Group Blog
 
<<
มกราคม 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
31 มกราคม 2555
 
All Blogs
 
O ฟ้าสองฝั่ง .. O









เพลง...ลาวคำหอม
กอไผ่


......อารัมภบท......



๑. บุหลันลอยเลื่อนขึ้น - - - ครองสมัย-
เมื่อหรีดหริ่งเรไร - - - ร่ำร้อง
ลมวูบผ่านพุ่มใบ - - - ไม้โบก กิ่งแล
ภาพหนึ่ง, ภพหนึ่ง-พร้อง - - - เพรียกย้อนเพรงยาม ฯ

๒. ลำลมโลมลูบท้อง - - - ชโลทร
เมื่อแว่วศัพท์เสียงอร - - - โอดอื้น
ลมวูบกลบเสียงวอน - - - แว่วลับ เลือนนา
น้ำกระเพื่อมแผ่นพื้น - - - พลิกพื้นแยกผิว ฯ





๓. ชายสไบไหววูบแล้ว - - - ลับเลือน
เงาเหลี่ยมเจดีย์เหมือน - - - ม่านล้อม
พักตร์หนึ่งดั่งเหลียวเบือน - - - บอกเลศ
ภาคหนึ่ง, ภพหนึ่ง-พร้อม - - - ผ่านให้แลเห็น ฯ

๔. บุญนำกำหนดรั้ง - - - รูปนาม
ผ่านภาพสัญญาลาม - - - เหลื่อมซ้อน
ยิน-ยล-วกสู่ยาม - - - ยุคเก่า พู้นแฮ
แสงบ่ายระยับย้อน - - - บ่ายย้อนใจสยาม ฯ


.....๒๒๘๙.....


๕. ไพหารไพจิตรล้ำ - - - เหลื่อมแสง
อีกกระเบื้องประหนึ่งแดง - - - ชาดย้อม
นกคลี่ปีกบินแผลง - - - คอยผก โผนา
เสียงกระหน่ำฆ้องพร้อม - - - พากย์ถ้อยธรรมวิถี ฯ

๖. ช้างม้าอึกทึกพื้น - - - แผ่นไผท
คลาคล่ำเหล่าพลไกร - - - แกร่งกล้า
วอจ้าวบ่าวแบกไป - - - ประกอบกิจ
นวลแน่งเดินช้าช้า - - - แช่มช้อยชม้อยตา ฯ

๗. เวียงวังไพจิตรล้ำ - - - ลวดลาย
โก่งกนกงอนปลาย - - - ปราดเลื้อย
เลื่อมทองเหลื่อมแสงฉาย - - - โชนอยู่
ราวอัคคีเปลวเฟื้อย - - - ฝ่าเวิ้งห้วงสวรรค์ ฯ




พระบรมมหาราชวังกรุงศรีอยุธยาช่วงก่อนถูกพม่าเผาจนเหลือแต่
ยอดปรางค์สามองค์ของวัดพระศรีสรรเพชญ์ ที่มองเห็นไกลๆในรูป
(ใครเคยไปไหว้พระที่วัดพระมงคลบพิตร..จำต้องเดินเลียบยอดปรางค์
สามองค์เก่าๆที่ตั้งเรียงกันของวัดพระสรีสรรเพชญ์นี้เอง)



วัดพระศรีสรรเพชญ์



๘. งามเอยงามพักตร์พริ้ง - - - พรายตา
จีบจับสไบพัสตรา - - - แต่งเจ้า
เกล้าทรงพุ่มเกศา - - - เสียบปิ่น
ดลเนตรหนึ่งใฝ่เฝ้า - - - ฝากน้ำใจถนอม ฯ

๙. มาลีหอมกลิ่นเร้า - - - รุมใจ
แต่เมื่อนิลเนตรใคร - - - ลอบชม้าย
อวลอยู่แต่ความใน - - - เนตรบ่ง นาแม่
ดาลระลอกอุ่นคล้าย - - - คุให้ถวิลหา ฯ


......แม่หญิงเรไร......


๑๐. รูปหนึ่งเหนี่ยวอาลัยอยู่ในฝัน
เพรียกร่องรอยผูกพันของวันก่อน
คอยลอบเร้นกำชับทุกหลับนอน
ให้วกย้อนมารับอย่าลับร้าง

๑๑. เสมอปาริชาติหอม..โชยล้อมถิ่น
กำจายกลิ่นผ่านเผยกรรมเคยสร้าง
เพรงสัญญาย้อนเตือนอยู่เลือนลาง
แล้วค่อยพร่างพรายภาพ..กำซาบทรวง

๑๒. แต่สิ้นฝนน้ำนอง..เจิ่งสองฝั่ง
ประทีปปลั่งแสงพราวล้อดาวสรวง
เอื่อยอ่อยคล้อย..เอื้อหวังชนทั้งปวง
ให้ทุกข์ล่วงถ่วงหายกับสายชล






๑๓. ตองจีบเยี่ยงจงกล..ลอยบนน้ำ
ประดิษฐ์คำย้ำลงให้ส่งผล
แม่คงคา..ข้าน้อยจะลอยกล
หวังปลดป่นหม่นหมองลอยล่องไป

๑๔. มือเรียวค่อยไหวนำ..วักน้ำช่วย
เอื้ออำนวยจีบตองนั้นล่องไหล
ตราบสบเลศเนตรซึ้งของหนึ่งใคร
โอ้..หวั่นไหวเขินอาย..ด้วยหมายนั้น

๑๕. สองประทีปอธิษฐาน..ลอยผ่านใกล้
เข้าคลอไฟจนเห็นเปลวเต้นสั่น
ก่อนเคียงคู่ล้อไหล..อาศัยกัน
โอ..กระทงสำคัญ..ทำหวั่นอาย

๑๖. ชม้ายมอง..แปลกหน้าปรายตาสบ
เมื่อบรรจบเลศนัยยิ่งใจหาย
วูบวาบด้วยรุมร้อนไม่ผ่อนคลาย
ในอกคล้ายระทึกก้องดั่งกลองตี

๑๗. สไบบางพลิ้วลับ..ไปกับพลบ
จะเกลื่อนกลบฤๅไฉนน้ำใจนี่
นองดั่งน้ำล้วนถวิลและยินดี
อันไหลรี่ซาบซับอยู่กับทรวง


.....บุหลันลอยเลื่อน......






๑๘.หลังแสงสูรย์ลับรอย..จึงคล้อยเคลื่อน
โรจน์บุหลันลอยเลื่อนขึ้นเยือนสรวง
ด้วยผกายภาคเพ็ญอันเด่นดวง
จึงเหนี่ยวหน่วงผองพิศให้ติดตาม

๑๙.เมื่องดงามสูงส่งเห็นตรงหน้า
ย่อมต่อตั้งปรารถนาหวังฝ่าข้าม
เชื่อมอาวรณ์อ่อนไหวที่ไหลลาม
แปรเป็นงามเยื่อใยและไมตรี

๒๐.น้ำค้างหยาดไม้พันธุ์ท่ามจันทร์แสง
ขณะแหล่งน้ำใจเริ่มไหลรี่
ระอุอุ่นกรุ่นไออยู่ในที
ก่อนจะหลามล้นปรี่...โหมลีลา

๒๑.สะท้อนผืน...แผ่นน้ำในค่ำนี้
เป็นฤดีโชนช่วง..ความห่วงหา
ดังจะกลบสีสันแห่งจันทรา
เพื่อจะพาเงื่อนนัยลอยไหลย้อน

๒๒.กระทบผิว..น้ำผืนในคืนค่ำ
สู่ลึกล้ำเสน่หาไม่ราผ่อน
ขณะวงน้ำวาดเริ่มขาดตอน
แต่..อาวรณ์ห้วงสวาดิยากขาดตาม

๒๓.คืออัคคีโหมแรงกลางแหล่งโลก
ให้กล้ำโกรกรอยสาปรสวาบหวาม
ที่โลมรุมลุกไล้ดั่งไฟลาม
ไฟอันคอยคุกคามทุกยามคืน

๒๔.อุบัติความรู้สึกอันลึกล้ำ
ให้ตรากตรำหลุมขวากอันยากฝืน
แต่งเป็นชาติเป็นภพสุดกลบกลืน
โหมเป็นคลื่นรติฤทธิ์เกินปลิดปลง

๒๕.สะท้อนความรู้สึกอันลึกล้ำ
แฝงผิวน้ำแขผ่องช่วยส่องส่ง
ความอาลัยอาวรณ์ให้ย้อนลง
จนมั่นคง..ข้างใจ..ของใครนั้น


......นางในแห่งวังหน้า.....






๒๖. สนองงานโสตสดับเฝ้ารับใช้
ด้วยจิตใจน้อมลงจำนงมั่น
รอคอยทุก..รับสั่งในบังคัล
สนมผู้จอมขวัญพระบัณฑูร

๒๗. บิดาเป็นคุณพระ..ในอุปราช
ผู้จักยาตรเยื้องไปสู่ไอยสูรย์
ทรงเมตตาช่วยเหลือคอยเกื้อกูล
ภักดีทูลกระหม่อมท่าน..มานานนม

๒๘. ธิดาน้อยงามละมุนของคุณพระ
ร่ำเรียนงาน..ศิลปะในพระสนม
มารยาทปลูกฝังเข้าสังคม
เฝ้าอบรมบ่มคิดฝึกจิตใจ

๒๙. งามจริตกิริยามารยาท
ทั้งโดยชาติเชื้อสกุลอุดหนุนให้
จึงพรั่งพร้อมครบสิ่งอันหญิงไทย
ควรมีไว้คู่ตัว..โดยทั่วกัน

๓๐. เชื้อสายฝ่ายมารดา..บรรดาล่วง
สืบสกุลวังหลวงหลายช่วงขั้น
เป็นนักรบแกร่งกล้าช่วยราชันย์
ปกครองแคว้นผูกพัน..ร่วมกันมา

๓๑. เย็บปักถักร้อยประดอยประดิษฐ์
นิรมิตแกะสลักพืชภักษา
ระเบียบวังนั่งลุกในทุกครา
ก็งดงามลีลาท่วงท่าที

๓๒. หากใครหนึ่งเห็นหน้า..ที่ท่าน้ำ
ได้ย้อนย้ำอุ่นไอสู่ใจศรี
ประทีปร่วมลอยไป..ดั่งไมตรี
ได้วารีหลั่งเอื้อ..สานเยื่อใย

๓๓. คำนึงในม่านพลบคำรบนี้
ใจหนึ่งที่ตื่นรับ..เกินหลับไหล
คืออกอุ่นนารี..ผู้มีใจ
ย่อมหวั่นไหว..แต่ผู้เป็นคู่กรรม

๓๔. ดึกดื่นลูกคุณพระ..ใจละห้อย
คะนึงรอยรูปพบ..เฝ้าอบร่ำ
ด้วยอารมณ์หวานละมุนที่หนุนนำ
จนเพ้อพร่ำอาวรณ์ไม่ผ่อนคลาย

๓๕. ถวิลถึงก็วิตกสะทกสะท้อน
จนหลับนอนหวั่นใจอยู่ไม่หาย
ฉงนอยู่ก็แต่ในน้ำใจชาย
จะมาดหมายมุ่งมั่น..หรือบั่นทอน

๓๖. ร่ำลาสมเด็จฯ ท่านกลับบ้านแม่
ในคืนแขเต็มดวง..ร่วมบวงอ้อน
แม่คงคาผ่านพรากทุกข์จากจร
เพียรขอวอนโศกเศร้า..ช่วยเพลาแรง

๓๗. จันทร์กระจ่างกลางฟ้า..น้ำบ่าไหล
เมื่อน้ำใจใครล้นเอ่อบนแหล่ง
ถวิลคอยรอยคำ..ย้อนสำแดง
ประโลมแต่งสุขสมให้ชมเชย


......คุณพะนาย.......


๓๘. ยิ่งจันทร์ในชั้นสรวงจักล่วงแสง
คือแจ่มแจ้งแก่ใจ..เมื่อใครเผย
รูปแห่งพักตร์สำทับแล้วลับเลย
ก่อนอาจเอ่ยเอื้อนคำ..ร่วมจำนรรจ์

๓๙. เต็มท่าทีกิริยานางข้าหลวง
แต่มองล่วงรูปไปก็ใจสั่น
ดั่งร่องรอยเลือนลางแต่ปางบรรพ์
ข้ามกัปกัลป์ทับทาบ..เป็นภาพใคร..!

๔๐. ห้อยเหรียญทองรูปพระ..แสงสะท้อน
ก็แต่ตอนจุดประทีป..ก่อนรีบไหล
อธิษฐานสัมฤทธิ์อย่าผิดไป
หวังดวงใจงามนั้น..เป็นขวัญตา

๔๑. สงบเสงี่ยมงามจริงแม่หญิงวัง
ยามลุกนั่งสง่ามีในทีท่า
เมื่อแย้มยิ้มยั่วกันจำนรรจา
ละม่อมหน้า..อารมณ์เหมาะสมควร





๔๒. ลูกสาวของใครหนอ..ลออเหลือ
เผยผ่องเนื้อเนียนระบัดทุกสัดส่วน
ลูกคุณพระ..ช่างทอง..แม่ผ่องนวล
แว่วความล้วน..สูงสง่า..สมท่าที

๔๓. ลูกคุณพระช่างทอง..เจ้าผ่องพักตร์
พิไลลักษณ์ล้ำล้วนทุกส่วนศรี
แต่วนเวียนมุ่งใจสานไมตรี
โอ..แต่นี้ถวิลเห็นจะเค้นใจ

๔๔. เหมือนดั่งเพรงบุญกรรมช่วยย้ำส่ง
จึงลุ่มหลงรูปลักษณ์เกินหักไหว
หรือแรงฤทธิ์อธิษฐานแต่กาลใด
สำทับใส่ฉลักมั่นลงสัญญา

๔๕. ราชบัณฑิตในองค์ผู้ทรงศักดิ์
ขุนเสนาพิทักษ์ผู้หนักฐา-
นันดรอุปราชเพียบอาชญา
ดั่งแสงจ้าเดือนเพ็ญ..ยากเร้นดวง

๔๖. เชิงกวีเชี่ยวชาญโวหารกล้า
เลื่องลือชาชื่อดังถึงวังหลวง
ที่น้อมตามรับสั่ง..กานท์ทั้งปวง
ก็งามล่วงล้ำค่าเกินหน้าใคร

๔๗. แต่สบงามคืนเพ็ญถึงเข็ญขุก
ตราบนั่งลุกภาพนั้นคอยสั่นไหว
ภาพในห้วงว้าเหว่..แม่เรไร
แม่ขับไขรูปประทับทุกหลับตา

๔๘. ลูกคุณพระช่างทองบ้านคลองมอญ
ลำดับตอนปรากฎร่วมยศถา
ราชวงศ์บ้านพลูหลวงหลายช่วงมา
เครื่องประดับตีตรา..สูงค่านัก

๔๙. ส่วนเทือกเถาเชื้อสายทางฝ่ายแม่
ก็ล้วนแต่ยศถาบรรดาศักดิ์
สายวังหลวงสืบวงศ์ด้วยจงรัก
ย่อมเต็มภักดีเหง้าของเหล่าตน


......ใต้ร่มเงาฉัตร......


๕๐. หมอบเฝ้าทูลกระหม่อมพระจอมขวัญ
หากใจนั้นวูบวับอยู่สับสน
ถวิลถึงรอยร่างใครบางคน
ในคืนชลเต็มฝั่งเดือนปลั่งกาล...

…ซึ่งว่าจะพาชม
บรมสุขสนุกสนาน
ชอบรสพจมาน
ไม่ควรการอย่าเจรจา

...ครุฑฟังสายสุดสวาท
ปรามาสกนิษฐา
เจ้าดวงทิพย์มณฑา
วาจาจัดสารพัดงอน...


๕๑. โอษฐ์เอื้อนกาพย์กรองให้ลองสดับ
เลือกสอดศัพท์วางดูเช่นครูสอน
กรองความเกลาฉันทลักษณ์ทุกวรรคตอน
ถ้อยสุนทรแบบฉบับ..ท่านจับวาง

…กางกรโอบอุ้มแก้ว
เจ้างามแพร้วสบสรรพางค์
ปีกปกอกเอวนาง
พลางคลึงเคล้าเต้าจรัล

...ฉวยฉาบคาบนาคา
เป็นภักษาพาผกผัน
หางกระหวัดรึงรัดพัน
ดั้นเมฆามาสิมพลี…


๕๒. แผ่วลมโชยโบยโบกกรรโชกร้อน
หากอาวรณ์กำจายไม่หน่ายหนี
สติตั้งยังหน้าต่อวาที
คำนึงพี่ล้วนเงาลำเพาพาล

๕๓. มโหรีฆ้องวงเริ่มส่งเสียง
ปล่อยสำเนียงยินแว่วอยู่แผ่วหวาน
ประโลมคลอขับร้องทำนองกานท์
เสียงเอื้อนปานจะเหนี่ยวครุฑให้หยุดกรรม

๕๔. จิตลอยล่องลิ่วไปสู่ใครหนึ่ง
ผู้คำนึงรูปเงาทั้งเช้าค่ำ
แต่กาพย์กรองผ่านหูไม่รู้คำ
ด้วยเพ้อพร่ำจะละเลงแต่เพลงยาว

๕๕. ทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ
ผู้โดยเดชเฉกวันในชั้นหาว
เบือนพักตร์มารับสั่งเป็นครั้งคราว
ร้อยเรื่องราววางศัพท์ให้รับกัน

…ปักษีกรีฑาชม
ภิรมเปรมเกษมสันต์
กลมเกลียวเกี่ยวกรพัน
ผันยั่วเย้าเคล้าคลึงชม

สองสุขสองสังวาส
แสนสุขสวาทสองสู่สม
สองสนิทนิทรารมณ์
กลมเกลียวชู้สู่สมสอง…



......สบหน้า.......


๕๖. ราชบัณฑิตในพระอุปราช
คำนึงนาฏอาลัยหัวใจล่อง
สืบเสาะสังกัดในด้วยใจปอง
แม่เนื้อทองแม่พักตำหนักใด

๕๗. ต่อรุ่งเช้าแจ่มแจ้งด้วยแสงสี
อาทิตย์ลีลาศบทมอบสดใส
วอเจ้าเคลื่อนท่ามกลางเหล่านางใน
ฉมมาลัยกรุ่นกลิ่นผ่านถิ่นนั้น





๕๘. รูปหนึ่งงามโดดเด่น..แต่เห็นหน้า
ส่งคุณค่าสู่ใครจนไหวหวั่น
สไบทองแพรระยับสีรับกัน
ขับผิวพรรณผุดผ่องเป็นยองใย

๕๙. ตามเสด็จ..ตักบาตรอาวาสเหนือ
หวังก่อเกื้อศรัทธาร่วมอาศัย
ใต้ร่มเงาฉัตรชั้นตราบบรรลัย
ด้วยหัวใจแน่นหนัก..ความภักดี

๖๐. ตราบเหลียวสบหนึ่งหน้า..ก็ว้าวุ่น
อาวรณ์กรุ่นพล่านในห้วงใจศรี
ประหม่าเขินอายหน้าทุกท่าที
หากเต็มปรี่อภิรมย์..ยากข่มใจ

๖๑. พ่อเอย..มายืนมองแอบจ้องหน้า
คนเขาจะครหา..นินทาได้
เพื่อนเพื่อนเขาลอบยิ้มกันกริ่มไป
ช่างกระไรจ้องอยู่..แต่ผู้เดียว

๖๒. อุทธัจคั้นเลือดแต่งแก้มแดงซ่าน
เนตรย่อมหวานหยดอยู่แต่รู้เหลียว
จนสบจ้องหวานยิ่ง..เสียจริงเจียว
เนตรย่อมเหนี่ยวใจสองให้ผ่องพราย

๖๓. สวยปีกผีเสื้อบินกลางถิ่นทุ่ง
ขณะรุ่งรวิวรณ์เริ่มชอนฉาย
ลำลมหอบอุ่นนักมาทักทาย
แตะร่องรอยความหมายขึ้นว่ายวน

๖๔. แดดใสแผ่นฟ้าครามในยามนี้
เหลื่อมแสงสีอบอุ่นแทนฝุ่นฝน
เมฆขาวแทนมืดดำฟ้าคำรน
วิหคบนแทนวิชชุที่คุไฟ

๖๕. งามเงื่อนหางยูงฟ้าในป่าแดด
ทอดลงแวดล้อมขวัญจนหวั่นไหว
สัมผัสอ้อมอุ่นทั่วถึงหัวใจ
ซ่านลงใส่ลวกสิ้นถึงวิญญาณ

๖๖. ระยับแดดเหลือบแล้วที่แววขน
เข้าปลาบปนเนตรแก้วจนแววหวาน
นั้นเอ่อออกสำทับอยู่นับนาน
จนสุดหาญฝ่าบ่วงให้ล่วงพ้น...

๖๗. งามปีกผีเสื้อลายระบายป่า
ระยับทาแนวเถื่อนอยู่เกลื่อนกล่น
ปีกแห่งรักพลิ้วพรายลอยว่ายวน
ดั่งจำนนต่อหมายที่ว่ายเวียน

๖๘. โลมแดดอุ่นทินกรให้ร้อนร้าว
จนอกผ่าวรติฤทธิ์เกินปลิดเปลี่ยน
ประทับรอยลึกล้ำตราบจำเนียร
เป็นส่วนเสี้ยนตอกย้ำรอยจำนง

๖๙. สวยปีกผีเสื้อบินกลางถิ่นที่
ม่านไมตรีก็สะพัดระบัดบ่ง
นิรมิตสุคนธรสให้จดลง
ร่วมรับส่ง...สืบไว้ด้วยนัยเดียว


๗๐. สุรโลก..ชลอลงก็คงใช่
แต่เมื่อใครหนึ่งพ้องรับข้องเกี่ยว
เนตรนั้นปล่อยปรารมภ์..รอกลมเกลียว
เสมอเหนี่ยวเพรงภพ..บรรจบวง

๗๑. ลอบมองรูป-หน้าอร..อกร้อนรุ่ม
จากเพลิงขุมอาลัยแรงใหลหลง
ก็เมื่อนั้นแรงกรรมโหมจำนง
จนมั่นคง..ผ่านอดีตที่ขีดทาง


.......ตามเสด็จกระบวนเรือ.......


๗๒. ล่วงเที่ยงยาม..เหล่านวลของส่วนใน
ตามวอท่านลับไปจนไกลห่าง
ขณะแววเนตรใส..น้ำใจนาง
ลอยเคว้งคว้างล้อมอยู่..ไม่รู้เลือน

๗๓. ผ่านอุโบสถพระ..อกสะท้าน
แต่เมื่อหวานหยัดรอยไม่คล้อยเคลื่อน
ทองอร่ามองค์พระ..ดั่งจะเตือน
จะแล่นเลื่อนอาลัย..จงใคร่ครวญ

๗๔. สืบเท้าล่วงอาวาสพระศาสนา
แต่ลับหน้ารูปรอยละห้อยหวน
แม่เอย..เช้าสู่ค่ำย่อมคร่ำครวญ
คำนึงล้วนจะโหมสู่..แม่ผู้เดียว

๗๕. วิกาลคล้อยน้ำค้างพรายพร่างเม็ด
ดั่งแพรเพชรลอยผืนในคืนเปลี่ยว
สรวงย่อมมืดหม่นครัน..เพราะจันทร์เรียว
เผยส่วนเสี้ยวแสงซึ่ง..ไม่ถึงงาม

๗๖. ครั้นเดือนเพ็ญ..ล่องเรือ..ตามเหนือเกล้า
ที่ใฝ่เฝ้าปองรักฤๅหักห้าม
กายอยู่เรือ..ใจหลง..อยู่นงราม
จักขืนข้ามฝ่าชลมาดลใจ






๗๗. เพียงฟ้าแดงแสงจันทร์ก็พลันลับ
คือคาบคราวดาวอับแรงขับไข
กระบวรเรือพร้อมฝ่าชลาลัย
เมื่อพลไกรพร้อมพรั่งที่นั่งตน

๗๘. มโหรีปี่กลองร่วมฆ้องประโคม
ก่อนถาโถมคลื่นเคลื่อนสู่เถื่อนหน
กระหึ่มเหิมเห่ร้องลำพองพล
ดั่งเข้ารณศัตรูให้รู้วาย...

...พระเสด็จโดยแดนชล
ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย
กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย
พายอ่อนหยับจับงามงอน

...นาวาแน่นเป็นขนัด
ล้วนรูปสัตว์แสนยากร
เรือริ้วทิวธงสลอน
สาครลั่นครั่นครื้นฟอง

...เรือครุฑยุดนาคหิ้ว
ลิ่วลอยมาพาผันผยอง
พลพายกรายพายทอง
ร้องโห่เห่โอ้เห่มา

...สรมุขมุขสี่ด้าน
เพียงพิมานผ่านเมฆา
ม่านกรองทองรจนา
หลังคาแดงแย่งมังกร

...สมรรถไชยไกรกราบแก้ว
แสงแวววับจับสาคร
เรียบเรียงเคียงคู่จร
ดังร่อนฟ้ามาแดนดิน

...สุวรรณหงส์ทรงภู่ห้อย
งอนชดช้อยลอยหลังสินธุ์
เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์
ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม

...เรือไชยไวว่องวิ่ง
รวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม
เสียงเส้าเร้าระดม
ห่มท้ายเยิ่นเดิรคู่กัน

...คชสีห์ทีผาดเผ่น
ดูดังเปนเห็นขบขัน
ราชสีห์ทียืนยัน
คั่นสองคู่ดูยิ่งยง

...เรือม้าหน้ามุ่งน้ำ
แล่นเฉื่อยฉ่ำลำระหง
เพียงม้าอาชาทรง
องค์พระพายผายผันผยอง

...เรือสิงห์วิ่งเผ่นโผน
โจนตามคลื่นฝืนฝ่าฟอง
ดูยิ่งสิงห์ลำพอง
เปนแถวท่องล่องตามกัน

...นาคาหน้าดังเปน
ดูขะเม่นเห็นขบขัน
มังกรถอนพายพัน
ทันแข่งหน้าวาสุกรี

...เลียงผาง่าเท้าโผน
เพียงโจนไปในวารี
นาวาหน้าอินทรี
มีปีกเหมือนเลื่อนลอยโพยม

...ดนตรีมี่อึงอล
ก้องกาหลพลแห่โหม
โห่ฮึกครึกครื้นโครม
โสมนัสชื่นรื่นเริงพล

...กรีฑาหมู่นาเวศ
จากนคเรศโดยสายชล
เหิมหื่นชื่นกมล
ยลมัจฉาสารพันมี ฯ


๗๙. ธงทิวผืนภูษาระย้าย้อย
ต้องลมพลอยปลิวปัดสะบัดสี
พายจ้วง..เรือเคลื่อนฝ่าสายวารี
เมื่อหนึ่งน้ำใจนี้ไหลรี่นอง

๘๐. เหม่อมองไหล..ยอดคลื่น/ตก/ตื่น/แตก
หัวเรือตัดน้ำแหวกจนแยกสอง
ที่เหม่อนั้นหัวใจรูปใครครอง
จะตัดปองปลิดได้..ดังใจฤๅ

๘๑. จวบบ่ายคล้อยคิดไปถึงใจแก้ว
พี่จากแล้วลับล่วงจักห่วงหรือ
แต่งานบุญสมคำ..เขาร่ำลือ
หยิบจับถือเผื่อแผ่..งามแม่เป็น


.......ศศิร่ำจำรัสรอง.......


๑๔
๘๒. พร่างพรายผกายรุจะอร่าม
ขณะยามนะค่ำเย็น
ยินร้องคะนองสกุณะเห็น
จะละเล่นระเริงลม

๘๓. ร่ำร่ำ..ตะวันจะละจะลา
ประลุภาวะจ่อมจม
เห็นเห็น..ก็เพ็ญศศิวิกรม
ชุติห่ม ณ ห้วงหาว

๘๔. เหลือบแสง ณ แหล่งอุทกะผืน
ระบุคืนจะยังยาว
ริ้วลมระดมผิวะจะหนาว
ก็เพราะร้าวอุรารอน

๘๕. นึกคราญะผ่านพละถวิล
อุระถิ่นสิอาทร
คร่ำครวญเพราะส่วนทุขะสะท้อน
ฤจะถอนถวิลถึง

๘๖. เยียบเย็นเพราะเย็นศศินะแสง
รติแรงก็รัดรึง
โยกคลอนบ่ผ่อนพิษะคะนึง
ตละตรึงสิเต็มตรอง

๘๗. ใจเห็นจะเช่นอุทกะผืน
นิละขืนจะเข้าครอง
รูปเห็นก็เช่นกรรมะสนอง
พิศะต้องสิเจียนตาย..

๘๘. สืบสร้างระหว่างรหัสะเนตร
ประลุเจตะกำจาย
วาบอุ่นเพราะสุนทริยะสยาย
นยะถ่ายสิทอดถึง

๘๙. อาวรณ์สะท้อนประดุจะเถา-
วัลย์เร้ากระหวัดรึง
เช่นใจและใจขณะคะนึง
ภวะซึ้งก็บรรสาร

๙๐. ดุจปาริชาตินิรมิต
เฉพาะพิศะพิมพ์พาล
ดาลเดชวิเศษะพิสดาร
ก็สมาน ณ แรกมอง

๙๑. เพรงบุญจะหนุนรติพิจิตร
สุจริตะรับรอง
เพรงบาป ณ คาบบ่คละสนอง
ฤดิสองก็บรรสาร

๙๒. ร่วมบาตร ณ ชาติบุพะประภพ
ดละภพะร่วมพาล
แม่เอยเพราะเคยอธิษฐาน
อุปการะร่วมกรรม

๙๓. สองชาติสวาดิพิสมัย
สมะนัยะน้อมนำ
โอนใจและใจปณิธิสัม-
ผัสะย้ำสมานใย

๙๔. สืบจิตเพราะฤทธิ์อธิษฐาน
บุพะกาละก่อนไกล
เห็นพลันจะปันรติพิสัย
พิสมัย ณ แรกมอง

๙๕. อาวรณ์สะท้อนประดุจะน้ำ
ศศิร่ำจำรัสรอง
ย่อมพลิ้วผิว์ริ้วชละละออง
นิระล่องปลาตเลือน...


.......งานมงคล.......


๙๖. สู่สมเด็จฯ..บังคมเข้าก้มกราบ
ทูลท่านทราบปรารภ..ไม่กลบเกลื่อน
สตรีหนึ่งงามถ้วน..คู่ควรเรือน
หวังโอษฐ์เอื้อนทูลกระหม่อม..ช่วยน้อมนำ

๙๗. อยู่ตำหนักริมตลิ่ง..ท่านหญิงสร้อย
ทรงเฝ้าคอยอบรมช่วยบ่มร่ำ
กิจการงานหญิงทุกสิ่งชำ-
นาญยิ่งล้ำมารยาท..งามนาฏมี

๙๘. ลูกคุณพระช่างทอง..บ้านคลองมอญ
กุลเก่าก่อนสูงนักในศักดิ์ศรี
ทูลกระหม่อม..เมตตาช่วยพาที
การณ์เมื่อคลี่คลายเห็น..จะเป็นคุณ

๙๙. พระปราณีอำนวยทรงช่วยไข
กูจะให้หญิงสร้อย..เขาคอยหนุน
ผู้ใหญ่เขาจะเกรงหน้าพลอยการุณ
แล้วงานบุญจะเร่งรัดช่วยจัดการ...

๑๐๐. หลังคุณพระช่างทอง..เตรียมห้องหอ
รับสู่ขอบุตรีถึงที่บ้าน
กระบวนขันหมากดังเสียงกังวาน
ถึงเรือนชานคุณพระ..วาระนั้น

๑๐๑. ประตูเรือนห้อยแพร..ภู่แผ่ขวาง
สองฟากข้างเด็กน้อยยืนคอยกั้น
เสียเงินทองเปิดรับโดยฉับพลัน
ก็ขนขันหมากเคลื่อนเข้าเรือนใน

๑๐๒. นั่งพับเพียบเรียบร้อยชม้อยตา
พอเห็นหน้า..อุทธัจนั้น..ยิ่งหวั่นไหว
งามแม่เอยงามยิ่งกว่าหญิงใด
แต่รับไหว้รูปเห็นด้วยเอ็นดู

๑๐๓. ถึงฤกษ์ผานาทีเหมาะดีพร้อม
มงคลสวมคล้องค้อมกระหม่อมคู่
กรประนมน้ำสังข์ไหลหลั่งพรู
ร่วมรับรู้ผูกบ่วงสองดวงใจ






๑๐๔. จันทร์ไขสังคีตคล้อย - - - ขับขาน
สู่โสตประโมทย์ทะยาน - - - ยิ่งแล้ว
เสียงเอื้อนเสนาะปาน - - - ปรุงแต่ ทิพแฮ
ดับประทีปโคมแก้ว - - - กล่อมแก้วกลางกาฬ ฯ

๑๐๕. ควันขาวโปรยกลิ่นฟุ้ง - - - ยามคืน
ขาวขุ่นข่มยุงขืน - - - ค่ำไว้
พร่ำความฝากไฟฟืน - - - รับฝาก นะแม่
พร้อมฝากผีฝากไข้ - - - ฝากน้องประคองถนอม ฯ

๑๐๖. วังเวงทั่วภาคพื้น - - - แดนสยาม
ชั่วอุระลั่นทั่วคาม - - - ขอบแคว้น
อานุภาพอัศจรรย์ลาม - - - ล่วงเขต แล้วนา
มือโอบเอวอ้อนแอ้น - - - อาจเอื้อมโดยใจ ฯ

๑๐๗. นกค่ำเสียงคลับคล้าย - - - คอยประโคม
แว่วแต่เมื่อมือโลม - - - ลูบเนื้อ
เสน่หากระหน่ำโหม - - - เหิมสวาดิ พี่แม่
จันทร์ส่องแสงเอื้อเฟื้อ - - - ร่วมฟื้นอดีตฝัน ฯ


......๒๒๙๘......


๑๐๘. แต่สายธารเวลาดั่งวารี
เคลื่อนเอาชีวาตม์น้อยขึ้นร้อยขวัญ
บุตรชายแม่เรไร..เติบใหญ่ครัน
รูปคมสันสง่างามขึ้นตามวัย

๑๐๙. ตราบเก้าขวบปีแล้ว..มีแววว่า
ชอบศาสตราอาวุธเกินหยุดได้
แต่เล่นดาบฟาดฟันเสียงลั่นไป
ตราบบ่าวไพร่ล้มคว่ำแสร้งจำนน

๑๑๐. ใต้ร่มเงาฉัตรชั้นพระบัณฑูร
ทรงเกื้อกูลเกียรติยศปรากฎผล
คือหลวงเทพอักษรสุนทรพล
สุขสงบเหลือล้น..อยู่บนวัน

๑๑๑. ท่ามลมโหมกระหน่ำครวญคร่ำสาย
โสตยินคล้ายความไข..ถึงไหวหวั่น
แต่เมื่อแว่วข่าวหนึ่ง..เขาอึงกัน
ว่าชาติหนึ่งสูงชั้น..จักบรรลัย

๑๑๒. เสนาะพากย์เพลงยาว..กลอนเจ้าฟ้า
ดั่งแว่วมา..ให้สดับเสียงขับไข
กระซิบสื่อนงราม..บ่งความนัย
จากพระทัยเสน่หาที่อาวรณ์

๑๑๓. รำพันความเอื้อนอ้อนเสียงอ่อนหวาน...
...ปางพี่มามาดสมานสุมาลย์สมร
ดั่งหมายดวงหมายเดือนดารากร
อันลอยพื้นอำพรโพยมพราย...

...แม้นพี่เหิรเดินได้ในเวหาศ
ถึงจะมาดก็ไม่เสียซึ่งแรงหมาย
มิได้ชมก็พอได้ดำเนิรชาย
เมียงหมายรัศมีพิมานมอง...

...นี่สุดหมายที่จะมาดสุมาลย์สมาน
สุดหาญที่จะเหินเวหาสห้อง
สุดคิดที่จะเข้าเคียงประคอง
สุดสนองใจสนิทเสน่ห์กัน...

...โอ้แต่นี้นับทวีแต่เทวศ
จะต้องนองชลเนตรกันแสงศัลย์
จะแลลับเหมือนหนึ่งดับเดือนตวัน
เมื่อเลี้ยวเหลี่ยมสัตตภัณฑ์ยุคุนธร...

...ยิ่งคนึงก็ยิ่งนานจะเห็นภักตร
ฉวยฉุดรักแล้วก็ทอดฤไทยถอน
ไม่เหนกำม์ว่าจะนำให้ไกลกร
ไม่เหนรักว่าจะรอนให้แรมโรย...

...อกเอ๋ยเมื่อได้เคยประโลมเล่น
ครั้นห่างเหนแล้วก็ตั้งแต่เตือนโหย
ยามดำเนินเดินดินอาดูรโดย
ก่นแต่โกยกอบทุกข์มาทับกาย...


๑๑๔. ทูลกระหม่อมจอมขวัญ..มาพลันลับ
ชีวาตม์ดับลบนามสิ้นความหมาย
ต้องถูกโบยหลังถอด..ศักดิ์วอดวาย
พร้อมด้วยสายสวาดิชู้เคียงคู่กัน

๑๑๕. โอ้..แต่นี้กาพย์กรอง..ทำนองร้อย
จักเศร้าสร้อยเคล้ารสกำสรดศัลย์
แต่สุดสิ้นบุญญา..รูปราชันย์
ดุจชีวันจะแล้งร่มไว้ข่มร้อน

๑๑๖. องค์หญิงดารา..พร้อม..ท่านหม่อมสร้อย
จักเฝ้าคอยเทวษอยู่ไม่รู้ผ่อน
เมื่อร่มโพธิ์ร่มไทรชีพไหม้มรณ์
โศกจักซ้อนสุมอก..สุดยกย้าย

๑๑๗. เพิ่งเจ็ดขวบวัยวันพระชันษา
เมื่อกำพร้าชนกไปยิ่งใจหาย
โอ..แต่นี้เปล่าเปลี่ยวและเดียวดาย
จักกล้ำกรายพันผูก..แม่ลูกแล้ว

๑๑๘. วังจักร้างอักขราภาษาศิลป์
จักไร้สิ้นเพลงกานท์เคยหวานแว่ว
มธุรสพจนีย์..ไร้วี่แวว
อาดูรทูลกระหม่อมแก้ว..มาแคล้วกัน

๑๑๙. กรมพระราชวังบวรสถานมงคล
ชีพปลิดป่นลับล่วงพร้อมดวงขวัญ
ฟ้าสังวาลย์สิ้นชาติด้วยราชทัณฑ์
ย่อมโศกศัลย์สุดเทวษทวีทรวง

๑๒๐. อกเมืองจึงร้อนร้าว..ด้วยข่าวชู้
จากสองผู้มีใจอันใหญ่หลวง
ด้วยแรงรักร่วมปอง..ใจสองดวง
ยอมชีพรักหักล่วง..ไม่ห่วงเลย

๑๒๑. โอ้..กำสรดอาลัยห้วงใจนี้
จนสุดที่อัดอั้นรำพันเผย
กระซิบหนึ่งผ่านย้ำ..ลมรำเพย
แต่ลับเลยอาลัย..มิได้ลา...

...แม้นกุศลเราสองเคยร่วมสร้าง
ขอร่วมห้องอย่าได้ห่างเสน่หา
เสี่ยงผลที่ได้เพิ่มบำเพ็ญมา
ขอร่วมชีวาร่วมชีวาวาย

...เกิดไหนขอให้ได้ถนอมภักตร
ความรักอย่าได้ร้างอารมณ์สลาย
รักนุชอย่าได้สุดเสน่ห์คลาย
ขอสมหมายที่ข้ามาดสมาทาน

...อันสาราบำราศบำรุงคิด
จาฤกไว้โดยสุจริตสาร
พยายามตามสัตย์ปัติญาณ
ภอแจ้งการที่กำม์ในกายเอย...




หมายเหตุ...
กาพย์ยานี๑๑ และ กลอน ที่มีจุด...นำหน้าทั้งหมด
เป็นพระนิพนธ์ใน
สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล
หรือสมเด็จเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ (เจ้าฟ้ากุ้ง)
ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
พ.ศ.๒๒๗๕ ถึง ๒๓๐๑






Create Date : 31 มกราคม 2555
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 12:59:04 น. 11 comments
Counter : 3673 Pageviews.

 

สดายุ..

" โอ้..กำสรดอาลัยห้วงใจนี้
จนสุดที่อัดอั้นรำพันเผย
กระซิบหนึ่งผ่านย้ำ..ลมรำเพย
แต่ลับเลยอาลัย..มิได้ลา..."

"...แม้นกุศลเราสองเคยร่วมสร้าง
ขอร่วมห้องอย่าได้ห่างเสน่หา
เสี่ยงผลที่ได้เพิ่มบำเพ็ญมา
ขอร่วมชีวาร่วมชีวาวาย"

ชอบทั้ง"กลอนที่มีจุด"และ "กลอนที่ไม่มีจุด"นะ
ฝีปากพอพอกันทีเดียว..
หากกวีทั้งสองท่านเกิดร่วมสมัยกัน คงต้องราชทัณฑ์เสมอกัน..
เป็นแน่แท้..555



โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.154.172 วันที่: 31 มกราคม 2555 เวลา:23:24:45 น.  

 

สดายุ....

"๑๙.เมื่องดงามสูงส่งเห็นตรงหน้า
ย่อมต่อตั้งปรารถนาหวังฝ่าข้าม
เชื่อมอาวรณ์อ่อนไหวที่ไหลลาม
แปรเป็นงามเยื่อใยและไมตรี"

รู้จักแต่ขนมเรไร
"......แม่หญิงเรไร......"
" ธิดาน้อยงามละมุนของคุณพระ"นี่ไม่รู้จักนะคะ..555

"๔๑. สงบเสงี่ยมงามจริงแม่หญิงวัง
ยามลุกนั่งสง่ามีในทีท่า
เมื่อแย้มยิ้มยั่วกันจำนรรจา
ละม่อมหน้า..อารมณ์เหมาะสมควร"
น้านนาน..จึงจะเห็นหนุ่มไทยสมัยนี้ ยังให้คุณค่าแก่กิริยามารยาทอันงดงามของสตรีไทย..ยังนึกว่า ดายุจะเห็นเพียงความงามใน"ทรวดทรงองค์เอว"ซะอีก..
(แอบนึกหยามหยามอยู่ในใจด้วยนะ)555
ความงามของสตรีนั้น ควรจะงามทั้งนอกงามทั้งใน มิใช่รึ..




โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.154.137 วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:9:49:22 น.  

 
มินตรา...

หน้าตาและทรวดทรงองค์เอว ของสตรีก่อให้เกิดความสนใจในบุรุษเพศเป็นอันดับแรก...จากนั้นจึงค่อยดูองค์ประกอบอย่างอื่นเป็นต้นว่า ....

"เปรี้ยวจี๊ด หรือ หงิมๆ"..
"ไม่สู้คน หรือ ร้าย-เอาเรื่อง"..
"อุดมการณ์เพื่อชาติ เพื่อมวลชนผู้ทุกข์ยาก หรือ ไร้สาระไปวันๆ"..
"ซื่อบื้อ หรือ เจ้าเล่ห์"..
"ชอบทำตัวเด่น-เรียกร้องความสนใจ-มีปมด้อย หรือ ไม่สนใจสังคมแวดล้อมมั่นใจในตัวเองสูง"..
"ดัดจริต-ไม่เป็นธรรมชาติ หรือ ดูเป็นธรรมชาติน่ารักน่าเอ็นดู"..
"รสนิยมเห่ย..แต่งตัวไม่เป็น - look cheap หรือ ตามแฟชั่นติดๆ"..
"มารยาททราม หรือ อบรมมาดี เคี้ยวอาหารไม่ดังจั๊บๆ..ซดแกงจืดไม่เสียงดัง โฮกๆ "..

555

บุคคลิกที่ผมเขียนออกมานั้น..คือแบบว่าตัวเองชอบแบบนั้นก็อยากได้..อยากเห็นแบบนั้น...

ทีนี้มันมาขัดกันตรงที่...ใบหน้าสวย หุ่นดี มักเป็นคุณสมบัติที่มีในพวกลูกครึ่ง ไทย-ฝรั่ง ...ขณะที่สาวกลุ่มนี้มีพ่อหรือแม่เป็นต่างชาติชาวตะวันตก จึงไม่อาจสร้างบุคคลิกชดช้อยนุ่มนวลแบบไทยๆอย่างที่ชอบได้....เฮ้อ

ดูอย่างรูปขวามือที่เลื่อนขึ้นสิ...ดาราช่อง 7 สาว-ใหม่ ดาวิกา...สวยน่ารัก...แต่ดันจูบกอดชายหนุ่มจนมีรูปหลุดออกมาโพสต์กันเกลื่อนเวปไปหมด...แล้วอย่างนี้"คุณหลวง"ที่ไหนจะอยากให้"เจ้าคุณพ่อ"ไปสู่ขอทำเมีย...จริงไหม 555

ดังนั้น - แม่หญิงเรไร ก็คือ คนที่ สวยทั้งหน้าตา-รูปร่าง-กิริยา-การศึกษา (จบจุฬา-ธรรมศาสตร์-มหิดล-ABAC..ประมาณนั้น..555)

ทีนี้...ที่เอาเรื่องเจ้ากุ้งมาลง เพราะท่านเป็นกวีมีผลงาน แถมไพเราะ ในหลากหลายบริบท จึงสามารถสร้างเรื่องในประวัติศาสตร์ให้โลดแล่นขึ้นมาใหม่...ก็คล้ายๆกับ "รัตนโกสินทร์-ในนิราศเรื่องยาว" ที่เอาประวัติรัชกาลที่ 1-2 มาเรียงร้อย เพราะสามารถนำพระราชนิพนธ์ของท่าน(ร.2)สอดแทรกในเรื่องได้อย่างแนบเนียน...อิๆๆ

แต่มั่นใจได้ว่า...เจ้าฟ้าสังวาลย์ของเจ้าฟ้ากุ้งนั้น...คงน่ารักสู้สาวน้อยของสดายุไม่ได้แน่นอน...55

(มาแอบอ่านแล้วท่าจะยิ้มแก้มปริ..)



โดย: สดายุ... วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:11:09:26 น.  

 

โอย..ดายุขา (เดียว)..

"พ่อหรือแม่เป็นต่างชาติชาวตะวันตก จึงไม่อาจสร้างบุคคลิกชดช้อยนุ่มนวลแบบไทยๆอย่างที่ชอบได้....เฮ้อ"
อย่าได้มา"เฮ้อ" เลย..ตนเองน่ะวาสนาไม่ถึง"ต่างชาติชาวตะวันตก"ระดับที่..นะ..จึงคิดว่า สกุลรุนชาติ เค้าไม่มี...มี้..มีค่ะ

วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมในแต่ละชาติ มีอยู่ ในทุกระดับชนชั้น
แต่ช่องว่างระหว่างชนชั้น ในไทยอาจจะไม่มีมากเท่าในสังคมยุโรป
เราจึงเห็นประดุจว่า ไม่มี"ช่องว่าง"ของชนชั้นในยุโรป..
ความจริงน่ะ ในยุโรปมีสังคมปิด(closed society)มากชนิดไม่"แตะ"กันเลยนะ..คนละดวงดาวทีเดียว..
ที่เราเห็นเห็นตามถนนน่ะ เป็นฝรั่งตามถนนน่ะซิ!
ลองบินBritish Air ซิคะ..Smooth as silkน่ะ
เป็น"ไหมดิบ"ไปเลย..555

"สวยทั้งหน้าตา-รูปร่าง-กิริยา-การศึกษา (จบจุฬา-ธรรมศาสตร์-มหิดล-ABAC..ประมาณนั้น..555)"
ทำไมไม่สาว เกษตร(KU)บ้างล่ะ..สวยใช้งานได้นะ ไม่ดัดจริต
ไม่หยิบโหย่ง ...เหมือนสาวสามย่าน 555

"แต่มั่นใจได้ว่า...เจ้าฟ้าสังวาลย์ของเจ้าฟ้ากุ้งนั้น...คงน่ารักสู้สาวน้อยของสดายุไม่ได้แน่นอน...55"
วุ๊ย..คนจาร๊ากกาน.."เห็นกล้วยว่ากล้าย เรียมตาม"น่ะนะ 555



โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.154.137 วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:13:20:10 น.  

 

หนูมด..

"๑๐๓. ถึงฤกษ์ผานาทีเหมาะดีพร้อม
มงคลสวมคล้องค้อมกระหม่อมคู่
กรประนมน้ำสังข์ไหลหลั่งพรู
ร่วมรับรู้ผูกบ่วงสองดวงใจ"

ออกมาเร้ว..ได้กลิ่น นึ่งข้าวเหนียว เตรียมทองหยิบทองหยอดทองม้วนทองพับ..พร้อมขบวน ขัน และ หมากจากสดายุแล้วนะ
มาพร้อมกับไม้กวาดนะคะ เพราะสดายุยัง....
"...แม้นพี่เหิรเดินได้ในเวหาศ
ถึงจะมาดก็ไม่เสียซึ่งแรงหมาย
มิได้ชมก็พอได้ดำเนิรชาย
เมียงหมายรัศมีพิมานมอง..."
ต้องพึ่ง"กลอนมีจุด" อยู่อีก..ยังไง้ยังไงก็ดูท่าจะต้อง"ยิ้ม"ไม้กวาดมาใช้แน่นอน..555



โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.154.137 วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:13:35:04 น.  

 
อ้อ...

ฝรั่งศักดินาก็คงมี...อย่างว่าล่ะนะ สังคมเขา"อาจจะ"มีดุลยภาพทางรายได้ในระดับที่ประชาชนในชาติแทบทุกคนมีชีวิตอยู่อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีการศึกษา สมกับความเป็นมนุษย์ที่พึงมี มากกว่าเรา...ที่ช่องว่างระหว่างรายได้ห่างกันมาก...

พอดีว่าไม่เคยบิน บริติชแอร์ ที่ว่านั่น...เพราะเหตุว่าหากจะบินแต่ละครั้งต้องเช็คราคาสายการบิน low cost ที่มีทั้งหมดเสียก่อนแล้วเลือกอันที่ถูกสุด...เลยไม่มีโอกาสเจอฝรั่งผู้ดีสักที...555

ที่ไม่ได้พูดถึงสาวเกษตร ไม่ใช่ว่าไม่สวย...มีประเภทสุดสวยเลยทีเดียว...ดูตามลิงค์

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=10-2011&date=14&group=11&gblog=355

คนนี้สาวเกษตรบางเขนนะ...
เพียงแต่ว่า...นานๆเจอสักคน...55

มินตรา ไม่ต้องมาหมั่นไส้"คนเขารักกัน"เลย...เพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องเป็นไปเช่นนี้..อย่างไม่มีอะไรมาขัดขวางได้..มันเป็นความลงตัวของ"ปัจจัยที่มีส่วนผสมที่เหมาะสมกันจากมือที่มองไม่เห็น"กำหนดไว้...เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้...ต้องเป็นอย่างนี้เท่านั้น...555

ใช่เลย.... ไท ธนาวุฒิ
//www.youtube.com/watch?v=j2QL-tXsZ0o


โดย: สดายุ... วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:21:34:17 น.  

 

ดายุ..

"ฝรั่งศักดินาก็คงมี" มี้..มีซิคะ..มีชนิดที่ทำงานเยอรมัน มีบ้านพักร้อนที่ฝรั่งเศสตอนใต้ บ้านพักหนาวที่สวิส บ้านพักเงินที่ลิชเทนชตาย(Lichtenstein)บ้านรับแขกที่อังกฤษ หรือข้ามทวีปไปที่ฟิฟอเวนู(Fifth Avenue) 555เรื่องจริงนะ..หลายชั่วคน(generation)ตามแต่ความยาวของตระกูล ฉะนั้นฝรั่งยุโรปจะ"ไร้พรมแดน"เพราะขยายครอบครัวออกไปเรื่อย นี่คือที่มาของความเป็นประชาธิปไตย มิใช่ เต่าในกระดอง..

"บินแต่ละครั้งต้องเช็คราคาสายการบิน low cost ที่มีทั้งหมดเสียก่อนแล้วเลือกอันที่ถูกสุด..."
โอ้โฮ ..นี่ร่ำรวยระดับ ดาโกแบร์ท(Dagobert Duck)เชียวนะ..(ดูจากวิธีนับเงินใช้น่ะค่ะ)..ที่พลโลกเค้าท่องไปในโลกได้เพราะ"นับเงินใช้"นี่แหละค่ะ..
ที่ชมBritish Airน่ะ ชม คนบริการในเครื่องค่ะ ว่ามิได้เป็น"ไหมดิบ"

"คนนี้สาวเกษตรบางเขนนะ.." คนนี้ มินตราก็ชอบ ดูแล้ว"เรียบเรียบดี" เรียบไปทั้งเนื้อทั้งตัว..555 ดูใสใส สะอาดสะอาดนะ..
ตอนนี้เกษตรกำแพงแสน นอกจากจะมีโค พันธุ์"เนื้อนมไข่"ยังมี โคพันธุ์ใหม่เรียกว่าโคขุน อีกนะ มีเนื้อที่ไม่มีไขมัน..รสดีกว่าFlorentiner Steak(T-Bone SteakจากเมืองFlorence)Florence is the capital city of the Italian region of Tuscany ซะอีกค่ะ..

"ปัจจัยที่มีส่วนผสมที่เหมาะสมกันจากมือที่มองไม่เห็น"กำหนดไว้...เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้..
อื้อฮือ..พูดอย่างกะเป็นนักเคมีเวลากำลังหลงรักใครแน่ะ ..

"ใช่เลย.... ไท ธนาวุฒิ"
อ๊ะ!..นี่เพลงประจำตัวมินตรานะนี่ ไปสกลนครทีไรมีวิศวกรหนุ่มรูปงามนามไพเราะ ร้องให้ฟังทุกครั้ง..ไปรู้จักเพลงนี้ที่นั่น..
โปรดด้วยนะ เพราะ"ไม่สวยไปกว่านี้ ไม่หวานไปกว่านี้ คนนี้ใช่เลย"..นี่ล่ะค่ะ ..นี่เพิ่งทราบนะคะนี่ว่าใครเป็นนักร้องเจ้าของเพลง..






โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.157.220 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:11:27:21 น.  

 
สัวสดีค่ะพี่สดายุ เต็มอิ่ม จนน้ำตาไหล (เพราะยาวมากอ่านในที่มืด แงๆ )


โดย: medkhanun วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:18:52:30 น.  

 
มินตรา...

ไม่ใช่ยกย่องฝรั่ง...ปกติก็เป็นคนมองอะไรตามที่เป็นจริงอยู่แล้ว...ฝรั่งที่รวยนั้น รวยมากจริงๆ...ก็ดูอย่างเบอร์ 1 ไทยสิ ยังอันดับ 300-400 ของโลก...ทั้งๆที่มีเป็น 3-4 แสนล้านอย่างเจ้าสัว CP

เพราะเราเป็นประเทศยากจน...มองภาพรวมแล้วมันก็จนกันทั้งประเทศ ลองมองดูพัฒนาการของการสร้างบ้านเมืองดูก็ได้...

ตอนที่อังกฤษเอานักโทษมาปล่อยเกาะที่ออสเตรเลีย หรือ เริ่มสร้างมลรัฐต่างๆในอเมริกา มันก็เวลาช่วงเดียวกับที่เราเสียกรุงศรีครั้งที่ 2 ใช่ไหม

250 ปีต่อมา...เขาเป็นประเทศพัฒนาแล้วทั้งสองประเทศ
เรา...กำลังพัฒนา (เรียกปลอบใจกันใหม่ หลังจากเรียก ด้อยพัฒนามานาน...555)

สมมุติว่า...อังกฤษเอานักโทษมาปล่อยที่ภาคใต้ตั้งแต่ชุมพรลงไปจนคนผิวขาวกลายเป็นคนส่วนใหญ่ในดินแดนนั้นๆ...แล้วยึดดินแดนและปกครองเองสืบมา... แล้ว 250 ปี ต่อมาก็เรียกร้องเอกราชแล้วแยกตัวเป็นอิสระจากเครือจักรภพอังกฤษ...

ภาคใต้ก็จะเป็นประเทศพัฒนาแล้วอีกสักประเทศ เชื่อไหม ?

แต่หากไม่ใช่อังกฤษ....แต่เป็นสเปนล่ะ ?

ก็ต้องดูดินแดนตั้งแต่เม็กซิโกลงไปจนหมดทั้งทวีปอเมริกาส่วนใต้ ที่พูดภาษาสเปนทั้งหมดว่า พัฒนาแล้ว หรือ กำลังพัฒนาเหมือนเรา....

แปลว่าอะไร ?

555 ตอบเองก็ได้ใช่ไหม ?

คำถามมีว่า...ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?

ผมมองว่า เพราะจำนวนคนพื้นเมืองมีมากกว่าคนผิวขาวในบรรดาประเทศที่พูดภาษาสเปน หรือ โปรตุเกส(บราซิล)

ขณะที่มีเพียง 2 ประเทศทางเหนือในทวีปนั้นคือ อเมริกา และ แคนาดา ที่อังกฤษ ฝรั่งเศส เข้าไปปกครองมีชนผิวขาวมากกว่าชนพื้นเมือง....มันจึงพัฒนาได้ง่ายและเร็ว....

ที่พูดนี่ไม่ใช่เรื่อง อคติ แต่พูดเรื่องที่เห็นอยู่คาตานี่เอง
และในยุโรปเองก็มี 3 เกรด

เหนือ...อังกฤษ ฝรั่งเศศ เบเนลักซ์ เยอรมัน ออสเตรีย กลุ่มสแกนดิเนเวีย สวิส นี่เกรด A

ใต้ ตะวันตก...สเปน โปรตุเกส อิตาลี นี่เกรด B

ตะวันออก...เชค โปแลนด์ สโลวัค บัลแกเรีย อัลบาเนีย โรมาเนีย รัสเซีย รวมทั้งกลุ่ม ยูโกสลาเวียเดิม ฮังการี (กลุ่มนี้คือพวกสลาฟทั้งหมด) นี่เกรด C

คุยกับสะใภ้ยุโรป ก็นะ ต้องคุยเรื่องยุโรปสักหน่อย พอกินข้าวได้...555


โดย: สดายุ... วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:9:34:19 น.  

 

สดายุ!

"คุยกับสะใภ้ยุโรป ก็นะ ต้องคุยเรื่องยุโรปสักหน่อย พอกินข้าวได้...555"
ชอบยกให้ใครต่อใครเค้าซะจริงจริงนะ!
มินตราชอบที่จะเป็นคนไทยสตรีไทยนะ ที่ฝรั่งยุโรปยังยกย่องให้เกียรติอยู่ก็เพราะความเป็น แม่ขนมเรไร แม่ขนมกลีบลำดวนนะคะ
ที่ว่า"พอกินข้าวได้...555"น่ะ น่าจะมาจากได้ยั่วได้เย้าให้มินตราเคืองมากกว่าละกระมัง!

"ฝรั่งที่รวยนั้น รวยมากจริงๆ..."
ค่ะ เพราะความ"มีฐานะ"(wealthy)นั้นเกิดจากหลายชั้น ยาวนานสะสมมาจนคนในตระกูลนั้นนั้น"ชิน"กับความมีฐานะและถือเป็นขนบธรรมเนียม(tradition)ที่จะต้องรักษาและปฎิบัติอย่างต่อเนื่อง..ส่วนพวก"แสวงโชค"นั้นจะร่ำจะรวย(rich)คำนี้เพิ่งเกิดใหม่ตอนที่พวกอพยพไปหาชีวิตใหม่ที่อเมริกา..เิกิดอเมริกาเรียนรู้ในการหาผลประโยชน์เข้าตัวโดยไม่คำนึงถึงความลำบากยากเข็ญของผู้ใดเลย..สำนึกของ"คนรวย" จึงต่างจาก"คนที่มีฐานะ"

"และในยุโรปเองก็มี 3 เกรด" ค่ะ..เรียนการค้าระหว่างประเทศมาใช่ไหม นี่...

"ขณะที่มีเพียง 2 ประเทศทางเหนือในทวีปนั้นคือ อเมริกา และ แคนาดา ที่อังกฤษ ฝรั่งเศส เข้าไปปกครองมีชนผิวขาวมากกว่าชนพื้นเมือง....มันจึงพัฒนาได้ง่ายและเร็ว...."
เฉียดไปนิดเดียวค่ะ..ทางเหนือของอเมริกาและคานาดานั้น หากมองให้ลึกซึ้ง จะเห็นว่าพวกเยอรมันเช่น Thurn und Taxisและ vonทั้งหลาย (จ้าวเยอรมัน)ไปทำป่าไม้และวางระบบนิเวศน์ รักษาสิ่งแวดล้อมรักษาธรรมชาติไว้อย่างดี จนสามมารถนำมาเป็นสินค้าในตลาดหลักทรัพย์ได้..คนยุโรปจะซื้อหุ้นในลักษณะนี้ไว้ ไม่หวือหวา เป็นไปเรื่อยเรื่อยสม่ำเสมอเพื่อรักษาค่าของเงินที่ตนมีอยู่ให้คงตัว..."ความรับผิดชอบต่อสังคมสูงเพื่อตนเองจะอยู่ได้อย่างปลอดภัยหากความแตกต่างในสังคมมีน้อย"...นะคะ
คุณปู่เคยสั่งไว้ว่า "คนจะเป็นจ้าวคนนายคนนั้นต้องรักประชาชน"!
ที่ร่ำรวยอยู่คนเดียวนั้นจะโดดเดี่ยว(นี่มินตราว่า..)555
เวปใครเวปมันนะจ๊ะ 555






โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.156.144 วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:10:44:20 น.  

 


มินตรา...

เปล่าหรอก ไม่เคยเรียนที่ว่ามาหรอก...เป็นเพราะสนใจเรื่องภูมิศาสตร์โลก และรวมทั้ง"ข้อสังเกตุ" ที่มีมาตั้งแต่เด็กมากกว่า...

รวมทั้งเคยพูดคุยกับคนเยอรมันเกี่ยวกับว่า...ทำไมแพ้สงครามทั้งสองครั้ง ก็ยังกลับมายิ่งใหญ่ได้เสมอไป...จนแม้ถูกแบ่งประเทศแล้วก็ยังกลับมาเป็น"พี่ใหญ่" ของยุโรปได้ทุกครั้ง...

และหากครั้งที่สองนั้น...ไม่กระจายกำลังทหารลงไปในดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลของรัสเซียแล้ว...น่าจะเอายุโรปทั้งยุโรปไว้ในกำมือได้....

และหากสหรัฐ กับ รัสเซียไม่เข้ามายุ่งแล้ว...อังกฤษเองคงไม่พอมือ !

ที่พูดถึงคนมีฐานะในเยอรมันนั้นพอนึกภาพได้อยู่...ส่วนของไทยเรานั้นหากจะวิเคราะห์เปรียบเทียบแล้ว...มันตรงกันข้ามเลยทีเดียว

คนมีฐานะ หรือ ชนชั้นสูงของไทยมีที่มาจาก 2 ทาง

1 คือจากระบอบศักดินาดั้งเดิม ตั้งแต่สมัยราชาธิราช..ที่สามารถสืบเนื่องขึ้นไปถึงยุคกรุงศรีเลยทีเดียว...สมัยที่คนยังเชื่องมงายอยู่กับแนวคิด บุญญาธิการ วาสนาบารมี ของบุคคลกันอย่างจริงจัง....กลุ่มชนชั้นปกครองก็ผลัดกันแย่งชิงอำนาจจากกลุ่มอำนาจเดิม ไม่ต่างจากกลุ่มบ้านสี่เสาเทเวศของ จอมพล สฤษดิ์
ที่มีบัญชีแค้นกับกลุ่มซอยราชครู ของ จอมพล ผิน ชุณหวัณ + พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ + พล.อ.ประมาร อดิเรกสาร นั่นทีเดียว

แม้จนหลังเสียกรุงครั้งที่สองแล้ว...จะเห็นการ"แย่งกัน..อยากเป็นใหญ่" ของก๊วนก๊กต่างๆถึง 7 ก๊วน..ไม่เว้นแม้แต่"เจ้ากู"อย่างเจ้าฝาง

จนแม้กลุ่มที่สามารถยึดกุมอำนาจรัฐได้อย่างกลุ่มพระยาตาก พระยาจักรี ก็ล้วนเคยรับราชการเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในสมัยพระเจ้าบรมโกฐ พระเจ้าอุทุมพร พระเจ้าเอกทัศน์..ในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยามาก่อนทั้งสิ้น

ข้าราชการระดับบนที่มีโอกาสใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดิน...ล้วนสืบทอดศักดินาต่อลงในวงศ์ตระกูลตัวเองแทบทั้งสิ้น...(เป็นต้นว่าตระกูล บุนนาค เป็นต้น...มีพระยา..เจ้าพระยา..รวมถึง สมเด็จเจ้าพระยา ตั้งกี่คน ?)

ศักดินา แปลว่า...ศักดิ์ตามที่นาที่ได้รับพระราชทานจากพระราชาให้เป็นกรรมสิทธิ์สำหรับทำกินในวงศ์ตระกูล...

บรรดาศักดิ์ของขุนนางไทยแบ่งออกได้เป็น 9 ระดับคือ
1.สมเด็จเจ้าพระยา
2.เจ้าพระยา
3.พระยาหรือ ออกญา
4.พระ และ จมื่น
5.หลวง
6.ขุน
7.หมื่น
8.พัน
9.นาย

บรรดาศักดิ์ สมเด็จเจ้าพระยา นั้น เพิ่งมามีครั้งแรกในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาในรัชกาลที่ 4และรัชกาลที่ 5 ได้สถาปนาขึ้นอีก 1 ท่าน หลังจากนั้น ก็ไม่มีผู้ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าพระยาอีก สมเด็จเจ้าพระยาจึงมีเพียง 4 ท่าน คือ

1.สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พระราชอิสริยศสุดท้ายก่อนปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
2.สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ศักดินา 30,000 ไร่ สถาปนาขึ้นในรัชกาลที่ 4
3.สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ศักดินา 30,000 ไร่ สถาปนาขึ้นในรัชกาลที่ 4
4.สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ศักดินา 30,000 ไร่ สถาปนาขึ้นในรัชกาลที่ 5
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการติดต่อกับประเทศตะวันตก ฝรั่งเทียบให้บรรดาศักดิ์ "สมเด็จเจ้าพระยา" เทียบเท่ากับ ขุนนางตะวันตกชั้น "Grand Duke" โดยหนังสือที่มีถึง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ นั้นเรียกท่านว่า ดยุ๊ก

สมเด็จเจ้าพระยาในสมัยรัตนโกสินทร์มีศักดินา 30,000 เสมอ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยา แล้วยังรับ เครื่องประกอบอิสริยยศ ทองคำลงยาราชาวดี เสมอเจ้าต่างกรม มีพระกลดกางกั้น มีพระแสงราชอาญาสิทธิ์ หากวายชนม์ ก็ให้ใช้คำว่า พิราลัย


เจ้าพระยาส่วนบรรดาศักดิ์ เจ้าพระยานั้น เป็นบรรดาศักดิ์ขุนนางที่สูงที่สุด ตามพระไอยการนาพลเรือน นาทหาร หัวเมือง ในสมัยอยุธยา มีเพียง 5 ตำแหน่ง (ศักดินา 10,000 ไร่) คือ

1.เจ้าพระยามหาอุปราชชาติวรวงษ์องคภักดีบดินทร สุรินทรเดโชไชยมหัยสุริยภักดีแสนอญาธิราช ขุนนางอาวุโสหน้าพระที่นั่ง (ตอนหลังให้เลิกเนื่องจากมีพระมหาอุปราชาศักดินา 100000 ไร่ทำหน้าที่แทน)

อัครมหาเสนาบดี (ปกติศักดินา 10000 ไร่ เว้นแต่ถ้าเป็นเจ้าต่างกรมให้ศักดินาสูงกว่า 10000 ไร่)
1.เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายกอัครมหาเสนาบดีอะไภยพิรีบรากรมุภาหุ สมุหนายก หัวหน้าขุนนางฝ่ายพลเรือน (อัครมหาเสนาบดีผู้รับผิดชอบเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงแทนพระเจ้าแผ่นดิน)
2.เจ้าพระยามหาเสนาบดีวิรียภักดีบดินทรสุรินทรทฤๅไชยอไภยพิรียปรากรมภาหุ สมุหพระกลาโหม หัวหน้าขุนนางฝ่ายทหาร อัครมหาเสนาบดีผู้รับผิดชอบเมืองปักษ์ใต้ทั้งปวงแทนพระเจ้าแผ่นดิน)

เจ้าพระยามหานครผู้ครองหัวเมืองชั้นเอก (ศักดินา 10000 ไร่)
1.เจ้าพญาสุรศรีพิศมาธิราชชาติพัทยาธิเบศวรธิบดีอภัยรีพิรียบรากรมภาหุ เจ้าเมืองพิษณุโลก หัวเมืองชั้นเอก
2.เจ้าพระยาศรีธรรมราชชาติเดโชไชยมไหยสุริยาธิบดีอภัยพิรียบรากรมภาหุ เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช หัวเมืองชั้นเอก


สรุป

บรรดาศักดิ์ของขุนนางไทยนี้ ไม่อาจเทียบกับตะวันตกได้ เนื่องจากระบบที่แตกต่างกัน ขุนนางตะวันตกเป็นขุนนางสืบตระกูล และไม่ใช่ข้าราชการ แม้ว่าขุนนางบางคนรับราชการ แต่ขุนนางไทยเป็นข้าราชการ และตำแหน่งขุนนางผูกพันกับระบบราชการ ส่วนขุนนางตะวันตกนั้น ตำแหน่งขุนนาง ผูกพันกับการถือครองที่ดิน ที่ได้รับพระราชทานไว้แต่เดิม และส่วยสาอากร หรือผลประโยชน์ที่เกิดจากที่ดินนั้น ขุนนางตะวันตก จึงมีส่วนคล้ายกับเจ้าต่างกรม ของไทย ในส่วนของผลประโยชน์ในตำแหน่ง เช่น ส่วย กำลังคน เป็นต้น แต่เจ้าต่างกรมของไทย ก็ไม่ได้สืบตระกูล

ดังนั้น บรรดาศักดิ์ของขุนนางไทยจึงน่าจะเป็นชั้นยศ (Rank) มากกว่าเป็นบรรดาศักดิ์ (Title) ตามหลักการสมัยใหม่ การเทียบตำแหน่งขุนนางไทยโบราณกับปัจจุบันจึงไม่ยากนัก เพราะเมื่อเป็นชั้นยศ ที่หมายถึงลำดับสูงต่ำของคนในระบบนั้น ก็เอาระดับสูงสุด กับต่ำสุดมาเทียบกัน และประมาณการเอาได้ โดยไม่ยาก แต่อาจจะไม่ตรงกันโดยสมบูรณ์ แต่ก็จะทราบอย่างคร่าวๆ เช่น ข้าราชการรับ ซี 1 อาจเทียบได้กับ "นาย" ระดับ 2 เทียบ พัน หรือ หมื่น ระดับ 3,4 เทียบขุน (เพราะระดับ 3 ถือเป็นข้าราชการสัญญาบัตร) ระดับ 5,6 เทียบ หลวง ระดับ 7,8 เทียบพระ และระดับ 9,10 เทียบพระยา (โดยระดับ 10 อาจเทียบพระยานาหมื่น คือศักดินา 10,000 ไร่ ส่วนระดับ 9 เทียบพระยาศักดินาต่ำลงมาคือ 5,000 ไร่)

ส่วน ข้าราชการระดับ 11 อาจเทียบได้กับ เจ้าพระยา ส่วน บรรดาศักดิ์ "สมเด็จเจ้าพระยา" นั้น ต้องยกเป็นตำแหน่งพิเศษออกไป เพราะพระราชทานพิเศษเฉพาะตัวจำนวนไม่มาก จึงเป็นกรณีพิเศษ ไม่อาจเทียบได้กับข้าราชการปัจจุบัน แต่เหมือนกับการยกสามัญชน ขึ้นเทียบเท่าเจ้าต่างกรมมากกว่า อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการเทียบเพียงคร่าวๆ เท่านั้น

หากจะเทียบขุนนางสมัยก่อนกับข้าราชการในสมัยปัจจุบันอาจเทียบได้ดังนี้ คือ ตำแหน่ง ปลัดทูลฉลอง ในสมัยโบราณ ซึ่งปัจจุบันเรียก ปลัดกระทรวง นั้นในสมัยโบราณมักมีบรรดาศักดิ์เป็น "พระยา" ส่วนตำแหน่ง เจ้ากรม ในสมัยโบราณ ปัจจุบันเรียก อธิบดี สมัยโบราณนั้น เจ้ากรมมักมีบรรดาศักดิ์เป็น "พระยา" หรือ "พระ" เพราะฉะนั้นหากจะเทียบเคียงกันจริงๆนั้น เทียบได้ยาก แต่ก็พอเปรียบได้ดังนี้ คือ ปลัดกระทรวง มีบรรดาศักดิ์ เป็น พระยา รองปลัดกระทรวง,อธิบดี มีบรรดาศักดิ์ เป็น "พระยา" หรือ "พระ" รองอธิบดี,ผู้อำนวยการสำนัก มีบรรดาศักดิ์เป็น "หลวง" ผู้อำนวยการกอง,หัวหน้ากลุ่มงาน มีบรรดาศักดิ์เป็น "หลวงหรือขุน"

ระบบบรรดาศักดิ์ของไทย รวมทั้งราชทินนาม ได้มีการยกเลิกไปใน พ.ศ. 2485 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล



กลุ่มนี้แหละที่หากสามารถรักษาและสืบทอดความมั่งคั่งมาจนถึงยุคสมัยปัจจุบันได้ ก็จะเป็นชนชั้นสูงในสังคมนี้ส่วนที่หนึ่ง


ส่วนที่สองคือ กลุ่มพ่อค้าเชื้อสายจีน ที่เข้ามาอาศัยแผ่นดินนี้ทำมาหากินจนร่ำรวย จุดเริ่มต้นสะสมความมั่งคั่งนั้นสืบย้อนไปได้ประมาณ 150 ปี...โดยส่วนใหญ่นั้นอพยพหนีความอดอยากยากแค้นในแผ่นดินเดิมมาหาโอกาสในชีวิตใหม่...เป็นความร่ำรวยที่มีแรงผลักดันจากความยากแค้น ลำบากของชีวิต...จากความสมถะ อ่อนน้อม ถ่อมตน ประหยัด มัธยัสถ์ ของรุ่นแรก จนมาถึงความพยายามอวดโอ่สถานภาพทางเศรษฐกิจของรุ่นหลังๆ จนต้องพาตัวไปเกี่ยวข้อง เกี่ยวพัน กับ กลุ่มแรก เพื่อ ทาสีแต่งตัว...โดยการสมประโยชน์ของ เงิน กับ วงศ์ตระกูล ที่จะเกื้อกูลแลกเปลี่ยนกันไป...


กลุ่มแรกไม่มีเงินแต่มีเกียรติ
กลุ่มหลังไม่มีเกียรติ แต่มีเงิน
จึงแลกเปลี่ยนกัน...


ดังนั้นที่มาของ ชนชั้นสูงไทย จึงแตกต่างกับที่มีใน เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส มากมาย ...เรื่องที่จะเป็นแบบ..."ความรับผิดชอบต่อสังคมสูงเพื่อตนเองจะอยู่ได้อย่างปลอดภัยหากความแตกต่างในสังคมมีน้อย"...คงห่างไกลจากความคิดคำนึงอยู่หลายสิบชาติทีเดียว...55



โดย: สดายุ... วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:18:07:17 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 146 คน [?]










O ภุมรินและพินทุรส .. O





วสันตดิลกฉันท์ ๑๔

O ลมรื่นแตะตื่นมธุระเก-
สระเรณุกาไพร
พาหอม ลุ ล้อม, ยุคะสมัย-
ก็พิไลพิลาสรอ
O งดงาม ณ ยามรุจะกระหนาบ-
นภะภาพก็พร่างพอ-
กำจายสยายบทะลออ
กระแหนะช่อสุมาลย์สี
O ฝั่งฟ้าประภา, และ ธรณิน
ภุมรินะเริ่มลี-
ลาศ-หาผการสะเพราะมี
ดุษฎีกะหอมหวาน
O โลกกว้างระหว่างวตะอรุณ
ดุจะหมุนประกอบการณ์
โผนผกวิหค ณ คคนานต์
ก็ผสานผสมเสียง
O เริ่มกาลประสารรหัสะเลศ
ทุระเภทะพร้อมเพียง-
กล่อมเมาหะเขลา, มุสะประเดียง-
ก็ระเรียงประโลมร้อย
O เผยภาพละภาพ ณ บุพะภพ-
ระบุครบ .. ระบัดคอย
ราวเรื่องก็เปลื้องบทะทะยอย
สุขะ-สร้อย .. ผสานเสริม
O เยี่ยงหวานสุมาลยะประนัง
รสะตั้งจะเตรียบเติม-
คลื่นหอมตะล่อมบทะกระเหิม
ระอุเพิ่ม .. ณ กลีบกรอง
O ทิพเทพวิเลปนะกระวน
สติคน ก็ ถูกครอง
เพียงรสประพจนะสนอง
ผัสะต้อง ก็ เจียนตาย
O ผึ้งภู่เสาะสู่มธุระรส
ระบุกฏ บ อาจกลาย
แสงสูรยะพูนพละสยาย
ก็จะผ้ายและแผดเผา
O อำนาจและอาชญะประภาพ
ขณะทาบ ฤ บรรเทา
ถ้วนกฏและพจนะเฉลา
ก็คละเคล้าระคนความ
O หยาดพินทุรินมธุ-ละออง
ผัสะต้องก็ตื่นตาม
หยาดคำเพราะคัมภิระ-ละลาม
อุระหวาม ฤ ข้ามไหว
O ภาพพจน์จรดกะนัยนา
คุณะค่า ฤ ควรใคร-
เทียมทัศน์และวัตระอดิศัย-
ะประไพประพิณพร้อม
O เทียบ-ภาพก็ภาพมธุกุสุม
กระแหนะนุ่มระรุมดอม
เปรียบ-บทสุพจนะประนอม
ก็ลุล้อมระรายเรียง
O สามารถเพราะอาชญะผสาน-
อุปการ .. ก็เกริกเกรียง
แซ่ศัพทะรับดุจะจะเอียง-
ธรณินะล่มสูญ
O สามารถเหมาะอาชวะสมรรถ
ก็ขจัด บ เพิ่มพูน
พ้องความกะทราม, ก็บริบูรณ์-
ภวะกูณฑะสุมเมือง
O พร้อมพินทุสิ้นภวะจะหยด
จิตะคดก็แค้นเคือง
โดยพิษะริษยะเมลือง
ทะนุเนื่องและน้อมนำ
O ริ้ววาตะพารสะประทิ่น
ภุมรินก็เริงรำ
ปีกลู่เสาะสู่มธุระสัม-
ผัสะย้ำกะหยาดหวาน
O ริ้ววาทะพามุสะประนอม
ผัสะย้อม กะ วิญญาณ
เจตจินตะสิ้น, สติพิชาน-
ดุจะลาญ บ เหลือรอย
O หวาน, วาตะ, อาชญะประนัง
ฤดิคลั่ง ก็ หมอบคอย
เสพลิ้มกระหยิ่ม บ ละ บ ถอย
สติด้อย สิ ดึงดัน
O เลศวาทะ, อาชวะรหัส
อวิภัชะรำพัน
เกณฑ์กรอบระบอบมุหะมหัน-
ตะกระนั้นก็เนื่องหนุน
O สูงค่าสุภาษิตะประกอบ-
คละระบอบ .. ระเบียบบุญ
สูงส่งเพราะมงคละเหมาะสุน-
ทริยะดุลยะภาพพร้อม
O ภาพงามละลามยุคะสมัย
มธุ-ไพรก็สุดออม-
แอบกลิ่นประทิ่น, กฏะพะยอม-
ก็ ลุ ล้อมประนอมกรรม
O แฉกลิ้น มุ ภินทนะสมา-
คมะชาติด้วยชำ-
นาญ..บท .. และพจนะกลัม-
พ-ระพร่ำ ก็ เป็นผล
O สามารถเหมาะชาติจะอภิวัฒน์
ก็ขจัดซะอับจน
จารีตและคีตะอนุสน-
ธิ ก็ขนประโคมคอย
O หอมหวานสุมาลยะก็ภิน-
ทนะสิ้นและสุดรอย
หยาดพินทุสิ้น, มธุระพลอย-
รสะถ่อย .. ผิ เอาทาร !










free counters





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.