Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2561
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728 
 
3 กุมภาพันธ์ 2561
 
All Blogs
 
O มธุรสลีลา .. O








O ลมรุ่งเช้าเฉื่อยโชย .. ค่อยโรยผ่าน
เกสรมาลย์ก็หวนหอมเข้าล้อมหา
เริ่มคาบพันแสงช่วง, อีกดวงตา-
ก็ลอบเหลือบชม้ายมา .. เบื้องหน้านั้น ?
O ลมยังผ่านริ้วอยู่โลมตรู่สาง
เม็ดน้ำวางหยาดไว้ .. ต้อง-ไหวสั่น
แววในตาเหลือบชม้ายก็คล้ายทัณฑ์
ค่อยผูกพันล่ามจิตให้ติดตรึง
O พร้อมโอภาสดวงศศินเลือนสิ้นบท
รูปนามชดช้อยอยู่ก็จู่ถึง
จากนั้นค่อยรุกล้ำให้คำนึง-
กอปรหวานซึ้งวนอยู่ไม่รู้คลาย
O เยี่ยงเงื่อนบ่วงห่วงรัดกระหวัดรอบ
ที่ขีดขอบรุมเร้าจนเข้าสาย
ยิ่งกว่ามาลย์รื่นฉมเมื่อลมชาย
เพียงเนตรฉายแววอุทธัจรำบัดมา
O ใช่ยาวนานเมื่อศศินเลือนสิ้นรูป
แค่ชั่ววูบที่เนตรปรอยชม้อยหา
ก็รู้ที่เหมาะส่วน .. ที่ควรลา
เหมาะควรกว่าคือรูป .. ชั่ววูบนั้น
O รูป-จักขุวิญญาณ .. บันดาลภพ
หลังกระทบกระแทกใส่จนไหวสั่น-
พาโลกเงียบงามสงบ .. ตระหลบพลัน-
ที่แรงนันทิช่วงกลางห้วงใจ
O แล้ว-มโนวิญญาณ .. จึงสานต่อ
แต่รูปพักตร์พิมพ์ลออเหมือนรอให้-
เสพรูปเนื้อนวลเนียน .. ที่เปลี่ยนไป
เปลี่ยนด้วยสีแต้มใส่ แก้ม-นัยน์ตา
O ลมยามสายโชยเฉื่อยอย่างเหนื่อยอ่อน
เมื่อพันแสงโรยร้อนออดอ้อนหา
แก้มเรื่อเนตรพริ้มพรับครั้นลับลา
เวทนาก็โตนตอบอยู่รอบใจ
O เยี่ยงไรอย่างลอบเร้น-อยากเห็นหน้า
อยากรู้ว่าแก้มเนื้อยังเรื่อไหม
หรือแววตาหวั่นสะทก, หรืออกใคร-
อาจครืนครั่นสั่นไหวจนได้ยิน ?
O หลัง .. เนตรเหลือบชายชม้อยแล้วคอยหลบ
ปรารมภ์ให้สืบภพไม่จบสิ้น
อุปาทานแห่งโลกเริ่มโบกบิน
เข้าห้อมห่มถ้วนถิ่นในจินตนา
.
O อีกเช้าที่มาลย์หอมแวดล้อมที่
แถวพระลีลาศเยื้องอยู่เบื้องหน้า
รูปที่แนบติดพันในสัญญา
ก็เหมือนว่า-รออยู่แต่ตรู่เช้า
O สิ้นโอภาสแรกช่วงแห่งดวงสูรย์
หยาดน้ำเคยจำรูญก็สูญเปล่า
ความจดจ่อทุกวูบ .. ล้วนรูปเงา-
ที่เหมือนคอยยั่วเย้าให้เฝ้าคะนึง
O พร้อมธรรมพระรำบาย, แดดฉายส่อง
และกลีบกรองช้อยชูเรียกภู่ผึ้ง
หอมกว่าหอมกุสุมาก็ตราตรึง
หวานยิ่งกว่าหวานซึ้งก็ตรึงใจ
O จึงแม้นฟังธรรมพระจนจะแจ้ง
เนตรอันแฝงเลศลับ .. ยังวับไหว
เหมือนเชิญชวน .. แปลตามทุกความนัย
และเหมือนคอยช่วยไข .. ด้วยนัยน์ตา
O สวยปีกผีเสื้อบินกลางกลิ่นหอม
รูปละม่อมก็เฝ้าคอยชม้อยหา
ทั้งหวานหอมรูปนามก็ล่ามคา-
ปรารถนาแห่งชายผู้หมายเชย
O บทบาทธรรมอำไพ .. ครรไลล่วง
ลำดับช่วงเร้นคอยจึงค่อยเผย-
นัยสอดรับพร้องพร่ำแทนรำเพย-
ความเอื้อนเอ่ยให้สดับให้รับรอง
O หอม-ข้าวหอม, ดอกไม้ยามไหว้พระ
พร้อม-ผัสสะ, พริ้มพรับ, การจับจ้อง
แววเนตรเหมือนตอบรับการจับจอง
วนรอบล่องลอยอยู่เช้าตรู่นั้น
O หอม-อารมณ์เสน่หาในภาวะ-
ที่ฉันทะอนุสัยเริ่มไหวสั่น
ที่จริตรูปนามเริ่มล่ามพัน
เพรียกให้หลอมรวมฝันเป็นฝันเดียว
O แถวผู้ขอพ้นผ่านไปนานเนิ่น
เนตรขัดเขินก็แต่คอยชม้อยเหลียว
สบ-แล้วดั่งแอบออด้วยขอเคียว
ที่รอเหนี่ยวรั้งสิ้นทั้งวิญญาณ
O หรือนี่คือ .. หลุมขวากที่ยากข้าม
เฝ้าคุกคามเหนี่ยวรั้งสู่สังสาร
แต่เผยรูปเผยองค์ขึ้นบงการ
ถ้วนธรรมะก็ล่มลาญไม่เหลือรอย
.
O พอลอบยิ้มป่ายแต้มบนแก้มเรื่อ
คือเนียนเนื้อชี้นำแทนคำถ้อย
เหมือนบอกความสื่อสู่ให้รู้คอย
เพื่อร่วมร้อยรัดขวัญจวบวันตาย !




Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 26 พฤษภาคม 2562 17:40:25 น. 2 comments
Counter : 1304 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะคุณสดายุ

เริ่มไม่กี่บทก็ได้กลิ่นแห่งความหอมหวานแล้วค่ะ
เมื่อเช้าทิพย์ยังยุ่งๆอยู่กับงาน ยังไม่ทันได้มาเม้น
แต่ดูเหมือนกลอนจะไม่ได้ชื่อนี้หรือเปล่าค่ะ
นางแบบสวยสดใส น่ารักสมวัยค่ะ
รออ่านต่อนะคะ


โดย: ทิพย์ IP: 49.48.241.230 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา:20:33:16 น.  

 


สวัสดีครับคุณทิพย์ ..
เพศหญิง เป็นความน่ารักโดยเฉพาะในวัยที่เริ่ม
"จริต-จะก้าน" ในสายตาผม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองผ่านชนชาติที่ไม่ตีกรอบ
ความเป็น ญ มากมายนักอย่างพวกฝรั่งผิวขาว

ธรรมชาติแห่งเพศตามวัยจึงมองเห็นได้ชัดเจนมากกว่า
อาการซ่อนเร้น ปิดบัง แบบทางทางเอเชีย

นารีปราโมช จึงเขียนได้มาตั้งแต่ยุคสมัยอยุธยา
จนบัดนี้นาทีนี้ อย่างไม่มีวันจบสิ้น

อาจมีการเปลี่ยนบทบาท รูปแบบกิริยาไปบ้างตาม
ยุคสมัย ..



โดย: สดายุ... วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา:10:47:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.