Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2557
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
30 พฤศจิกายน 2557
 
All Blogs
 

O หอมลมร่ำ .. O








เพลง .. Song From A Secret Garden


O สายลมทั้งแสงแดดที่แวดล้อม
เหมือนอยู่รอหวานหอม..ละม่อมหน้า
เพียงลมรื่นโรยสายรำบายมา
ก็รู้ว่าหอมหวาน..เผยผ่าน..รอ
O เชิดดอกช้อยคอยภมรเวียนว่อนสู่-
เสพรสหวานเรณู..ที่ชูล่อ
หวานหอมแห่งรูปเงาก็เคล้าคลอ-
ยั่ว..หยอกล้อ..เสน่หาในอารมณ์
O ร่ำรอ-รสหอมหวาน..ใคร-ผ่านสู่
สื่อ-รับรู้..หลอมหลั่งคอยสั่งสม
ร่ำรอ-แฝงเร้นหมายฝากสายลม
ใคร-อาจข่มเอียงอาย..รำบายคำ
O รับรู้-ความอ่อนไหว..ของไม้พุ่ม
ต้องเร้ารุมห้อมห่ม..จากลมร่ำ
รับรู้-ความหอมกรุ่น-ใครหนุนนำ-
ผ่านร่วมบำรุงชู้..และอยู่คอย
O เช้านี้..ลมอ่อยเอื่อยพัดเฉื่อยโชย
รื่นก็โรยตัวเคล้าความเหงาหงอย
พร้อมดวงวันสาดส่อง, บางร่องรอย-
ก็เคลื่อนคล้อยรูปนามลงล่ามคา
O ตรึงรูปลงแววตาแต่ครานั้น-
เพียงสบ, พลัน-หวานหอมก็น้อมหา
ในเช้าแสนแช่มชื่นแต่ตื่นตา
เสน่หาแห่งชู้..เหมือนอยู่คอย
O หมอกหม่นมัวบังพรางเอาสางตรู่-
ตื่นรับรู้..เย็นเยียบ, ความเงียบหงอย
ดารดาษน้ำค้างก็วางรอย-
หยาดรูปย้อยล้อผกายกลางสายลม
O พร้อมภาพท่านผู้ขอ..เคลื่อนต่อแถว
รูปผ่องแผ้วก็ระยับเกินขับข่ม
กรรทบล้อแววตาและอารมณ์
ค่อยค่อยถมทับถวิลให้ยินยอม
O อยู่ยั่วล้อต่อตา..เหมือนว่าเนตร-
เหลือบชายเลศปลาบปลั่งหมายหลั่งหลอม-
เอาหัวใจอุ่นล้ำให้ด่ำดอม-
รสหวานพร้อมยอมใจ..คอยไขว่คว้า
O อยู่ยั่วล้อต่อตา..แววตานั่น-
ราวว่าสั่นไหวยิ่ง..เสียยิ่งกว่า-
การแกว่งสั่นหัวใจผู้ไกลตา
ดูเถิด..ข่มสีหน้า..หลบตาชาย
O อยู่ร่วมฟ้า..หากเหมือนความเอื้อนเอ่ย-
จะยากเผยรูปนามแห่งความหมาย
ก็ยังคงซ่อนแอบอย่างแยบคาย
ขัดเขินอายนัยชู้..ที่จู่โจม
O รูปแห่งธรรมลับรอย..ทุกรอยแล้ว
เหลือเพียงแววตาปลั่ง..เข้าถั่งโถม
ระลอกความรมย์รื่น..เสียงครื้นโครม-
ก็คอยโหมระลอกชู้ให้รู้รส
O หมอกจางรอยถอยรูป..ลมวูบผ่าน
ความอ่อนหวานเบื้องหน้าก็ปรากฏ-
ในแววตาตื่นชู้..ที่รู้ลด-
เลี้ยวเลศกดข่มห้าม..วาบหวามทรวง
O ขันข้าวว่างเปล่าแล้ว..ลมแผ้วผ่าน
หาก-รูปคราญผ่านแล้วยากแล้วล่วง
ข้าวพรากขัน..นัยคำเมื่อบำบวง-
ขอเป็นบ่วงบาศคล้อง..ทุกห้องใจ
O แว่ว..เมื่อเสียงสาธุ..บรรลุโสต
ธรรมอุโฆษณาการ หรือต้านไหว
เมื่อนามธรรมอ่อนหวานบรรสารนัย
จนอาลัยวาบแล้วทุกแววตา
O แว่วนั้น..เพื่อข่มขับความรับรู้-
อารมณ์ชู้..รุมเร้าโถมเข้าหา
โซ่ห่วงแห่งรูปนามที่ล่ามคา-
ก็เหมือนว่าเกินจิตจะคิดคลาย
O เข้าสาย..ลมอ่อยเอื่อยยังเฉื่อยโชย
งามก็โรยตัวล่วง..ออกช่วงฉาย
รูปนามเอย-แว่วเสียง..ความเอียงอาย-
แผ่วรำบายอาวรณ์..ออดอ้อนลม
O เข้าสาย..หอมสายหยุด ก็สุดสิ้น
แต่หอมกลิ่นรื่นชู้ยากรู้ข่ม
ถ้วนรูปรสเสน่หาในอารมณ์
เจ้าล้อมห่มสิ้นแล้ว..นะแก้วเอย





 

Create Date : 30 พฤศจิกายน 2557
7 comments
Last Update : 21 กุมภาพันธ์ 2562 18:35:34 น.
Counter : 1527 Pageviews.

 

ดายุ..

"O พร้อมภาพท่านผู้ขอ..เคลื่อนต่อแถว
รูปผ่องแผ้วก็ระยับเกินขับข่ม
กรรทบล้อแววตาและอารมณ์
ค่อยค่อยถมทับถวิลให้ยินยอม"
และ
"O ขันข้าวว่างเปล่าแล้ว..ลมแผ้วผ่าน
หาก-รูปคราญผ่านแล้วยากแล้วล่วง
ข้าวพรากขัน..นัยคำเมื่อบำบวง-
ขอเป็นบ่วงบาศคล้อง..ทุกห้องใจ"

เป็นภาพ พระออกบิณฑบาตร...
จะถามหลายครั้งแล้ว ว่า ดายุ ต้องการสื่ออะไรเอ่ย..
เสมือนพระไป ติดตาต้องใจผู้มาทำบุญงั้นแหละ...

ความแตกต่างในสองสภาวะ

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 1 ธันวาคม 2557 13:03:31 น.  

 

มินตรา ..

ผมเขียนบทเสน่หาของรูปคราญกับชายหนุ่มริมทางที่มีแถวพระคั่นกลางมาหลายบท และบทนี้เป็นบทที่ 2 ที่เขียนแล้วคนอ่านเข้าใจว่าพระมีจิตปฎิพัทธ์ต่อรูปงามผู้ยืนรอตักบาตร ..

บทแรกคือบทนี้ ..
๐ ฟ้าเดียวกัน....๐

บทนั้น มีคนถามเหมือนมินตราถามในบทนี้เลยทีเดียว .. คงต้องพิจารณาตัวเองว่าเขียนสื่อได้ไม่ชัดเจนพอ .. 55


เพียงแต่บทนี้ มันเขียนชัดเจนนะผมว่า ..

O รูปแห่งธรรมลับรอย..ทุกรอยแล้ว
เหลือเพียงแววตาปลั่ง..เข้าถั่งโถม
ระลอกความรมย์รื่น..เสียงครื้นโครม-
ก็คอยโหมระลอกชู้ให้รู้รส

รูปแห่งธรรม .. หมายถึงพระสงฆ์
ลับรอย .. ลับไปจากสายตา
ทุกรอย .. ทุกรูป
แปลว่า .. เมื่อพระจาริกไปจนพ้นสายตาแล้ว .. ยังเหลือเพียงแววตาตรงหน้าที่มีประกายวับวามรายล้อมอยู่ .. ทำให้ความรมย์รื่นก่อระลอกในจิตใจไม่จบสิ้น .. ประมาณว่ามองตา แล้วหลบ แล้วมองอีก กันไปมา ..ไม่จบไม่สิ้น

ตกลงนี่อ่านละเอียดพอแล้วคิดตามไปกับเนื้อหาหรือเปล่านะ .. ชักไม่แน่ใจ ?

 

โดย: สดายุ... 1 ธันวาคม 2557 20:53:35 น.  

 

หากจะหมายถึงบทนี้ ยิ่งไม่ใช่

O ขันข้าวว่างเปล่าแล้ว..ลมแผ้วผ่าน
หาก-รูปคราญผ่านแล้วยากแล้วล่วง
ข้าวพรากขัน..นัยคำเมื่อบำบวง-
ขอเป็นบ่วงบาศคล้อง..ทุกห้องใจ

ขันข้าว คือ ภาชนะที่ผู้มาตักบาตรใส่ข้าวมารอคดใส่บาตรพระรูปละช้อนทัพพี

บาตรพระ คือ ภาชนะที่พระอุ้มมาเพื่อขออาหารจากศาสนิก

มินตราคงเข้าใจว่าขันข้าว คือ ภาชนะที่พระอุ้มมา .. ใช่ไหม ?

 

โดย: สดายุ... 1 ธันวาคม 2557 20:58:19 น.  

 

ดายุ..

"ขันข้าว" นี้ เข้าใจค่ะ เพราะที่บ้านก็เรียกขันข้าว...
ส่วนภาชนะใส่อาหารของพระนั้น เราจะเรียกว่า "บาตร"

จำได้ว่า ตอนเด็กเด็ก ไปดูหนังกับแม่ ...
ก็จะมีโฆษณาเยอะก่อนจะมีภาพยนตร์ฉาย..

มินตราจะไม่ทราบว่า ตอนไหนเป็นหนังตอนไหนเป็นโฆษณา ..ต้องถามแม่อยู่เรื่อยว่า หนังมาแล้วยัง..

แยกหนังเรื่อง กับหนังโฆษณา ไม่ออก
อย่าไปเล่าใครนะ อายเค้า.. ..

มากลอนนี่อีกแล้ว..
อายจริง..


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 1 ธันวาคม 2557 22:19:16 น.  

 

มินตรา ..

มิใช่เรื่องน่าอายอะไร .. การตีความข้อเขียนของผู้อื่นอาจแตกต่างกันไปได้เป็นธรรมดา เพราะฐานคิดมันต่างกันในจุดเริ่มต้น ..

ดังนั้นในการอ่านข้อเขียนทั้งทางศาสนา และ การเมือง คนเราจึงตีความต่างกันอยู่เสมอ .. เป็นต้นว่า ..

https://www.facebook.com/somsakjeam?fref=ts

ผมชอบบริบทแบบที่บรรยายข้างบน .. แต่ยังหาภาพที่ถูกใจไม่เคยได้ ..

สาวงามแนวลูกครึ่ง
แต่งตัวสมัยใหม่
แถวพระเดินมา
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่เยื้องกันฝั่งตรงข้าม

 

โดย: สดายุ... 2 ธันวาคม 2557 18:16:27 น.  

 

สดายุ...

ทำไมจะไม่น่าละอายล่ะ...
ในเมื่อ สดายุเองยังบอกว่ามินตราความรู้แค่คำว่า"ขันข้าว" กับ "บาตรพระ" ยังสับสน..

เมื่อไม่มีความรู้ระดับพื้นฐาน ยังอาจหาญมาอ่านกลอน อ่านฉันท์..

อย่างนี้ ภาษาไทยเค้าเรียกว่า"ไม่เจียมตน"
ไม่รู้แล้วยังจะอวดรู้... เห็นทีจะต้องเลิกอ่าน โคลงฉันท์ กาพย์กลอน แล้วล่ะ...
เพราะขนาด majorวรรณคดีอังกฤษ minor ภาษาไทย..ยังแยก "ขันข้าว"กับ"บาตร "อย่างที่สดายุ คิด ไม่ได้.. ! 555

เรื่องศาสนา ก็เช่นกัน ไม่มีความรู้ลึกซึ้ง ...
เพราะมองศาสนาเป็นเพียง "ปรัชญาในการดำรงค์ชีวิต "ของแต่ละยุคสมัย..

เริ่มจาก ความคิดเรื่อง ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุพื้นฐานทั้ง๔
ซึ่ง อารยัน เริ่มคิดมาว่า พระอาทิตย์ คือไฟ ดวงใหญ่ เป็นแรกกำเนิดของสรรพสิ่งในจักรวาล....

แล้ว มีพวกท่องคัมภีร์ ที่เรียกว่า"พราหมณ์"สอนสั่งความรู้ที่สะสมกันต่อต่อมา...

และเมื่อมีการปฎิวัติทางความคิดครั้งใหญ่ จึงเกิด พุทธ เชน และ ศาสนาของลูกลูกของ "อพราหมณ์"

เห็นไหมว่า "พื้นฐานความรู้ที่ไม่เท่ากัน" เยี่ยงนี้ จะมาเสนอหน้าอ่าน โคลง​ฉันท์ กาพย์ กลอน ได้ อย่างไร..

เห็นทีจะต้องอำลา ก่อนที่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ จะขายหน้าไปมากกว่านี้ 555


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 2 ธันวาคม 2557 20:47:17 น.  

 

สดายุ..
https://www.facebook.com/somsakjeam?fref=ts

อ่านแล้วค่ะ..ลองโทรไปถามคณบดีคณะนิติศาสตร์ ขอนแก่น และ อธิการบดี ดูว่า โครงการร่วมมือทางวิชาการ ด้านนิติศาสตร์ กับมหาวิทยาลัยในเยอรมันนั้น.. ใครเป็นตัวแทนผู้ประสานงานทางวิชาการ
คงมิใช่ อาจารย์ สมศักดิ์ หรอกนะคะ...555

ทำงานใกล้ชิดกันขนาดนี้ มิรึ จะไม่รู้นอก รู้ใน...
หากจะไม่รู้..
ก็น่าจะมาจาก"ความไม่แตกฉานทางภาษา"น่ะเอง...อ่านแล้วไม่รู้เรื่อง...




 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 2 ธันวาคม 2557 21:52:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.