Group Blog
 
<<
เมษายน 2557
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
27 เมษายน 2557
 
All Blogs
 
O รูป นิรมิต ? O








เพลง .. ลาวคำหอม สี่แผ่นดิน



O ลมแผ่วพลิ้วโชยมา .. พร้อมห่าฝน-
ที่หลั่งหล่นรื่นเย็น .. โรยเส้นสาย
วิชชุแลบลั่นเสียง, ความเอียงอาย-
ก็วาบรูปโชนฉาย .. ต่อสายตา
O พร้อมสายฟ้าวาบกระพริบ .. ไกลลิบโพ้น
ความอ่อนโยนห้วงใจผู้ใฝ่หา-
ก็เวียนรอบอบอุ่น .. เนื่องหนุนมา
และในตา .. บางภาพก็วาบวก
O งดงามแห่งโลกธรรมกลางค่ำฝน
รอบอำพนบนสรวง, ในห้วงอก-
ก็ช่วงรอบสัญญา, ความ-สาธก, -
อ้อมแขนปกป้องงาม-พร้อม .. ยามนั้น
O เม็ดน้ำหล่นพร่างพรู .. ฤดูฝน
ขณะห้วงใจคน .. วาบ-วน .. สั่น
จากอาวรณ์ผ่านต้องเกินป้องกัน
ฤดูใดเล่าขวัญ .. จึงสั่นสะเทิ้น ?
O วาบแสงวิชชุแล่นบนแผ่นฟ้า
พร้อมแววตาแสนอุทธัจ .. นั้น-ขัดเขิน
บนฝั่งฟ้าลมระลอกยังหยอกเอิน
แววก้ำเกินในตา .. ก็พร่าพราย
O กี่งามจะเท่างามในยามนี้
จนดาวเลื่อนราศีเลือนลี้หาย
กี่งามจะเท่างามในยามอาย-
เมื่ออ้อมอกแขนชาย .. ล้อมกายตน
O งดงามเอยแววตาใต้ฟ้าต่ำ
ผ่องผกายร่ายรำในค่ำฝน
วิชชุเลื่อน .. ฟ้าค่ำก็อำพน
ความหมองหม่นในแววก็แล้วลา
O รื่นเย็นลมแผ่วโผย .. เมื่อโชยยั่ว-
หยอกหม่นมัว, ตาปรอยก็คอยท่า-
คอยที, อกอ้อมแขน .. ห้อมแหนมา-
ลบเลือนช่วงเหว่ว้าในอารมณ์
O วาบกระพริบวกไหว .. ที่ไกลพู้น
รูปผอูน .. อุ่นเนื้อก็เหลือฉม-
ชื่นผ่านความหวานหอม .. ให้น้อมชม
จนเกินข่มขับล้างให้จางรอย
O หล่นหลั่งหยาดลงมา .. เหมือนฟ้ารั่ว
พร้อมอกรัวสั่นแว่ว .. อย่างแผ่วค่อย
แววในตาร่ำรอ .. คล้ายรอคอย-
การปลดปล่อยผ่องแผ้วสู่แววนั้น
O วิชชุเลื่อนแล่นสาย, เมื่อสายตา-
สื่อออกคร่ากุมใจ .. จนไหวสั่น
ครึกครื้นไฟสรวงแล่น, อ้อมแขนพลัน-
โอบรูปขวัญฝากอุ่นลงจุนเจือ
O วิชชุเลื่อนแล่นสี, ราตรีนั้น-
มีสองขวัญแนบอุ่นร่วมหนุนเกื้อ
สายฟ้าเลื่อนครืนครั่น, เสียงสั่นเครือ-
ก็แว่ว .. เชื้อเชิญชู้ให้รู้ชม
O งดงามเอย .. ติดตามมาลามล่วง-
อ้อมแขนหวง, แรงชู้ .. สุดรู้ข่ม
หยาดเม็ดฝนปัดป่ายกลางสายลม
เมื่อห้อมห่มอุ่นอาย .. ข้างกายนั้น
O สะเทื้อนเสียงเลื่อนลั่นในชั้นฟ้า
หากตรงหน้าแว่วตอบ .. เสียงหอบ .. สั่น
ความอาวรณ์อาลัยของใครกัน-
ล้อมรัดพันผูกแล้ว .. สุดแล้วเลือน
O สะเทื้อนเสียงเลื่อนลั่นในชั้นฟ้า
แววในตาชาติชายก็ป่ายเปื้อน-
ด้วยอาลัยรุมเร้าเป็นเจ้าเรือน-
สุดหัวใจจะเขยื้อนขยับพ้น
O วิชชุเลื่อนแล่นสาย, เมื่อคล้ายว่า-
ความวุ่นว้าในทรวง .. ถึง-ร่วงป่น
แววในตาช้อนสบ .. บรรจบวน
ก่อนร่างคนหล่นซบ .. ปลายพลบนั้น !




Create Date : 27 เมษายน 2557
Last Update : 9 กันยายน 2560 15:17:38 น. 4 comments
Counter : 1144 Pageviews.

 
ต๊าย..สดายุ!

"O สะเทื้อนเสียงเลื่อนลั่นในชั้นฟ้า
หากตรงหน้าแว่วตอบ .. เสียงหอบ .. สั่น
ความอาวรณ์อาลัยของใครกัน-
ล้อมรัดพันผูกแล้ว .. สุดแล้วเลือน"

โคลงกลอนเยี่ยงนี้ แม่ไม่ให้อ่าน..เดี๋ยวใจแตก 555

สาวสาว..รีบเปิดไปอ่านหน้าอื่นซะ..


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.5.126 วันที่: 27 เมษายน 2557 เวลา:21:30:06 น.  

 
มินตรา ..

ที่แม่ห้ามน่ะ ชอบแล้ว
แต่ ส่วนมากไม่สามารถห้ามได้ .. เพราะมันฝืนธรรมชาติการเรียนรู้แห่งวัย

ยามฝนตก มักสร้างภาพในความคิดให้คนวัยหนุ่มสาวดีที่สุด .. และส่วนมากมักเป็นภาพที่ "แม่ห้าม" เสียทั้งนั้น 555

บุรุษหนุ่มมากรัก
ดรุณีริรัก
สำนวนจีนกล่าวไว้ ในทำนองเข้าใจธรรมชาติแห่งวัยได้ดี

ฟ้าฝนก็ช่างกระไร
เลื่อนลั่นอยู่ไม่รู้สิ้น .. 55


โดย: สดายุ... วันที่: 28 เมษายน 2557 เวลา:18:15:20 น.  

 
แหม..สดายุ..

ไปฟังอะไรที่คนจีนว่า...

มินตราน่ะนั่งไขลานแผ่นเสียงที่ป๋าซื้อมาให้แม่ฟัง..จนเมื่อยแขน..เพลงนี้ว่า..
" พี่นี้มีน้องอยู่ในดวงใจ เท่านั้น
หญิงอื่นหมื่นพันจะมาเทียมทัน ที่ไหน..
แต่รักของพี่ซ่อนอยู่กลางใจ ข้างใน
หนึ่งในดวงใจคือเธอคนเดียว แท้เทียว..."

ครูเอื้อร้องนะคะ..หนุ่มอัมพวา เคยได้ยินไหม..


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 วันที่: 29 เมษายน 2557 เวลา:3:13:53 น.  

 

มินตรา ..

เพลงที่ว่าเคยได้ยินนะเวลาเปิดวิทยุ .. แต่เปลี่ยนช่องทันทีที่ได้ยิน 55

เพลงของสุนทราภรณ์ชอบอยู่เพลงเดียว "ฟ้าแดง"
นอกนั้นต้องเอามาร้องใหม่โดยคนรุ่นใหม่ที่เสียงไม่ยานคางแบบครูเอื้อ ..



โดย: สดายุ... วันที่: 29 เมษายน 2557 เวลา:19:52:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !









New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.