Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2559
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
27 กรกฏาคม 2559
 
All Blogs
 
O เพียงเจ้า .. O







เพลง .. จระเข้หางยาว ทางสักวา
กอไผ่



O กลางสายลมโรยละลอก .. กลางหมอกเช้า
เยียบเย็น-เหงา .. โลกสรรพ, รูปอัปสร-
ค่อยเผยผ่านรุมเร้า .. คอยเว้าวอน
ให้คำนึงช่วงตอน .. เจ้าย้อนคำ
O พี่-เช่นยอดหญ้าพลิ้วกลางริ้วลม
ที่ความชื่นฉ่ำ-ฉม .. คอยบ่มร่ำ
มีความหมายสุมซ้อน .. ออดอ้อนนำ
ผ่านให้สัมผัสทั่วทั้งหัวใจ
O ลู่ระเนนเอนล้ม .. ล้อลมร่าย
เรียวใบปลิวปัดป่าย .. ต้นส่ายไหว
เช้าชื่นเมื่อพรมผ่านด้วยหวานใคร
แม้น-เยียบเย็นเพียงไหน .. ก็ไม่รู้
O ด้วยอบอุ่นอ่อนหวาน .. ได้ผ่านล้อม-
เพื่อใจน้อมนอบหวานใครผ่านสู่
น้ำใจเช่นสายน้ำ .. ถ้อยคำตรู-
ย่อมดำรูรอยร่าง .. แนบกลางทรวง
O คืนสายลมบ่มโบกจากโลกหนาว
ผ่านฟากฟ้าเดือนดาว .. ส่งหนาวล่วง-
สู่โลกร้อนหญ้าเขียว .. พลิ้วเรียวรวง-
รับรู้ช่วงเหน็บหนาวอีกคราวครั้ง
O เรียวยอดหญ้าอ่อนพลิ้วด้วยริ้วลม
รอรับชื่นฉ่ำฉม .. สายลมหลั่ง
พลิ้วยอดเอนไหวลู่ .. เหมือนรู้ฟัง-
ความอ่อนหวานกระซิบสั่ง .. อีกครั้งครา
O รับรู้ความรื่นรมย์แห่งลมร่ำ
อ่อนละมุนหนุนนำ .. ราวย้ำว่า-
รื่นที่หวนห้อมเห่ห้วงเวลา
จนเฝ้าคอยไขว่คว้า-จากฟ้าไกล
O ลมลูบเรียวซัดส่ายปัดป่ายยอด
นัยพร่ำพลอดสื่อหมาย .. ก็ส่ายไหว-
ย่อมด้วยโดยดุษฎี .. ก็ที่ใจ-
จะล่องไหลระลอกหวังอีกครั้งคราว
O ระยิบเอยเนตรคมกลางลมร่ำ
ผ่องผกายร่ายรำในค่ำหนาว
ดูเถิด .. แววปลดเปลื้องแฝงเรื่องราว-
แทนคำกล่าวสั่นรัว .. จากหัวใจ
O งามเอยแววเนตรวับให้นับเนื่อง
รอปลงเปลื้องหวานซึ้งติดตรึงให้-
รุมเร้าด้วยเสน่หาแรงอาลัย-
เพรียกอ่อนไหวเหนี่ยวหน่วงเข้าพ่วงพัน
O บ่ายโบกผ่านลมร่ำแห่งค่ำหนาว
ฝ่าเดือนดาวโอบล้อมเข้ากล่อมขวัญ
เพื่อโอนอุ่นแอบแฝงเข้าแบ่งปัน
ให้เหน็บหนาวทั้งนั้น .. ต้องบั่นทอน
O ผ่านมาเถิด .. เกรียวกรู .. ฤดูลม
อุ่นจะห่มหนาวร้ายให้ถ่ายถอน
ยอดหญ้าเรียว .. ลมร่ำ .. ถ้อยคำวอน-
จะร่วมฟ้อนฝากช่วง .. บำบวงฟ้า !
O เพื่อหอมหวานต่างตอนจักย้อนสู่-
ร่วมรับรู้ใฝ่ฝันร่วมฟันฝ่า-
ฝาก-อบอุ่นอ่อนหวานพลิ้วผ่านมา
แทนอ้อมแขนปรารถนา .. ผู้อาลัย
O ชื่น .. สายลมบ่ายโบกจากโลกหนาว
เมื่อสองดาวดวงนั้น .. คล้ายสั่นไหว-
ตอบรับความหอมกรุ่น .. แห่งอุ่นไอ-
ที่หลั่งไหลซ่านซึ้งเข้าตรึงตน
O คล้าย-ความคิดถึงกันในวันนี้
นับครั้งที่ .. มีนั้น .. นับพันหน
คล้าย-ความนัยอกชาย .. ที่ว่าย-วน
ทุกครั้งวนถวิลอยู่ .. แต่ผู้เดียว
O เมื่อ .. บทเพลงปฏิพัทธ์ระบัดบ่ม
ย่อมปรารมภ์ .. เฝ้าแต่ชะแง้เหลียว
เมื่อ .. อ่อนหวานรำร่าย-ที่คลายเกลียว-
พันโน้มเหนี่ยวร่วมหมาย .. ย่อม-สายใย
O เมื่อสายลมบ่ายโบกผ่านโลกหนาว
คืนเรื่องราวตอกย้ำ .. ถ้อยคำไข
ก็ด้วยความซาบซึ้งของหนึ่งใจ
ที่อ่อนไหวรับรู้ .. ฤดูลม
O เกสรมาลย์, ลมเรื่อยพัดเฉื่อยโชย
หอมย่อมโปรยปรายสู่ให้รู้ฉม
ต่างฤๅหอมเสน่หา .. ห้วงอารมณ์-
ที่จ่อมจมหอมอยู่ .. ฤๅรู้พอ ?





Create Date : 27 กรกฎาคม 2559
Last Update : 11 พฤษภาคม 2562 18:02:24 น. 12 comments
Counter : 1606 Pageviews.

 
เพราะมากค่ะ


โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 วันที่: 28 กรกฎาคม 2559 เวลา:15:56:09 น.  

 

เอื้อย ..
ลองเขียนดูไหมครับ


โดย: สดายุ... วันที่: 28 กรกฎาคม 2559 เวลา:19:39:45 น.  

 
ไม่สันทัดชอบอ่านอย่างเดียวค่ะ


โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 วันที่: 29 กรกฎาคม 2559 เวลา:11:50:48 น.  

 


งั้นก็ยินดีมากที่ชอบอ่าน
มีอะไรอยากถามเชิญได้ครับ


โดย: สดายุ... วันที่: 29 กรกฎาคม 2559 เวลา:14:34:55 น.  

 
ไม่มีอะไรที่อยากถาม มีแต่ความเข้าใจส่วนตัวว่า คนเขียนกลอนส่วนใหญ่คงเขียนมาจากแรงขับดันในใจที่แตกต่างกันค่ะ


โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 วันที่: 29 กรกฎาคม 2559 เวลา:15:09:18 น.  

 
ถูกต้องครับ ..
มีแรงผลักจากเรื่องราว หรือ ภาพ ที่ผ่านการรับรู้ผ่านมาในขณะที่กำลังเขียน
และบทไหนที่มี passion เป็นแรงส่งจะเขียนได้ลื่นไหล รุนแรง กว่าปกติ
คงไม่จากจากฝีแปรงบนผืนผ้าใบของจิตรกร


โดย: สดายุ... วันที่: 29 กรกฎาคม 2559 เวลา:16:08:14 น.  

 
ขอบคุณคำอธิบายในคำตอบค่ะ


โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 วันที่: 29 กรกฎาคม 2559 เวลา:16:22:27 น.  

 


ครับ ยินดีครับ


โดย: สดายุ... วันที่: 29 กรกฎาคม 2559 เวลา:20:00:03 น.  

 
O หลากระลอกฉ่ำชื่น .. ราวคลื่นป่วน
ผ่านคร่ำครวญวาที .. แม้กี่หน-
ยังความเดิมในอก .. เวียน-วกวน
ด้วยสุดป่นลบล้างให้จางเลือน
O ร้างลมหนาว, อบอุ่นที่หนุนช่วย-
คล้ายฉกฉวย .. จากผู้ที่ดูเหมือน-
จะตอบรับอาวรณ์กลับย้อนเยือน
โอบกล่อมเลื่อนล้อมขวัญร่วมกันไป
O อาวรณ์อ้อยอิ่งอยู่ .. เหมือนรู้ว่า-
ปรารถนาสุมซ่อน .. แสนอ่อนไหว-
จักรุมเร้าสั่นรัวที่หัวใจ
เติมแต่งความอาลัย .. ตอบไมตรี
O คำพจน์พร่ำพรรณนา .. ทุกคราครั้ง
ล้วนแต่ฝังฝากนัยสู่ใจศรี
ล้อลมหนาว .. น้ำไหลด้วยไยดี
อันวาดวีโยนระลอก .. คอยซอกซอน
O คำพจน์พร่ำเรื่องราว .. ทุกคราวนั้น-
หมายแทรกขวัญถ่ายทอดความออดอ้อน
ให้โสตหนึ่งแอบอำถ้อยคำวอน
แล้วซาบซึ้งซ้ำซ้อน .. สุดผ่อนลง
O คำพจน์พร่ำเรื่องราว .. อีกคราวแล้ว
พร้อมกลิ่นแก้วผ่าวรุมให้ลุ่มหลง
ผ่านแรงไหลสายน้ำ .. คือ-จำนง
คอยรับส่งซึ้งอยู่ไม่รู้วัน
O คำพจน์พร่ำบอกกล่าว .. เรื่องราวว่า-
บางคุณค่าแหนหวง .. ในทรวงขวัญ
จะค่อยล่วงผ่านคำ .. เจ้ารำพัน
กล่อมนิทราหลับฝัน .. ตราบวันวาย


โดย: สดายุ... วันที่: 2 สิงหาคม 2559 เวลา:19:48:27 น.  

 
O เริ่มเถิดหรือ .. พิรุณพิลาปร่ำ
ให้ม่านแพรผืนน้ำครวญคร่ำสาย
แทนอกใครครวญคร่ำบอกรำบาย
ความมุ่งหมายฝันใฝ่ .. แห่งใจตน
O เสน่หาประหนึ่งฝนจะหล่นไหล
เข้าท่วมใจเติบเต็ม .. อย่างเข้มข้น
จะแทรกซึมทุกช่วงของดวงมน
สุดเลี่ยงพ้นหลบได้ .. นะใจเอย
O กระซิบผ่านสุจริต .. ในจิตหนึ่ง
รอซาบซึ้งใครนั้น .. รำพันเผย
แสงวิชชุช่วงตระการ .. รอผ่านเลย
เช่นช่วงความนัยเอ่ย .. รอเชยชม
O ไม่เคยนึกเคยฝัน, กลับบรรจบ
ชะลอรูปผ่านภพ .. บรรสบ-สม
ให้ใจหนึ่งแห่ห้อม .. คอยจ่อมจม
มุ่งปรารมภ์ถวิลอยู่ .. ไม่รู้วัน


โดย: สดายุ... วันที่: 2 สิงหาคม 2559 เวลา:19:56:57 น.  

 
อ่านแล้วอึ้ง ช่วยแปลความเม้นท์ 9,10 ให้ด้วย จะขอบคุณมาก ตัวเองความรู้น้อย ต้องขออภัยค่ะ


โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 วันที่: 3 สิงหาคม 2559 เวลา:9:38:42 น.  

 


เป็นกลอนที่เขียนทิ้งไว้ตามกระทู้เก่าๆครับ ..
เอามาลงไว้เผื่อจะขยายเรื่องราวต่อไปในบทใหม่ๆครับ


โดย: สดายุ... วันที่: 3 สิงหาคม 2559 เวลา:19:26:34 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.