Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2556
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
25 สิงหาคม 2556
 
All Blogs
 
O ลมเอย .. O








เพลง .. ลมเอย


-1-
O สุดขอบเขตอาจเอื้อม .. น้ำเชื่อมฟ้า
เพียงหนึ่งดวงจันทราได้อาศัย-
ฝากเอ็นดูลึกล้ำ .. ของน้ำใจ
ผ่านรูจีอำไพ .. ช่วยไขความ
O ถึง .. รูปเยาว์ผุดผาดพิลาสลักษณ์
ผู้ส่งหวานล้อมกัก .. เกินหัก-ข้าม
โอนหอมพรมผ่านให้อ่อนไหวตาม
รบเร้าจนลุกลาม .. เป็นความนัย
O อบอุ่นด้วย .. อ่อนหวานที่ผ่านสู่
จนเกินกู้กีดกั้น .. ความสั่นไหว-
แห่งดวงจิตปรารถนา .. แรงอาลัย-
ที่เร่งเร้าพาใจ .. คอยไขว่คว้า
O แต่ละหยาด .. แต่ละหยด .. แห่งรสสุคนธ์
ค่อยหลั่งหล่นล้อมขวัญ .. ให้ฟันฝ่า-
อาจเอื้อมเหนี่ยวรูปนิมิต .. ด้วยสิทธา-
อันแรงกล้า .. ครอบครองด้วยสองมือ
O ที่สุดเขตอาจเอื้อม .. น้ำเชื่อมฟ้า
คล้ายแววตาอ่อนหวาน .. บรรสาร-สื่อ
สิ่งที่หวังให้รู้ .. แฝงอยู่-คือ-
หาญยุดยื้อดวงใจ .. มาไว้ครอง
O รูปเอยรูปพิลาส .. แห่งชาติหงส์
ช่วยปลิดปลงล่มโศกแก่โลกผอง
ผ่านสังคีตพิเราะล้ำ .. ท่วงทำนอง-
การพร่ำพร้อง .. รตินัยสู่ใจงาม
O ที่คำนึงซึ้งใน .. อกใจนี้
เพียงท่วงทีอภิรมย์ .. เกินข่มข้าม
ขวางอยู่ในจินตภาพ .. ทุกคาบยาม
ร่ำรอทรามสวาดิน้อย .. เฝ้าคอยรอ
O มีความสัตย์ด้านในหัวใจชาย
เฝ้ารำบายเร่งช่วง .. บำบวง-ขอ
รวมอ่อนโยนอุ่นเอื้อ .. มากเหลือพอ-
เหนี่ยวพะนอชาติภพ .. ให้อบอวล
O ได้หรือไม่เจ้าเอย .. ช่วยเผยบอก
ฝากระลอกลมอ่อน .. ได้ย้อนหวน
ช่วยหอบถ้วนคมคำ .. ถ้อยสำนวน
ว่าอกหนึ่งคร่ำครวญ .. ตั้งตาคอย
O เมื่อใจหนึ่งคอยอยู่ .. ไม่รู้หน่าย
บางครั้งคล้าย .. เปลี่ยวเปล่าและเหงาหงอย-
เผยผ่านความพร่ำพร้องได้ล่องลอย
ร่วมปลดปล่อยเสน่หา .. แรงอาลัย
O ลมเอ๋ย .. ลมหวน
จงหวีดเสียงคร่ำครวญ .. กำสรวลให้-
โสตหนึ่งแว่วสั่นรัว .. แห่งหัวใจ-
อาจเอื้อมไขว่คว้าอยู่ .. ไม่รู้วัน

-2-
O ในสำนึกผูกพันของวันนี้
คือราศีหวานหอมรายล้อมขวัญ
ห้วงคำนึง, ท่วงทีแห่งชีวัน-
อาวรณ์นั้นรึงรัดแนบทัดทรวง
O ฉ่ำชื้นน้ำค้างใส .. เกาะใบหญ้า
ฤๅเทียบค่าชื่นล้ำ .. ถ้อยคำ-หวง
งามเอย .. งามภพภาพ .. เมื่อทาบทวง
จะเลยล่วงจากใจ .. เยี่ยงไรฤๅ ?
O หมอกขาว, หยาดน้ำค้างในสางรุ่ง
เพียงสูรย์ปรุงแสงปลั่ง .. จะยังหรือ
แต่-น้ำใจหลอมหลั่ง .. จะยังคือ-
ความผูกพันยุดยื้อ .. ร่วมถือ-ครอง
O หยดน้ำค้าง-พร่างลออ .. ร่วมล้อแสง-
บรรโลมแต่งสากล .. พรากหม่นหมอง
น้ำใจรอ-เนตรระยับ .. ตอบรับรอง-
การครอบครองแววตา .. ด้วยอาลัย
O ลมวรรษาพลิ้วผ่าน .. ลูบมาลย์ช่อ
คล้ายร่ำรออาวรณ์ผู้อ่อนไหว
เพรียกอ่อนหวานลึกล้ำแห่งน้ำใจ-
หยาดโลมไล้แอบออ-ลม .. ช่อมาลย์
O พบกันเพื่อคำนึงได้ตรึงรอบ
เป็นเกณฑ์กรอบรายล้อม-ความหอมหวาน
พบเพื่อมอบอุ่นเอื้อ .. ร่วมเจือจาน
จับจูงผ่านเที่ยวทาง .. เคียงข้างกัน
O เสียงวิหคครวญคร่ำลมร่ำสาย
แผ่วรำบายสายใยผู้ใฝ่ฝัน
สื่อความนัยหวานซึ้ง .. ส่งถึงกัน
รัดล้อมขวัญ .. ถวิลเห็นอย่าเว้นเลย
O รื่นรมย์เหลือกระไรอกใจนี้-
กับหอมหวานพจนี .. ค่อยคลี่เผย
มอบทั้งศักดิ์ทั้งสิทธิ์ให้ชิดเชย
ออดอ้อนเอ่ยความไว้ .. โดยไม่พราง
O จึงแม้นวันคล้อยดวงใกล้ล่วงลับ
หากเนตรพรับพริ้มอยู่ .. เหมือนตรู่สาง-
แสงแรกรุ่ง .. อำพนส่องหนทาง-
ล่มหม่นหมองจืดจาง .. ทุกย่างเท้า
O ลำดวนเอ๋ย .. แต่พบ .. บรรสบหน้า
ก็รู้ว่าโดดเดี่ยวและเปลี่ยวเปล่า-
นั้นเริดร้างห่างหายไม่กรายเงา
แค่เพียงเจ้า-แววตา .. บอกอาลัย
O ดูเถิดน้ำค้างหนาว .. อีกเช้าแล้ว
ลมพลิ้วแผ่ว .. ไม้พรรณ-เอน-สั่นไหว
จำนงเถิด .. ดวงฤดีผู้มีใจ
แฝงอ่อนไหวอารมณ์ .. ฝากลมครวญ
O ดูเอาเถิดอกใจ .. ผู้ไขว่คว้า-
เสน่หา สั่งสม ฝากลมหวน
เพื่อโอบล้อมชาติภพให้อบอวล-
กับหอมนวลกล้ำกราย .. กลางสายลม
O ด้วยสำนึกผูกพันของวันผ่าน
ล้วนอ่อนหวานผ่านสู่ .. สุดรู้ - ข่ม
รู้-เพียงว่าปรารถนาทุกปรารมภ์-
เพียงรอ-ห่มห้อมขวัญ .. ตราบวันวาย !





Create Date : 25 สิงหาคม 2556
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 11:10:25 น. 13 comments
Counter : 2257 Pageviews.

 


ลมเอย


".............. ......
ช่วยหอบถ้วนคมคำ .. ถ้อยสำนวน
ว่าอกหนึ่งคร่ำครวญ .. ตั้งตาคอย" !


โดย: บุษบามินตรา IP: 87.174.126.156 วันที่: 25 สิงหาคม 2556 เวลา:12:11:48 น.  

 
ร่ำโรย,โปรยปราย..สายลม,ฝน
จึงบางใบ..ไหววน..พลิ้ว,หล่น..ร่วง
อวลกลิ่นรสหวานหอมที่ห้อมทรวง
ระริก..พลิ้วลงบ่วงห้วงอาวรณ์

มีความสุข สมหวังเสมอค่ะ

.
.
คุณมินตรา มาสั้นจังค่ะ
พูดในสิ่งที่เห็นในคุณ และ--เป็นเช่นนั้นค่ะ
รอฟังเรื่องสนุกๆจากคุณมินตราเสมอนะคะ


โดย: มาย IP: 124.122.167.128 วันที่: 25 สิงหาคม 2556 เวลา:23:52:16 น.  

 

มาย..

ก้อ.."ระริก..พลิ้วลงบ่วงห้วงอาวรณ์"
ตาม..คำ..ความ..ที่ท่านวางบ่วงไว้ไงคะ
เลย อึ้งไป...

"O รื่นรมย์เหลือกระไรอกใจนี้-
กับหอมหวานพจนี .. ค่อยคลี่เผย
มอบทั้งศักดิ์ทั้งสิทธิ์ให้ชิดเชย
ออดอ้อนเอ่ยความไว้ .. โดยไม่พราง"

ตั้งแต่อ่านกลอนมา ยังไม่เคยเห็นกวีท่านใดจะใช้คำว่า.."มอบทั้งศักดิ์ทั้งสิทธิ์ให้ชิดเชย"
เป็นกลอนในศตวรรษที่21
ยุคกระแสคลื่น"ประชาธิปไตย" กำลังไหลไปทั่วโลก
จนล้นมาในบทกวีและความรัก..ความอ่อนหวาน..ทางอารมณ์ ได้ไงนะนี่..




โดย: บุษบามินตรา IP: 87.174.126.156 วันที่: 26 สิงหาคม 2556 เวลา:2:18:33 น.  

 
มินตรา ..

ผู้ชายจำนวนเกินครึ่งมีลักษณะ "อะไรก็ได้"

แต่ผู้หญิงไม่เหมือนกัน .. การที่จะยอมใกล้ชิดแม้เพียงการนั่งติดกันยังมีให้เฉพาะบางคนเท่านั้น

การมีให้เฉพาะบางคนนี้ .. คือการมอบศักดิ์และสิทธิ์ให้กับผู้ชายคนเดียวเท่านั้น .. อันเป็นเรื่องควรแก่การภาคภุมิใจของชายคนนั้น

ในขุนช้างขุนแผน วรรณกรรมไทยจากยุคอยุธยา .. จะเห็นได้ชัดว่า พิมพิลาไลย มอบศักดิ์และสิทธิ์ให้ใคร .. ขุนช้าง หรือขุนแผน ?

มีมาก่อนกระแสประชาธิปไตยเบ่งบานหลายร้อยปี

55





มาย ..

ร่ำโรย .. โปรยปราย-ลม, สายฝน
นั้น-กล่อมเห่ภูวดลทั้งบนล่าง
ชะใบไม้เกรียมกรอบอันบอบบาง-
พลิ้วพลิกคว้างคว้างหล่นลงบนแดน

ทั้งลมฝนโปรยสายจนบ่ายคล้อย
และแววตาเหลือบชม้อยก็คอยแล่น-
ล้อมวนเวียน, รุมเร้าวอนเว้าแทน-
สองเรียวแขนอุ่นโอบ .. ให้โอบ .. รับ



โดย: สดายุ... วันที่: 26 สิงหาคม 2556 เวลา:6:33:35 น.  

 


ดายุ...

อื้อฮือ..ช่างยอกช่างย้อนนักนะ !
(หมายความว่าช่างเถียง น่ะ)
แล้วช่างใช้คำว่า "พิมพิลาไลย มอบศักดิ์และสิทธิ์ให้ใคร .. ขุนช้าง หรือขุนแผน ? "
เมื่อก่อนคุณครูจะใช้คำว่า นางพิม"รัก"ใคร ก็จะตอบกันยากเหลือเกิน ..
ต้องใช้คำว่า"มอบศักดิ์และสิทธิ์"นี่แหละ จึงจะตอบง่าย..เฮ้อ..หากสมเด็จพระพันวษา
ถามด้วยคำนี้ นางพิมจะตอบง่ายขึ้นกระมังคะ
..คำพูด..ก็ฆ่าคนทั้งชีวิตได้..!
ใครใครก็ตามไปช่วยเหลือได้ไม่ทัน..

สดายุนี่..
เขียนกลอนบางครั้ง แล้วจะมีนัยเป็นeroticนะ
มินตราว่า..(เอ๊ะ..หรืออ่านเองคิดเองแปลเอาเอง)

"ร่ำโรย .. โปรยปราย-ลม, สายฝน
นั้น-กล่อมเห่ภูวดลทั้งบนล่าง
ชะใบไม้เกรียมกรอบอันบอบบาง-
พลิ้วพลิกคว้างคว้างหล่นลงบนแดน"

เด็กอายุต่ำกว่า 18 ห้ามอ่าน !
80ขึ้นไป อ่านได้...





โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.193.176 วันที่: 26 สิงหาคม 2556 เวลา:12:52:24 น.  

 
มินตรา ..
คิดไปโน่น .. (เอาเอง) ..

"ร่ำโรย .. โปรยปราย-ลม, สายฝน
นั้น-กล่อมเห่ภูวดลทั้งบนล่าง
ชะใบไม้เกรียมกรอบอันบอบบาง-
พลิ้วพลิกคว้างคว้างหล่นลงบนแดน"

คำว่า "ทั้งบนล่าง" .. (สงสัยจะคำนี้)

คือลมตระหลบด้านบน - สิ่งที่อ่อนไหวก็จะไหวตัวโอนเอนเป็นคลื่นจนเกิดเสียง

และฝนตระหลบด้านล่าง - พื้นที่ส่วนต่ำก็รับความฉ่ำชื้นของน้ำฝน

เสียงหวีดหวือครวญคราง คือ การเสียดสีของทั้งลมและฝนกับสิ่งที่แกว่งไกวได้เช่นยอดไม้ ยอดหญ้า หรือหมู่เมฆ

ใบไม้กรอบเกรียมก็จะหลุดขั้ว ตั้งแต่ต้องลม
และหากยังหยัดอยู่ได้ก็จะถูกน้ำหนักของเม็ดฝนถ่วงจนหล่นในที่สุด - หล่นจากที่สูง

เอ .. มัน erotic ตรงไหนหนอ ?


โดย: สดายุ... วันที่: 26 สิงหาคม 2556 เวลา:13:11:13 น.  

 

ต๊าย..สดายุ!

เดี๋ยวตีเลย!ยังจะมาบรรยายอีกแน่ะ...

ที่มินตราว่ามาน่ะ ว่าตามที่ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยสอนให้อ่านและตีความหมายโคลงฉันท์กาพย์กลอน นะ
ไม่ได้คิดเอาเองตามอำเภอใจ..มีทฤษฎีคิด จ๊ะ!
แต่สมัยโน้นน่ะ ยัง"ไม่เป็นสาว" คิดตามที่อาจารย์บอกไม่เป็น..เมื่อมีประสพการณ์ในชีวิตบ้าง ก็เลยชักจะ"แก่ทฤษฎี" ไปหน่อย..เท่านั้นเอง


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.193.176 วันที่: 26 สิงหาคม 2556 เวลา:14:05:15 น.  

 


มาย เอ๋ย ช่วยข้าด้วย !

(แปลงมาจาก "ฉางกายเอ๋ย ช่วยข้าด้วย")

มายอ่านแล้ว คิดว่ายังไงเอ่ย..ท่านเขียนให้โดยตรงนี่ คงรับสัญญานกันถูกต้อง


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.193.176 วันที่: 26 สิงหาคม 2556 เวลา:14:12:06 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่กาย

ช่วงนี้มีเวลาแวะเวียนมากกว่าที่เคย เลยได้รับทั้งความรู้และความรื่นรมย์

ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ


โดย: ม่านแพร IP: 202.29.190.73 วันที่: 26 สิงหาคม 2556 เวลา:18:20:06 น.  

 
มินตรา ..
จะบอกว่าตอนอาจารย์สอนยัง"ไร้เดียงสา"อยู่ล่ะสิ .. แต่ตอนนี้ "รู้เดียงสา" แล้วจึงมีจินตนาการสลับซับซ้อนมากขึ้น 55

ร้อยกรองเป็นการเขียนอย่างย่อเพื่อสื่อสิ่งที่ต้องการบอกออกมา ..

และการเขียนอย่างย่อนี้เองเป็นที่มาของความไม่ชัดเจน .. โดยเฉพาะมือใหม่หัดขับทั้งหลาย และสาเหตุหลักๆเลยคือ ขาดคำเชื่อม รวมทั้งมักใช้คำกลับหน้ากลับหลังเร่หาสัมผัส .. ความหมายจึงผิดเพี้ยน จนบางคนเขียนอ่านไม่รู้เรื่อง ..

รวมทั้งความหมายบางประการที่คนมักไม่ใช้กันในคำพูดประจำวัน

ใจ .. นี่มีหลายคำที่แปลได้
กมล
ฤทัย
หทัย
ฤดี
ดวงมาน
ดวงแด

มาน กับ แด นี้ไม่เคยได้ยินใครพูดในชีวิตประจำวันหรือแม้กระทั่งในบทเพลง คำมันเชยมาก ฟังแล้วพิลึกหู

นั่นหมายถึงการใช้"คำ"

ส่วน"ความนัย" มันก็ต้องแฝงๆ กันให้ตีความกันตามสมควร เพราะการพูดอารมณ์ความรู้สึกออกไปโต้งๆ นั้น มันไร้ลีลา ไร้รสนิยม look cheap

55

เอาเป็นว่าจะตีความแบบมินตรายุครู้เดียงสาแล้วก็ได้ .. ส่วนที่ยังไร้เดียงสาอยู่ก็ชมฟ้าชมฝนไปก่อนตามเพลง นะขอรับ





ม่าน
เริ่มมีเวลาแล้ว แปลว่าเริ่มตำแหน่งสูงขึ้น มีลูกน้องคอยรับโองการแล้วสิ .. อิๆๆ


โดย: สดายุ... วันที่: 27 สิงหาคม 2556 เวลา:7:02:39 น.  

 


ดายุ..

นี่ตัวอย่างที่กระทรวงให้เราเรียนนะ ไม่ได้เกเรไปหา"อะไรก็ไม่รู้"มาอ่านหรอกนะ

"๕๒๒ บุษบาบานคลี่คล้อย
สร้อยแลสร้อยซ้อนสร้อย
เสียดสร้อยสระศรี ฯ

๕๒๓ ภุมรีคลึงคู่เคล้า
กลางกมลยรรเย้า
ยั่วร้องขานกัน ฯ

๕๒๔ สรงสระสวรรค์ไป่เพี้ยง
สระพระนุชเนื้อเกลี้ยง
อาบโอ้เอาใจ ฯ

๕๒๕ แสนสนุกในสระน้อง
ปลาชื่นชมเต้นต้อง
ดอกไม้บัวบาน ฯ"

( ลิลิตพระลอ ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.๒๕๒๗)
ไม่ได้จำปีพ.ศ.เองหรอกนะ ต้องขอบคุณ"กระดานชนวนไฟฟ้า"..
สมัยนี้น่าเรียนหนังสือมากกว่าเช่นนี้เอง ไม่ต้องวิ่งเข้าห้องสมุดแล้วคอยรอหนังสือที่ต้องยืมมาแล้วรีบอ่านให้จบ..
แถมยังมีโอกาสโต้ตอบกับ"กวี"ได้ทันควัน มิต้องให้คุณครูมาคอยแปล...
นี่คน"แก่วิชา"นะ มิใช่"แก่แดด"555



โดย: บุษบามินตรา IP: 84.179.106.216 วันที่: 27 สิงหาคม 2556 เวลา:11:12:10 น.  

 
มินตรา ..

รู้ไหมวรรณกรรมโคลงที่ได้รับการยกย่องว่าเลิศมี 3 เรื่อง
1. ลิลิตพระลอ
2. ลิลิตเตลงพ่าย
3. นิราศนรินทร์

เรื่องไหนเรียก ลิลิต แปลว่ามีการเข้าลิลิต คือประกอบด้วย .. ร่าย .. โคลง2 .. โคลง3 .. โคลง4 .. ทุกโคลงต้อง สุภาพ เป็นผู้ดีนะ ไม่สุภาพไม่ได้ 55

นายนรินทร์ ไม่เข้าลิลิต จึงไม่เรียกลิลิตนรินทร์ เพระมีร่ายบทเดียวแล้วโคลง 4 สุภาพยาวจนจบ

ลิลิตพระลอ .. เนื้อหาเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากว่าคนล้านนายุค 300-400 ปีที่แล้วมีจินตนาการไปถึง"กรรมบท" 2 รุม 1 ที่ฝรั่งเพิ่งเอามาสร้างในหนังสำหรับผู้ใหญ่มาไม่เกิน 50 ปีนี้เอง ..

แสดงว่า ฝรั่งอาจมาลอกเลียนเนื้อหาไป - 55

เรื่องนี้ไม่เชิดชูคุณธรรม - แต่เน้นความรักของหนุ่มสาวแบบสุดโต่งถึงขั้นยอมแย่งชิงผัวชาวบ้าน จนตายไปด้วยกัน

พล๊อต ไม่สมเหตุสมผล กับโลกยุคมินตรารู้เดียงสาแล้ว .. อ่านเอารสทางวรรณศิลป์น่ะพอได้

พูดตามจริงนะ - คนบรรยายบทสังวาสนี้น่ะ ยังรู้ไม่เท่าไร - 555


โดย: สดายุ IP: 118.172.98.85 วันที่: 27 สิงหาคม 2556 เวลา:13:30:09 น.  

 


สดายุ !


โดย: บุษบามินตรา IP: 84.179.106.216 วันที่: 27 สิงหาคม 2556 เวลา:15:39:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.