาแฟ หรือ ร้านริมน้ำ ตอนกลางวัน .. มันคงไม่ต้องแต่งทักสิโด้หรอกกระมัง

โถ แม่คุณ .. จะมาปรุงแต่งจริตกันเรื่องวัฒนธรรมอะไรนักหนา .. คนเอเชียก็คนเอเชีย มันมิใช่ยุโรป ที่แตกต่างกันในทุกเรื่อง

ไปอาศัยเมืองเขาอยู่ ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เหยียดผิวไม่ใช่หรือ ?

เดี๋ยวภูมิใจในความเป็นเอเชีย ..
เดี๋ยวก็เหยียดวัฒนธรรมที่แตกต่างกับพวกผิวขาว ..

อารมณ์สองขั้วนะนี่ ..

 

โดย: สดายุ... 7 ตุลาคม 2557 18:05:51 น.  

 

สดายุ...

มาแล้ว..วัฒนธรรมแบบไทยไทย..
ประชาธิปไตย แบบไทยไทย..

สิ่งที่มินตราพูดถึงเพื่อจะบอกว่า "วัฒนธรรมหลอดดูด" น่ะ เป็นของ พวก "วัฒนธรรมฟาสฟู๊ด"
มิใช่ทั้งของยุโรป และ เอเซีย..

เมื่อจะใช้ "มือ" ก็ควรเรียนรู้"วิธีใช้มือ.."
เมื่อจะใช้ช้อนส้อม แก้ว ก็ควรเรียนรู้ "วิธีใช้ ช้อนส้อมแก้ว"

มิใช่หัวมงกุฎ ท้ายมังกร..
และที่โดน"เหยียดหยาม"น่ะ เป็นเพราะ
ไม่รู้"วัฒนธรรมการกินน้ำพริก"
หรือไปยกย่อง"วัฒนธรรมหลอดดูด "นี่ล่ะ..

อย่ามาไทยไทย ...555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 7 ตุลาคม 2557 18:32:59 น.  

 

มินตรา ..

ผมว่าการไปอยู่กับฝรั่งนานช่วยอะไรไม่ได้มากนักในแง่ภวะวิสัย .. ที่ยังมีความเป็นไทยอยู่มากมายในแง่ การattachment ของจิตวิญญาณที่ถูกครอบงำหรือชี้นำมายาวนาน

ความเป็นไทยที่ฝังลึกในโครโมโซม .. มันถอนไม่ออกด้วยบริบทแวดล้อมหลังจาก 10 ขวบปีแรกของชีวิต .. จะให้คิดเหมือนเขายากมาก .. ต่อให้หลัง 10 ขวบจะอยู่จนตายจากโลกไปก็ตาม

มันเหมือนคนที่ด้อยกว่าไปอยู่สมาคมกับคนที่เหนือกว่าอย่างผู้อาศัย .. จึงมีภาวะการเรียนรู้แบบท่องจำมา และไม่สามารถ transform มาเป็นตัวตนของตัวเองที่แท้จริงได้ .. จึงมีลักษณะครึ่งบกครึ่งน้ำ

เหมือนคนมีปมด้อย
อยู่ในโลกหนึ่งก็รู้สึกด้อย คล้อยตามความเหนือกว่าในด้านต่างๆ แทบทุกกรณี

พอมาอยู่ในโลกหนึ่งก็รู้สึกเขื่อง ตัวพองด้วยอาศัย link จิตวิญญาณกลับไปในที่แรกยอมรับความเหนือกว่านั้นในฐานะผู้ด้อยกว่า เพื่อเป็นหลักพิงทางจิตวิญญาณ

เพราะอาการพลุ่งพล่านของตัวตนที่แสดงออกมามันไม่ใช่มรรควิถีแห่งสถานที่ไปอาศัยพักพิงแม้แต่น้อย

 

โดย: สดายุ... 7 ตุลาคม 2557 19:22:23 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.