Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
13 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 
O จันทร์เอย .. O







เพลง...บุหลันลอยเลื่อน
อ.ชัยภัค ภัทรจินดา



O ที่เรียงร้อยความคำ..เจ้านำสื่อ
ราวเอื้อมมือเหนี่ยวใจ..พาไห้หวน
ด้วยอ่อนหวานหยอกเอิน..คล้ายเชิญชวน-
ให้อารมณ์ทุกส่วน..คร่ำครวญคอย
O จันทร์เอย..จันทร์เจ้า-แต่เข้าสาง
จำต้องร้างเลิกบท..แล้วถดถอย-
ให้ขอบฟ้า..ดวงสูรย์จำรูญ..รอย
ผลักเจ้าคล้อยเคลื่อนยังอีกฝั่งฟ้า
O เพื่อทอดแสงอ่อนละมุน..อบอุ่นผ่าน-
ความตระการตระกลพาด..บนปรารถนา-
ของทุกห้องหัวใจผู้ไกลตา
กล่อมนิทรารูปคะนึง..ซาบซึ้งทรวง
O รอบละมุน..อุ่นล้ำแห่งค่ำหนาว
ค่อยผ่านล้อมใจสาว..พร้อมดาวสรวง
พร-ทิพแถนพรมพรำ..เช่นบำบวง-
กล่อมขวัญดวงสุดาพี่..ในที่นอน
O อ่อนไหวทั้งอ่อนหวาน..เมื่อผ่านรู้-
ก็เมื่ออาวรณ์ชู้..สุดรู้ซ่อน
อ่อนหวานด้วยวัยเยาว์..เมื่อเว้าวอน-
ย่อมสุดจรจากกันแล้ววันนี้
O กุสุมารสประทิ่น..ยอกลิ่นล้อม
ยั่วภู่ดอมด่ำกลิ่น..แล้วบินปรี่-
เข้าอบร่ำหอมหวานช่อมาลย์มี
ทรวงหนึ่งที่..เสพหวานก็ปานกัน
O รวยรินรสหวานหอมให้น้อมรับ
สืบความหมายทอดทับ..ผู้หลับ-ฝัน
หนาวไหนแทรก..หวานหอมจักล้อมกัน-
ด้วยอุ่นอ้อมแขนขวัญ...อย่าหวั่นเลย
O ขวัญเจ้าเอย..จงสนิท..ในนิทรา
เสน่หาอาลัย..ที่ใคร่เผย-
พึงส่งผ่านดวงจิต..ให้ชิดเชย-
เหมือนที่เคยส่งผ่านมานานวัน
O ใจดวงนี้จะละห้อย...เฝ้าคอยรับ-
นัยตอบกลับทั้งปวงจากทรวงขวัญ
ความหมายเจ้าร้อยแต่ง..จงแบ่งปัน-
ฝากแสงจันทร์ในดิถี..ให้พี่ชม
O แม้นว่าใคร..ทิวาวารเผยผ่าน-ต้อง
ยังยากพร้องความสู่ให้รู้สม
ถึงราตรี..ปรารถนาในอารมณ์-
จะห้อมห่มชิดเชย...ให้เผยความ
O และแม้นว่า..ทิวาวาร..นั้นหวานหอม-
ยังไม่ยอมอารมณ์..คอยข่ม-ห้าม
ถึงราตรี..อ่อนไหวจะไหลลาม-
ในช่วงยามดึกนั้น...จะกั้นฤๅ ?
O ฟังเถิดหนา..รูปละม่อมในอ้อมกอด
จะอ้อนออดความสู่..ให้รู้, หรือ-
จะให้แก้มนั้นตระกอง..ด้วยสองมือ
จากนั้นคือ..จบทราบรสซาบทรวง ?
O จันทร์เอย..ที่ใฝ่เฝ้าก็เท่านี้
จะร้อยร่วมด้วยฤดี..ราศีสรวง
ร่วมเถิดจันทร์..ผ่านคำที่บำบวง-
อวยฤทธิ์หน่วงเหนี่ยวใจผู้ไกลตา
O จันทร์เอย..แววนัยน์ตาเกินกว่าซ่อน-
เมื่อเผยเลศนัยสะท้อน..ออดอ้อนหา
เช่นสายใยม้วน-วนด้วยมนตรา-
พันธนาล้อมรัด..ในบัดดล
O จันทร์เอย..แววนัยน์ตานั้นพร่า..สั่น
คล้ายแฝงรอยจำนรรจ์นับพันหน
แรงอาวรณ์ซ่อนพรางของบางคน-
คล้ายเผลอเผยเคล้าปน..อยู่บนแวว !




Create Date : 13 ตุลาคม 2557
Last Update : 23 เมษายน 2562 18:08:37 น. 5 comments
Counter : 1972 Pageviews.

 
สดายุ..

"O จันทร์เอย..ที่ใฝ่เฝ้าก็เท่านี้
จะร้อยร่วมด้วยฤดี..ราศีสรวง
ร่วมเถิดจันทร์..ผ่านคำที่บำบวง-
อวยฤทธิ์หน่วงเหนี่ยวใจผู้ไกลตา"

" ที่ใฝ่เฝ้าก็เท่านี้"...
ทำให้ คนอ่านได้ลิ้มรสหวานหวานในอารมณ์ผู้เขียน...


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 13 ตุลาคม 2557 เวลา:12:45:21 น.  

 
มินตรา ..
ขอพูดว่าคำร้อยกรอง .. คือถ้อยคำที่กลั่นกรองทั้งพยัญชนะและสระเป็นอย่างดีแล้ว ในรูปแบบของวรรณศิลป์ เยี่ยงเดียวกับบทเพลง แต่เหนือกว่าในแง่กฎเกณฑ์ที่กำกับ .. หมายถึงต้องใช้ฝีมือมากกว่ากัน
.
ข้อด้อยของร้อยกรองคือไม่มี ทำนอง .. melody .. และจังหวะ .. ทำให้เพลงติดหูคนมากว่า จำได้ง่ายกว่า ..
.
แต่ทั้งสองอย่างเหมือนกันที่ คนเสพต้องมี”รสนิยม” หรือมีภาวะของจริตที่ละเอียดอ่อน ละเมียดละไมทางอารมณ์ .. ซึ่งไม่ได้มีทุกคน ..
.
รสนิยมเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติพิเศษในตนที่อธิบายด้วยตรรกะไม่ได้ .. แต่เป็นตัววัดอารยธรรมในจิตคนคนหนึ่ง ..
ไร้รสนิยม คือ ไร้อารยธรรม .. เราอาจพูดได้ถึงขั้นนี้
.
เรามิอาจสอนหรืออบรม ผู้หญิงอย่าง บริดนีย์ สเปียร์ หรือ มาดอนนา ให้มีรสนิยมการแต่งตัว แบบ กวินเนธ พัลโทร, Diane Kruger หรือ Kate Middleton ได้ .. เพราะจริตในตนมันเป็นไปในทาง low class ที่ยากจะสอน หรือ อธิบาย
.
คนอ่านร้อยกรอง .. ชอบ .. ละเมียดละไม .. หลงใหลในสัมผัสสระ สัมผัสอักษร .. เพราะสัมผัสพวกนั้นมัน สัมผัสใจ
.
คนนิสัยหยาบกระด้าง จะไม่มีวันชอบ บทร้อยกรอง .. จะไม่มีวันชอบภาพวาดของ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, ถวัลย์ ดัชนี หรือ ประเทือง เอมเจริญ เด็ดขาด ..
.
ศิลปะ เป็นเรื่องของรสนิยม .. เป็นเรื่องของอารยะในจิต .. ที่ไปพ้นจากความจำเป็นขั้นพื้นฐานของชีวิตทางกาย
แต่เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตทางจิตวิญญาณ
และเป็นระดับความศิวิไลซ์ของจิตวิญญาณที่เหนือขึ้นไปจากกาย .. ที่อธิบายได้ยาก และไม่มีความจำเป็นต้องอธิบาย ใดๆ
.
โดยเฉพาะ “คำฉันท์” และ “คำโคลง” ที่เปรียบเสมือน ยอดบนสุดของร้อยกรอง





โดย: สดายุ... วันที่: 13 ตุลาคม 2557 เวลา:21:04:50 น.  

 

สดายุ..

"ข้อด้อยของร้อยกรองคือไม่มี ทำนอง .. melody .. และจังหวะ .. ทำให้เพลงติดหูคนมากว่า จำได้ง่ายกว่า .."

จำได้ว่า ในวิชาภาษาไทยที่"คุณครู"ให้สอบนั้น มีการสอบวิธีอ่าน โคลง ฉันท์ กาพย์กลอนด้วย..
ซึ่งเราเรียกว่า อ่านด้วย"ทำนองเสนาะ"

ตัวอย่างที่ต้องเรียนคือ"กาพย์เห่เรือเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร"
ใช้"เพลงเห่": ขึ้นต้นจนจำขึ้นใจว่า...
"พระเสด็จโดยแดนชล... ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย
กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย... พายอ่อนหยับจับงามงอน"
.....................ไปจนถึง.............
"สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์
เพียงหงส์ทรงพรหมมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม"
เราก็"ท่องจำ" จนขึ้นใจและอ่านได้ด้วย"ทำนองเสนาะอย่างไพเราะเพราะพริ้ง...แบบนกแก้วนกขุนทอง..
แล้ว"คุณครู" ก็ตรลบหลัง ตั้งคำถาม"พวกนกแก้วนกขุนทอง"ว่า...
เรือพระที่นั่งที่เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร ทรงน่ะชื่อเรืออะไร... ตกค่ะ สอบตกทุกครั้ง..
จนต้องเรียนรู้ว่า ชื่อ เรือ "สุวรรณหงส์ "...

"นวลจันทร์เป็นนวลจริง....เจ้างามพริ้งยิ่งนวลปลา
คางเบือนเบือนหน้ามา.... ไม่งามท่าเจ้าเบือนชาย"
นี่"คุณครู" ก็จะ มีอีกหนึ่งคะแนนว่า ปลาน่ะชื่อปลาอะไร..

เห็นไหมว่า คุณครูสมัยโน้นน่ะ ทั้งดักทั้งล่อ จนเราต้อง"ต่อสู้"เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนน ...

กาพย์ยานี ๑๑:
"เรื่อยเรื่อยมาเรียงเรียง นกบินเฉียงไปทั้งหมู่...
ตัวเดียวมาพลัดคู่ เหมือนพี่อยู่ผู้เดียวดาย"
ทั้งต้องท่อง ทั้งต้องจำ..จนนำมาล้อเล่นเวลาพูดกัน..

แล้วทุกวันศุกร์ เดือนละหนึ่งครั้ง ..
ต้องเข้าหอประชุมใหญ่ทั้งโรงเรียน
เพื่อ "อ่านทำนองเสนาะ"

ทำนองเสนาะที่ใช้"อ่านฉันท์ " จะเป็น "ทำนองสรภัญญะ"
(สอ -ระ -พัน- ยะ ) หนึ่งคะแนนอีก...
และมีคำว่า ดร.อภิวันท์ (อะ -พิ- วัน) ที่ต้องอ่าน"เอื้อสัมผัส" ใน วสันตดิลกฉันท์ ว่า..อบ -พิ -วัน ..เพื่อไปเอื้อ ให้ สัมผัสกับ.. เคา -รบ..
อีกหนึ่งคะแนน....:

"ข้าขอเคารพอภิวันท์ ระลึกคุณอนันต์

ด้วยใจนิยมบูชา"




โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 14 ตุลาคม 2557 เวลา:13:08:02 น.  

 
มินตรา ..
.
ทำนองเสนาะนี่แหละเป็นตัวกำหนดเสียงวรรณยุกต์ท้ายวรรคของร้อยกรองไทย ..
.
ความไม่รู้ .. ทำให้ละอ่อนน้อยทางร้อยกรองทั้งหลายผู้ไม่ใฝ่รู้- เข้าใจไม่ได้ ว่า .. กาพย์ กับ ฉันท์ ที่มีที่มาจากบ้านเดียวกันไม่สามารถลงเสียงท้ายวรรคเหมือนกลอนแปดได้
.
ความไม่รู้นี้ทำให้ ลงเสียงวรรณยุกต์ท้ายวรรคกาพย์ยานี เหมือนกลอนแปดคือ .. ท้ายวรรคสอง ลงเสียงจัตวา !
.
ความไม่รู้ทำให้ ลงเสียงวรรณยุกต์ท้ายบทของกลอนแปดด้วยเสียงเอก เสียงโท !
.
ในความเป็นไทยที่ไม่ค่อยอ่าน .. ไม่ค่อยศึกษา .. แต่เร่าร้อนที่จะเขียนอวด .. ทำให้เขียน “ซุกซน” กลับหน้ากลับหลังเป็น “ซนซุก” เพราะต้องการลงเอกในตำแหน่ง ตัวที่สองบาทสองของโคลง – 555
.
คนเหล่านี้ ไม่รู้เหนือรู้ใต้ .. ไม่รู้จักแม้กระทั่ง .. ไม้ม้วน-ไม้มลาย .. แต่อยากเป็นกวี ! – อุแม่เจ้า
.
เรามีระบบการเรียนรู้ภาษาไทยของเด็กรุ่นใหม่ที่อ่อนปวกเปียก .. แทบใช้งานไม่ได้ .. ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์
.
ผมกำลังมองเห็นยุคสมัยเปลี่ยนผ่านของภาษาไทยนะ ..ที่ เอาเสียงอ่านให้เหมือนเป็นใช้ได้
จึงมี .. ขรรม .. แทน .. ขำ .. ในเฟสบุ๊ค
จึงมี .. จัย .. แทน .. ใจ .. ในเฟสบุ๊ค
จึงมี .. เทอ .. แทน .. เธอ .. ในเฟสบุ๊ค
จึงมี .. ครัย .. แทน .. ใคร .. ในเฟสบุ๊ค
จึงมี .. อั้ย .. แทน .. ไอ้ .. ในเฟสบุ๊ค
ฯลฯ
.
พอมินตราอายุ 80 อาจจะอ่านภาษาไทยที่เด็กสื่อกันไม่เข้าใจแล้ว - 555
.






โดย: สดายุ... วันที่: 14 ตุลาคม 2557 เวลา:21:20:01 น.  

 

สดายุ !


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 14 ตุลาคม 2557 เวลา:22:04:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.